คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 2558,045 ตัวอักษร

ตอนที่ 255

ทั้งสามใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงหุบเขาราชันโอสถ

ยูรันวางหญิงสาวทั้งสองลงบนพื้น ทันทีที่เท้าแตะพื้น พวกนางก็รีบวิ่งไปเกาะต้นไม้ใกล้ ๆ

“แหวะ!”

“แหวะ!”

โม่ชิงเฟิงเช็ดมุมปากด้วยใบหน้าซีดเผือด

“ไม่ว่าจะเดินทางกี่ครั้ง พี่สาวก็ไม่มีทางชินกับวิชาตัวเบาของเจ้าแน่”

ยูรันไม่สนใจ เขาหันไปสำรวจบริเวณด้านหน้า

ทางเข้าหุบเขาเต็มไปด้วยผู้บำเพ็ญจากหลายขุมอำนาจ เบื้องหน้าของทุกคนคือประตูหินขนาดใหญ่ซึ่งตั้งอยู่เพียงลำพัง โดยมีม่านพลังโปร่งใสปิดกั้นเส้นทางเอาไว้

“นี่น่ะหรือหุบเขาราชันโอสถ? คนเยอะเหมือนกันนะ”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“แถมประตูก็ตั้งโง่ ๆ เอาไว้แบบนั้นน่ะหรือ?”

ชายชราซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ได้ยินเข้าจึงเหลือบมองเขา

“เจ้าคงเพิ่งมาครั้งแรกสินะ ประตูนั่นไม่ได้มีไว้ตั้งเฉย ๆ ผู้ที่จะผ่านเข้าไปได้ต้องมีป้ายหยก”

“แล้วป้ายหยกหน้าตาเป็นอย่างไร?”

“รู้สึกว่าจะมีลวดลายเตาหลอมกับเม็ดยาประสานกัน แต่ป้ายบางชิ้นก็มีลวดลายแตกต่างออกไป ข้าเองก็ไม่แน่ใจนัก”

ชายชราชี้ไปยังกลุ่มคนที่กำลังเดินผ่านม่านพลัง

“รู้เพียงว่าขอแค่คนหนึ่งถือป้าย ก็สามารถพาคนทั้งกลุ่มเข้าไปได้ คงมีค่ายกลตรวจสอบป้ายติดตั้งอยู่บริเวณประตู”

“อ้อ ขอบคุณนะตาแก่”

“ใครเป็นตาแก่กัน!”

ยูรันเลิกสนใจอีกฝ่ายทันที

[ค่ายกลหรือ? ง่ายแล้วแบบนี้]

[ส่วนป้ายนั่นฟังดูคุ้น ๆ เหมือนเคยได้ยินจากที่ใด...ตอนลู่ชิงถานถูกดักปล้นก็ดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับป้ายหยกเหมือนกัน]

[ไว้กลับไปค่อยถามนางแล้วกัน]

ยูรันหันไปทางหญิงสาวทั้งสอง

“อาเจ๊ เสวี่ยหนิง ไปกันเถอะ”

โม่ชิงเฟิงขมวดคิ้ว

“ไปไหน?”

“เข้าไปข้างในไง”

มู่เสวี่ยหนิงมองม่านค่ายกลเบื้องหน้าอย่างลังเล

“แต่พวกเราไม่มีป้ายหยกนะเจ้าคะ”

“ของแค่นั้นงั้น ๆ คอยดูแล้วกัน”

ยูรันก้มลงแบกหญิงสาวทั้งสองขึ้นมาคนละข้าง ก่อนเดินตรงไปยังประตูหินโดยไม่หยุดฝีเท้า

เพียงพริบตาเดียว ทั้งสามก็เดินผ่านประตูเข้าไปต่อหน้าผู้คนจำนวนมาก

กลุ่มคนด้านหลังต่างมองตามด้วยความอิจฉา

“เดี๋ยวนะ ชายผู้นั้นมีป้ายหยกด้วยหรือ?”

“บ้าเอ๊ย! หากรู้ว่าเขาพาคนเข้าไปได้ ข้าน่าจะรีบเข้าไปเกาะขาใหญ่เสียตั้งแต่แรก!”

ภายในแดนลับแตกต่างจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง

เบื้องหน้าของทั้งสามคือผืนแผ่นดินอันอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้สูงใหญ่แผ่กิ่งก้านเขียวขจี ดอกไม้หลากสีเบ่งบานอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้า ลำธารสายเล็กไหลคดเคี้ยวผ่านสองข้างทาง น้ำใสสะอาดจนมองเห็นก้อนกรวดเบื้องล่าง

ตรงกลางดินแดนมีตำหนักโบราณหลังหนึ่งตั้งตระหง่าน ส่วนด้านหลังคือลูกภูเขาขนาดใหญ่ซึ่งถูกหมอกบางปกคลุมเอาไว้

ยูรันวางหญิงสาวทั้งสองลงบนพื้น

โม่ชิงเฟิงรีบขยับเข้ามาใกล้

“น้องชาย เจ้าทำได้อย่างไร? บอกพี่สาวหน่อยสิ”

“อาเจ๊”

“หืม ๆ ในที่สุดก็ยอมบอกพี่สาวคนสวยแล้วสินะ”

“ไม่บอก เรียกเฉย ๆ”

“……”

อีกด้านหนึ่ง มู่เสวี่ยหนิงยังคงอ้าปากค้าง นางหันกลับไปมองทางเข้าด้านหลัง ก่อนขยี้ตาตนเองซ้ำไปซ้ำมาราวสิบรอบ

ค่ายกลซึ่งแม้แต่ผู้บำเพ็ญระดับสูงยังไม่กล้าฝืน กลับถูกยูรันแบกพวกนางเดินผ่านเข้ามาราวกับไม่มีสิ่งใดขวางอยู่

ยูรันไม่สนใจท่าทีตกตะลึงของทั้งสอง เขาเดินตรงไปยังตำหนักกลางแดนลับทันที

เมื่อทั้งสามเข้าใกล้ ชายชราผู้ทำหน้าที่ดูแลก็เดินออกมาต้อนรับ

“คารวะทุกท่าน ดูเหมือนพวกท่านจะเป็นกลุ่มสุดท้ายของการทดสอบรอบนี้พอดี”

ยูรันหยุดฝีเท้า

“รอบ?”

“ถูกต้อง”

ผู้ดูแลประสานมือ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ

“พวกเราคือผู้สืบสายเลือดของจักรพรรดิโอสถ มีหน้าที่ดูแลสถานที่แห่งนี้และดำเนินการทดสอบ เพื่อคัดเลือกผู้เหมาะสมให้รับมรดกของจักรพรรดิโอสถ”

“เมื่อนานมาแล้ว ก่อนที่จักรพรรดิโอสถจะสิ้นอายุขัย ท่านได้สร้างแดนลับแห่งนี้ขึ้นเพื่อส่งต่อความรู้ทั้งหมดของตนเอง”

“จากนั้นจึงสร้างป้ายหยกซึ่งมีลวดลายแตกต่างกันออกไป แล้วแจกจ่ายไปทั่วทุกดินแดน ตั้งแต่ตระกูลระดับล่างไปจนถึงราชวงศ์ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีวาสนาทุกชนชั้นได้เข้าร่วมการทดสอบ”

ผู้ดูแลนำป้ายหยกชิ้นหนึ่งออกมา บนพื้นผิวสลักลวดลายเตาหลอมประสานเข้ากับเม็ดยาอย่างประณีต

“และพวกท่านมาถึงเป็นกลุ่มสุดท้ายพอดี ผู้เข้าร่วมกลุ่มอื่นกำลังรออยู่ด้านในแล้ว เชิญตามข้ามาเถิด”

ยูรันเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ

[อืม เรื่องเป็นเช่นนี้เอง]

[ข้าขอเดาว่ามรดกไม่มีอยู่จริงหรอก ไม่ใช่กำลังหาตัวตายตัวแทน ก็คงเตรียมจับผู้เข้าทดสอบไปเป็นเครื่องสังเวยเพื่อคืนชีพ]

[สูตรสำเร็จชัด ๆ ใครจะใจกว้างเหมือนข้า แจกจ่ายวิชาให้ผู้อื่นไปทั่วโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน]

ระหว่างเดินไปยังด้านหลังตำหนัก ผู้ดูแลเริ่มอธิบายกฎการทดสอบ

“ผู้เข้าร่วมในรอบนี้มีทั้งหมดแปดกลุ่ม แต่ละกลุ่มต้องเข้าสู่ภูเขาด้านหลังผ่านประตูคนละแห่ง”

“ประตูทั้งแปดถูกจัดวางตามทิศทั้งแปด จึงถูกเรียกรวมกันว่าเส้นทางแปดทิศ”

“เมื่อทุกกลุ่มเข้าสู่ประตูของตนเอง การทดสอบจึงจะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ”

ขณะเดินตามผู้ดูแลไปยังด้านหลังตำหนัก ยูรันพลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง

[อืม มีปัญหาแล้ว]

[เวลาในแดนลับแห่งนี้เดินช้ากว่าโลกภายนอกเล็กน้อย แม้จะแตกต่างกันไม่มาก แต่หากติดอยู่ในนี้หลายวัน เวลาข้างนอกคงผ่านไปนานกว่านั้น]

[ดูเหมือนต้องรีบจัดการให้เสร็จแล้วรีบออกไป]

มู่เสวี่ยหนิงมองทิวทัศน์รอบกายด้วยดวงตาเปล่งประกาย ความตื่นเต้นบนใบหน้าของนางแทบไม่อาจปิดบังได้

“ไม่คิดไม่ฝันเลยเจ้าค่ะ ว่าชีวิตนี้ข้าจะมีโอกาสเข้ามาในสถานที่สืบทอดมรดกของจักรพรรดิโอสถ”

โม่ชิงเฟิงหันไปมองนาง

“เจ้าสนใจมรดกนี้มากหรือ?”

“สำหรับนักหลอมโอสถแล้ว มรดกของจักรพรรดิโอสถนับเป็นสิ่งที่ไม่อาจประเมินค่าได้เจ้าค่ะ ต่อให้ไม่ได้รับเลือกเป็นผู้สืบทอด เพียงได้เห็นตำราโอสถหรือวิธีหลอมของท่านสักครั้งก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว”

ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ

“ยังไม่ทันเห็นของจริงก็เถิดทูนกันเสียแล้ว ระวังเข้าไปเจอแต่ของไร้สาระก็แล้วกัน”

มู่เสวี่ยหนิงเม้มริมฝีปาก

“คุณชายอย่าดูแคลนจักรพรรดิโอสถนักเลยเจ้าค่ะ”

“อืม หากเขาหลอมโอสถระดับสิบได้ค่อยว่ากัน”

ผู้ดูแลซึ่งเดินนำอยู่ด้านหน้าชะงักฝีเท้าเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจทำเป็นไม่ได้ยิน

ไม่นาน ทั้งสี่ก็มาถึงลานกว้างด้านหลังตำหนัก

ผู้เข้าร่วมอีกเจ็ดกลุ่มยืนรออยู่ก่อนแล้ว เบื้องหลังพวกเขาคือประตูศิลาทั้งแปดบานซึ่งตั้งเรียงเป็นวงกลม แต่ละบานสลักอักขระและลวดลายแตกต่างกันออกไป

ทันทีที่ยูรันกับหญิงสาวทั้งสองปรากฏตัว สายตาของทุกคนในลานก็หันมามองกลุ่มสุดท้ายพร้อมกัน

เอาใหม่ทั้งช่วงตั้งแต่ประกาศรายชื่อกลุ่ม โดยเพิ่มคนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ และให้การทักทายของพวกเขาตบหน้าคนปากดีแทนยูรัน

ทันทีที่ยูรันกับหญิงสาวทั้งสองเดินเข้ามา ผู้เข้าร่วมอีกเจ็ดกลุ่มก็หันมามองพร้อมกัน

ผู้ดูแลก้าวขึ้นไปยืนกลางลาน ก่อนเริ่มประกาศรายชื่อผู้เข้าร่วมตามลำดับประตู

“กลุ่มแรก ตัวแทนจากราชวงศ์เซี่ย นำโดยองค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหง พร้อมด้วยปรมาจารย์โอสถกัวจื่อเหวินและองครักษ์เว่ยคุน”

ชายหนุ่มในชุดคลุมสีทองพยักหน้าให้ทุกคนเล็กน้อย ท่าทางสงบนิ่งแต่แฝงความสูงศักดิ์อย่างชัดเจน

“กลุ่มที่สอง ตัวแทนจากหุบเขาแพทย์เทวะ ฉินเยว่ซิน เฉาเหวินเค่อ และกงซุนลี่”

เมื่อได้ยินชื่อหุบเขาแพทย์เทวะ มู่เสวี่ยหนิงพลันชะงัก

สตรีชุดม่วงในกลุ่มที่สองเองก็จำมู่เสวี่ยหนิงได้เช่นกัน ฉินเยว่ซินกวาดตามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“ศิษย์น้องมู่ ไม่คิดว่าเจ้าจะมาถึงที่นี่ก่อนพวกเรา”

มู่เสวี่ยหนิงประสานมืออย่างห่างเหิน

“ไม่ได้พบกันนาน ศิษย์พี่ฉิน”

ฉินเยว่ซินมองโม่ชิงเฟิงกับยูรัน

“หลังออกจากหุบเขาไปเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ดูเหมือนเจ้าจะพบผู้ร่วมทางใหม่แล้วสินะ”

“เรื่องของข้าไม่จำเป็นต้องรบกวนศิษย์พี่”

รอยยิ้มของฉินเยว่ซินแข็งค้างเล็กน้อย

เฉาเหวินเค่อปล่อยจิตสัมผัสตรวจสอบยูรัน เมื่อพบว่าอีกฝ่ายอยู่เพียงขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นก็แค่นหัวเราะ

“ข้านึกว่าเจ้าพายอดฝีมือจากที่ใดมา ที่แท้ก็เป็นเพียงคนตาบอดซึ่งเพิ่งเข้าสู่ขอบเขตแก่นทองคำ”

“ศิษย์น้องมู่ สายตาเลือกผู้ร่วมทางของเจ้าย่ำแย่ลงไม่น้อย”

มู่เสวี่ยหนิงขมวดคิ้ว ส่วนโม่ชิงเฟิงหุบพัดในมือดังฉับ

ยูรันกลับไม่ตอบโต้แม้แต่คำเดียว เขาเพียงยืนเงียบอยู่ด้านข้าง ราวกับไม่ได้ยินเสียงของเฉาเหวินเค่อ

เมื่อเห็นเช่นนั้น อีกฝ่ายก็เข้าใจว่ายูรันไม่กล้าสร้างปัญหา รอยยิ้มดูถูกบนใบหน้าจึงยิ่งเด่นชัดขึ้น

ผู้ดูแลรีบประกาศกลุ่มถัดไป

“กลุ่มที่สาม ตัวแทนจากตำหนักโอสถเมฆาคราม หานอี้เฉิน ไป๋อวี้ถง และเฝิงซาน”

หานอี้เฉินประสานมือให้ทุกคน

“ข้าหานอี้เฉิน นักหลอมโอสถระดับหก หวังว่าจะได้แลกเปลี่ยนความรู้กับทุกท่าน”

การเปิดเผยระดับของตนทำให้บรรยากาศรอบลานเปลี่ยนไปทันที ผู้เข้าร่วมหลายคนเริ่มมองเขาเป็นคู่แข่งสำคัญ

“กลุ่มที่สี่ ตัวแทนจากสำนักเพลิงพิสุทธิ์ ฮั่วหลิงซิน เหยียนโม่ และฉือกัง”

ฮั่วหลิงซินเรียกเปลวเพลิงสีครามขึ้นมาบนฝ่ามือ

“ระดับของโอสถไม่อาจตัดสินทุกสิ่ง ผู้ที่ควบคุมเปลวเพลิงได้เหนือกว่าต่างหากจึงจะไปถึงปลายทาง”

หานอี้เฉินเพียงยิ้มโดยไม่โต้แย้ง

“กลุ่มที่ห้า ตัวแทนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ ผู้อาวุโสฉีเหวินซาน พร้อมด้วยศิษย์หลินชูอวี้และโจวถง”

ทั้งสามประสานมือให้ผู้เข้าร่วมรอบด้านอย่างสุภาพ

ผู้อาวุโสฉีมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง เขารู้สึกคุ้นเคยกับชายหนุ่มตาบอดผู้นี้อย่างประหลาด แต่เพราะวันนั้นมีผู้คนอยู่ภายในห้องหลอมโอสถจำนวนมาก อีกทั้งเขายืนอยู่ห่างออกไป จึงยังไม่กล้ายืนยัน

“กลุ่มที่หก ตัวแทนจากหอหมื่นสมบัติ จินหยวนเป่า เฉียนซาน และถานอู่”

จินหยวนเป่าประสานมือด้วยรอยยิ้ม

“ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อเปิดหูเปิดตา หากทุกท่านพบสมบัติที่ไม่ต้องการ สามารถนำมาขายให้ข้าได้ทุกเมื่อ”

“กลุ่มที่เจ็ด ผู้บำเพ็ญอิสระ เยี่ยชาง หนิงซวง และเถี่ยมู่”