คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 256 อีกนิดเดียวแท้ ๆ8,286 ตัวอักษร

ตอนที่ 256 อีกนิดเดียวแท้ ๆ

ทั้งสามแต่งกายธรรมดาและไม่แนะนำตนเพิ่มเติม เพียงยืนอยู่ด้วยท่าทีสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาความสามารถ

สุดท้ายผู้ดูแลจึงหันมาทางกลุ่มของยูรัน

“ส่วนกลุ่มที่แปด ขอให้ทุกท่านแนะนำตัวด้วย”

ยูรันกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย

“ยอดเขาจันทรา สำนักเมฆาจันทร์ ยูรัน”

จากนั้นเขาจึงชี้หญิงสาวทั้งสองตามลำดับ

“โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิง”

ทันทีที่ชื่อยูรันดังขึ้น สีหน้าของคนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน

ผู้อาวุโสฉีเบิกตากว้าง

“ยูรันแห่งยอดเขาจันทรา?”

หลินชูอวี้รีบกระซิบกับเขา

“ผู้อาวุโส เป็นเขาจริง ๆ เจ้าค่ะ! ข้าจำผ้าปิดตากับเสื้อคลุมนั่นได้!”

โจวถงเองก็มองยูรันอย่างตื่นเต้น

“เป็นคุณชายยูจริง ๆ!”

ทั้งสามรีบเดินออกจากกลุ่ม ก่อนเข้ามาประสานมือคารวะยูรันอย่างจริงจัง

“ไม่คิดว่าจะได้พบคุณชายยูที่นี่”

ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย

“พวกท่านรู้จักข้าด้วยหรือ?”

ผู้อาวุโสฉียิ้มอย่างกระตือรือร้น

“วันนั้นพวกเราอยู่ภายในห้องหลอมโอสถของตำหนักด้วย ได้เห็นคุณชายหลอมโอสถเกราะสวรรค์หนุนเต๋าระดับแปดสมบูรณ์แบบออกมาสิบเม็ดในเตาเดียวกับตาตนเอง”

“อีกทั้งยังได้เห็นคุณชายขึ้นไปรับทัณฑ์สวรรค์แทนโอสถเพียงลำพัง พวกเราจะลืมได้อย่างไร?”

ทันทีที่คำกล่าวนั้นจบลง ทั่วทั้งลานก็ตกอยู่ในความเงียบ

หานอี้เฉินซึ่งเพิ่งประกาศว่าตนเป็นนักหลอมโอสถระดับหกหันมามองยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ

ฮั่วหลิงซินดับเปลวเพลิงบนฝ่ามือลงโดยไม่รู้ตัว

แม้แต่องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงยังเปลี่ยนท่าทางจากเฉยชาเป็นจริงจัง

ฉินเยว่ซินหันขวับไปมองมู่เสวี่ยหนิง ส่วนเฉาเหวินเค่อซึ่งเพิ่งกล่าวดูถูกยูรันเมื่อครู่ยืนแข็งค้างอยู่กับที่

ผู้อาวุโสฉีกล่าวต่อด้วยความเคารพ

“หลังจากวันนั้น ผู้คนภายในตำหนักต่างกล่าวถึงวิธีหลอมโอสถของคุณชายไม่หยุด แม้แต่ผู้อาวุโสซูก็ยังนำโอสถเหล่านั้นออกมาศึกษาด้วยตนเอง”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อ้อ พวกท่านคือคนที่ยืนดูอยู่วันนั้นเองหรือ คนเยอะเกินไป ข้าจำไม่ได้”

“ไม่เป็นไร พวกเราจำคุณชายได้ก็เพียงพอแล้ว”

หลินชูอวี้หันไปมองเฉาเหวินเค่อ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ

“เมื่อครู่ข้าได้ยินเหมือนมีผู้ใดเรียกคุณชายยูว่าคนตาบอดขั้นแก่นทองคำซึ่งใช้การไม่ได้ หรือว่าข้าฟังผิดไป?”

เฉาเหวินเค่อใบหน้าแข็งกระด้าง แต่ไม่สามารถตอบออกมาได้แม้แต่คำเดียว

ทว่าการที่คนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์เข้ามาทักทายด้วยตนเอง ก็เพียงพอทำให้คำดูถูกก่อนหน้านี้ย้อนกลับไปตบหน้าผู้พูดจนไม่มีชิ้นดีแล้ว

ผู้ดูแลเองก็มองยูรันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ก่อนกระแอมเรียกความสนใจของทุกคนกลับมา

“ในเมื่อผู้เข้าร่วมทั้งแปดกลุ่มมาถึงพร้อมแล้ว การทดสอบจะเริ่มขึ้นในอีกสองวัน”

ยูรันชะงักทันที

[สองวัน? บักห่า แล้วเวลาข้างนอกจะผ่านไปกี่วันกันเล่า]

[ช่างเถอะ เข้ามาแล้วจะให้ออกไปตอนนี้ก็คงเสียเวลาเปล่า]

ขณะที่คนแต่ละกลุ่มเริ่มแยกย้าย ยูรันพลันเรียกผู้อาวุโสฉีเอาไว้

“ผู้อาวุโสฉี ไหน ๆ ก็พบกันแล้ว ข้ามีของจะให้”

ดวงตาของผู้อาวุโสฉีเปล่งประกายขึ้นทันที เขารีบเดินกลับมาหาด้วยความตื่นเต้น

“โอ้ ๆ ไม่ทราบว่าคราวนี้คุณชายหลอมโอสถระดับแปดชนิดใดออกมาอีก?”

โม่ชิงเฟิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างพลันรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง

“น้องชาย อย่าบอกนะว่า...”

ยูรันหยิบโอสถสองเม็ดออกมาจากช่องเก็บของ ก่อนใช้นิ้วควงพวกมันเล่นอย่างไม่ทุกข์ร้อน

ทันทีที่โอสถปรากฏ กลิ่นหอมเข้มข้นก็แผ่กระจายไปทั่วลานในพริบตา พลังปราณโดยรอบสั่นไหวราวกับถูกบางสิ่งชักนำ ขณะเดียวกันแรงกดดันมหาศาลก็แผ่ออกมาจากโอสถทั้งสองเม็ด

พวกมันมีสีขาวกึ่งโปร่งใส ภายในเต็มไปด้วยลวดลายแห่งมรรคาหลากสีซึ่งกำลังไหลเวียนอย่างช้า ๆ ประกายสายฟ้าขนาดเล็กแล่นผ่านพื้นผิวเป็นครั้งคราว

เพียงสูดกลิ่นเข้าไป ผู้บำเพ็ญหลายคนก็รู้สึกว่าจิตวิญญาณของตนปลอดโปร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้อาวุโสฉีค่อย ๆ แข็งค้าง

“นี่...นี่ไม่ใช่โอสถระดับแปด”

ยูรันพยักหน้า

“อืม ระดับแปดกระจอกเกินไปหน่อย”

มือของผู้อาวุโสฉีเริ่มสั่น

“หรือว่าโอสถสองเม็ดนี้จะเป็น...”

“ระดับสิบ”

ทั่วทั้งลานเงียบสนิทลงในทันที

หานอี้เฉินซึ่งเป็นนักหลอมโอสถระดับหกก้าวออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องลวดลายแห่งมรรคาบนโอสถทั้งสองเม็ดอย่างไม่อาจละสายตา

ฮั่วหลิงซินอ้าปากค้าง เปลวเพลิงซึ่งเพิ่งเรียกออกมาดับวูบไปจากฝ่ามือ

ฉินเยว่ซินกับเฉาเหวินเค่อยืนแข็งราวกับถูกแช่แข็ง ส่วนองค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงถึงกับสูญเสียท่าทีเฉยชาไปชั่วขณะ

แม้แต่ผู้ดูแลยังจ้องโอสถทั้งสองเม็ดด้วยดวงตาเบิกกว้าง นิ้วมือใต้แขนเสื้อกระตุกเล็กน้อย ก่อนเจ้าตัวจะรีบเก็บอาการกลับมา

ผู้อาวุโสฉีกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“คุณชายคิดจะมอบโอสถระดับสิบสองเม็ดนี้ให้แก่ข้าจริงหรือ?”

“ใช่สิ ข้าใจกว้างนะผู้อาวุโสฉี”

ยูรันหยุดควงโอสถ ก่อนยื่นไปตรงหน้าอีกฝ่าย

“จะเอาหรือไม่เอา?”

“เอาขอรับ! ข้าย่อมต้องการ!”

ผู้อาวุโสฉีรีบยื่นมือออกไปรับอย่างระมัดระวัง แต่ก่อนจะสัมผัสโอสถ เขาก็อดถามไม่ได้

“ไม่ทราบว่าโอสถชนิดนี้มีชื่อว่าอะไร?”

“ไม่รู้ ลืม”

“……”

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างจึงช่วยอธิบาย

“มันมีชื่อว่าโอสถหวนคืนมรรคาเจ้าค่ะ สามารถฟื้นฟูบาดแผลของร่างกาย จิตวิญญาณ ทะเลวิญญาณ และมรรคาที่เสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม”

“นอกจากนี้ หากผู้ที่ใกล้จะทะลวงจากขอบเขตหลอมสุญญตาเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมมรรคากินเข้าไป จะสามารถหลอมรวมมรรคาและทะลวงขอบเขตได้ทันทีโดยไม่ต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์”

“แต่หากระดับตบะต่ำกว่านั้น ผลในการช่วยทะลวงขอบเขตจะไม่ปรากฏ”

นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“ข้อจำกัดคือแต่ละคนสามารถรับผลของโอสถได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต เม็ดถัดไปจะไม่มีผลอีก”

ยูรันพยักหน้า

“อืม หวังว่าผู้อาวุโสจะไม่ถือสาข้อเสียเล็กน้อยนี้”

“คงไม่มีผู้ใดข้ามทัณฑ์ของขอบเขตเดิมถึงสองครั้งในชีวิตอยู่แล้ว ต่อให้บาดเจ็บจนตบะถดถอย เมื่อรักษาจนฟื้นคืนก็ไม่จำเป็นต้องข้ามทัณฑ์ซ้ำอีก”

ผู้อาวุโสฉีมองโอสถสองเม็ดในมือ ก่อนรีบนำขวดหยกชั้นดีออกมาเก็บอย่างระมัดระวังที่สุด

สายตาร้อนแรงจากทั่วทั้งลานจับจ้องขวดหยกในมือเขา จนเจ้าตัวต้องรีบเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติทันที

ยูรันไม่สนใจคนเหล่านั้น เขาเพียงกวาดสัมผัสไปรอบลานอย่างเงียบ ๆ

[อืม นอกจากอาเจ๊จะเป็นบัณฑิตเก๊แล้ว กลุ่มที่เจ็ดยังมีพระเก๊อยู่อีกคน]

[ข้าหวังว่าจะไม่ได้ยินคำว่า “นะโมอมิตาพุทธ” หลุดออกจากปากมันนะ]

[แถมยังมีองค์ชายห้าอะไรนั่นอีก กระจอกสิ้นดี หน้าตาอย่างกับตัวร้าย โหงวเฮ้งก็ดูเป็นตัวประกอบสุด ๆ]

[เหม็นขี้หน้ามันชะมัด กลับไปข้าต้องบอกหลานอิงให้กวนตีนมันบ่อย ๆ เสียแล้ว]

[ผู้เข้าร่วมทั้งหมดไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เข้าสู่ขอบเขตแปลงเทพ อ่อนด้อยกันสุด ๆ]

ผู้เข้าร่วมทั้งแปดกลุ่มถูกพาไปยังเขตที่พักด้านข้างตำหนัก ภายในมีห้องรับรองขนาดใหญ่ทั้งหมดแปดห้อง แบ่งให้แต่ละกลุ่มพักห้องละหนึ่งกลุ่มพอดี

ห้องของยูรันกว้างขวางและสะอาดสะอ้าน แต่กลับไม่มีเตียงแม้แต่หลังเดียว มีเพียงเบาะรองนั่งกับผ้าปูผืนใหญ่จัดเตรียมเอาไว้ตามมุมห้อง

สำหรับผู้บำเพ็ญทั่วไป เพียงนั่งสมาธิโคจรพลังตลอดคืนก็นับเป็นการพักผ่อนแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องใช้เตียงนอน

แต่นั่นเป็นเรื่องของผู้บำเพ็ญทั่วไป

ยูรันหยิบผ้าปูมาคลี่บนพื้น ก่อนทิ้งตัวลงนอนทันที

“วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว นอนละ”

โม่ชิงเฟิงรีบเดินตามมานั่งลงข้างตัวเขา

“เดี๋ยวก่อนสิ น้องชาย”

ยูรันขยับศีรษะหนีนางเล็กน้อย

“มีอะไรอีก?”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดปิดริมฝีปาก แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์

“พวกเรามาทำเรื่องเมื่อเช้าให้เสร็จกันดีกว่าหรือไม่? พี่สาวเพิ่งได้สัมผัสไปเพียงนิดเดียวเองนะ”

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งกำลังจัดเบาะอยู่ไม่ไกลชะงักไปทั้งร่าง ใบหน้าพลันแดงก่ำ

“อะ...เอ่อ ข้าว่าไม่ค่อยดีมั้งเจ้าคะ”

โม่ชิงเฟิงหันไปมองนาง

“มีอะไรไม่ดี? เมื่อเช้าเจ้าก็อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ?”

“เรื่องนั้นเป็นเพราะพวกเราติดอยู่ในเตาหลอมและไม่มีทางเลือกเจ้าค่ะ!”

“ตอนนี้พวกเราก็ต้องรอถึงสองวัน ไม่มีอะไรให้ทำเหมือนกัน”

“มันไม่เหมือนกันเลยเจ้าค่ะ!”

ยูรันถอนหายใจยาว ก่อนดึงผ้าขึ้นมาคลุมศีรษะ

“อาเจ๊ ท่านเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณทารก หากว่างมากก็ไปนั่งปรับตบะให้มั่นคงเสีย”

“บำเพ็ญคู่ก็ช่วยให้ตบะมั่นคงได้นะ”

ยูรันลดผ้าห่มลงเล็กน้อย

“ใครสอนท่าน?”

“พี่สาวคิดขึ้นมาเอง”

“ไม่น่าเชื่อถือสุดๆ”

ก๊อก ๆ ๆ

เสียงเคาะประตูดังขึ้นในจังหวะที่โม่ชิงเฟิงกำลังจะขยับเข้าไปใกล้ยูรันอีกครั้ง

ด้านนอกห้อง ผู้อาวุโสฉีมองศิษย์ทั้งสองอย่างลังเล

“พวกเรามารบกวนคุณชายยูในเวลานี้จะดีหรือ?”

หลินชูอวี้ส่ายหน้าอย่างมั่นใจ

“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะผู้อาวุโส คุณชายยูใจกว้างจะตายไป”

โจวถงพยักหน้าเห็นด้วย

“นั่นสิขอรับ คราวก่อนคุณชายเคยบอกว่าจะชี้แนะวิธีหลอมโอสถให้ผู้ที่สนใจ ไม่นึกเลยว่าจะได้พบเขาที่นี่อีกครั้ง รอบนี้ข้าต้องขอให้เขาชี้แนะให้ได้”

ภายในห้อง โม่ชิงเฟิงจ้องประตูด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ก่อนลุกขึ้นเดินไปเปิด

“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสฉีมีธุระอะไรหรือเจ้าคะ?”

แม้น้ำเสียงจะสุภาพ แต่คนทั้งสามกลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบอย่างประหลาด

หลินชูอวี้ประสานมือ

“พวกเราอยากขอรับการชี้แนะเรื่องวิถีโอสถจากคุณชายยูสักหน่อย หวังว่าคุณชายจะไม่ถือสา”

ยูรันยังคงนอนอยู่ใต้ผ้าผืนใหญ่ ไม่แม้แต่จะขยับตัวขึ้นมา

“ได้”

ดวงตาของคนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามเปล่งประกายทันที

ทว่ายูรันกล่าวเสริม

“แต่ข้าจะนอนฟังนะ ข้าไม่ลุกแล้ว”

ผู้อาวุโสฉีมองยูรันซึ่งนอนคลุมผ้าอยู่บนพื้น ก่อนหันไปมองโม่ชิงเฟิงซึ่งยืนกอดอกอยู่ข้างประตู

“เช่นนั้น...พวกเราขออนุญาตเข้าไปรบกวนสักครู่”

ทั้งสามเดินเข้ามานั่งล้อมผ้าปูของยูรันอย่างเป็นระเบียบ หลินชูอวี้กับโจวถงรีบนำตำรา สมุดบันทึก และแผ่นหยกออกมาเตรียมพร้อม

มู่เสวี่ยหนิงเห็นดังนั้นก็ลืมความเขินอายเมื่อครู่ไปชั่วขณะ นางรีบยกเบาะเข้ามานั่งร่วมวงด้วยอีกคน

เหลือเพียงโม่ชิงเฟิงที่ยังคงยืนอยู่ข้างประตูด้วยสีหน้ามืดครึ้ม

[อีกนิดเดียวแท้ ๆ]