ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 256 อีกนิดเดียวแท้ ๆ
ทั้งสามแต่งกายธรรมดาและไม่แนะนำตนเพิ่มเติม เพียงยืนอยู่ด้วยท่าทีสงบนิ่งจนยากจะคาดเดาความสามารถ
สุดท้ายผู้ดูแลจึงหันมาทางกลุ่มของยูรัน
“ส่วนกลุ่มที่แปด ขอให้ทุกท่านแนะนำตัวด้วย”
ยูรันกล่าวออกมาอย่างเรียบง่าย
“ยอดเขาจันทรา สำนักเมฆาจันทร์ ยูรัน”
จากนั้นเขาจึงชี้หญิงสาวทั้งสองตามลำดับ
“โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิง”
ทันทีที่ชื่อยูรันดังขึ้น สีหน้าของคนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามก็เปลี่ยนไปพร้อมกัน
ผู้อาวุโสฉีเบิกตากว้าง
“ยูรันแห่งยอดเขาจันทรา?”
หลินชูอวี้รีบกระซิบกับเขา
“ผู้อาวุโส เป็นเขาจริง ๆ เจ้าค่ะ! ข้าจำผ้าปิดตากับเสื้อคลุมนั่นได้!”
โจวถงเองก็มองยูรันอย่างตื่นเต้น
“เป็นคุณชายยูจริง ๆ!”
ทั้งสามรีบเดินออกจากกลุ่ม ก่อนเข้ามาประสานมือคารวะยูรันอย่างจริงจัง
“ไม่คิดว่าจะได้พบคุณชายยูที่นี่”
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“พวกท่านรู้จักข้าด้วยหรือ?”
ผู้อาวุโสฉียิ้มอย่างกระตือรือร้น
“วันนั้นพวกเราอยู่ภายในห้องหลอมโอสถของตำหนักด้วย ได้เห็นคุณชายหลอมโอสถเกราะสวรรค์หนุนเต๋าระดับแปดสมบูรณ์แบบออกมาสิบเม็ดในเตาเดียวกับตาตนเอง”
“อีกทั้งยังได้เห็นคุณชายขึ้นไปรับทัณฑ์สวรรค์แทนโอสถเพียงลำพัง พวกเราจะลืมได้อย่างไร?”
ทันทีที่คำกล่าวนั้นจบลง ทั่วทั้งลานก็ตกอยู่ในความเงียบ
หานอี้เฉินซึ่งเพิ่งประกาศว่าตนเป็นนักหลอมโอสถระดับหกหันมามองยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ
ฮั่วหลิงซินดับเปลวเพลิงบนฝ่ามือลงโดยไม่รู้ตัว
แม้แต่องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงยังเปลี่ยนท่าทางจากเฉยชาเป็นจริงจัง
ฉินเยว่ซินหันขวับไปมองมู่เสวี่ยหนิง ส่วนเฉาเหวินเค่อซึ่งเพิ่งกล่าวดูถูกยูรันเมื่อครู่ยืนแข็งค้างอยู่กับที่
ผู้อาวุโสฉีกล่าวต่อด้วยความเคารพ
“หลังจากวันนั้น ผู้คนภายในตำหนักต่างกล่าวถึงวิธีหลอมโอสถของคุณชายไม่หยุด แม้แต่ผู้อาวุโสซูก็ยังนำโอสถเหล่านั้นออกมาศึกษาด้วยตนเอง”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อ้อ พวกท่านคือคนที่ยืนดูอยู่วันนั้นเองหรือ คนเยอะเกินไป ข้าจำไม่ได้”
“ไม่เป็นไร พวกเราจำคุณชายได้ก็เพียงพอแล้ว”
หลินชูอวี้หันไปมองเฉาเหวินเค่อ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงประหลาดใจ
“เมื่อครู่ข้าได้ยินเหมือนมีผู้ใดเรียกคุณชายยูว่าคนตาบอดขั้นแก่นทองคำซึ่งใช้การไม่ได้ หรือว่าข้าฟังผิดไป?”
เฉาเหวินเค่อใบหน้าแข็งกระด้าง แต่ไม่สามารถตอบออกมาได้แม้แต่คำเดียว
ทว่าการที่คนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์เข้ามาทักทายด้วยตนเอง ก็เพียงพอทำให้คำดูถูกก่อนหน้านี้ย้อนกลับไปตบหน้าผู้พูดจนไม่มีชิ้นดีแล้ว
ผู้ดูแลเองก็มองยูรันด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป ก่อนกระแอมเรียกความสนใจของทุกคนกลับมา
“ในเมื่อผู้เข้าร่วมทั้งแปดกลุ่มมาถึงพร้อมแล้ว การทดสอบจะเริ่มขึ้นในอีกสองวัน”
ยูรันชะงักทันที
[สองวัน? บักห่า แล้วเวลาข้างนอกจะผ่านไปกี่วันกันเล่า]
[ช่างเถอะ เข้ามาแล้วจะให้ออกไปตอนนี้ก็คงเสียเวลาเปล่า]
ขณะที่คนแต่ละกลุ่มเริ่มแยกย้าย ยูรันพลันเรียกผู้อาวุโสฉีเอาไว้
“ผู้อาวุโสฉี ไหน ๆ ก็พบกันแล้ว ข้ามีของจะให้”
ดวงตาของผู้อาวุโสฉีเปล่งประกายขึ้นทันที เขารีบเดินกลับมาหาด้วยความตื่นเต้น
“โอ้ ๆ ไม่ทราบว่าคราวนี้คุณชายหลอมโอสถระดับแปดชนิดใดออกมาอีก?”
โม่ชิงเฟิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างพลันรู้สึกถึงลางสังหรณ์บางอย่าง
“น้องชาย อย่าบอกนะว่า...”
ยูรันหยิบโอสถสองเม็ดออกมาจากช่องเก็บของ ก่อนใช้นิ้วควงพวกมันเล่นอย่างไม่ทุกข์ร้อน
ทันทีที่โอสถปรากฏ กลิ่นหอมเข้มข้นก็แผ่กระจายไปทั่วลานในพริบตา พลังปราณโดยรอบสั่นไหวราวกับถูกบางสิ่งชักนำ ขณะเดียวกันแรงกดดันมหาศาลก็แผ่ออกมาจากโอสถทั้งสองเม็ด
พวกมันมีสีขาวกึ่งโปร่งใส ภายในเต็มไปด้วยลวดลายแห่งมรรคาหลากสีซึ่งกำลังไหลเวียนอย่างช้า ๆ ประกายสายฟ้าขนาดเล็กแล่นผ่านพื้นผิวเป็นครั้งคราว
เพียงสูดกลิ่นเข้าไป ผู้บำเพ็ญหลายคนก็รู้สึกว่าจิตวิญญาณของตนปลอดโปร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
รอยยิ้มบนใบหน้าของผู้อาวุโสฉีค่อย ๆ แข็งค้าง
“นี่...นี่ไม่ใช่โอสถระดับแปด”
ยูรันพยักหน้า
“อืม ระดับแปดกระจอกเกินไปหน่อย”
มือของผู้อาวุโสฉีเริ่มสั่น
“หรือว่าโอสถสองเม็ดนี้จะเป็น...”
“ระดับสิบ”
ทั่วทั้งลานเงียบสนิทลงในทันที
หานอี้เฉินซึ่งเป็นนักหลอมโอสถระดับหกก้าวออกมาโดยไม่รู้ตัว ดวงตาจับจ้องลวดลายแห่งมรรคาบนโอสถทั้งสองเม็ดอย่างไม่อาจละสายตา
ฮั่วหลิงซินอ้าปากค้าง เปลวเพลิงซึ่งเพิ่งเรียกออกมาดับวูบไปจากฝ่ามือ
ฉินเยว่ซินกับเฉาเหวินเค่อยืนแข็งราวกับถูกแช่แข็ง ส่วนองค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงถึงกับสูญเสียท่าทีเฉยชาไปชั่วขณะ
แม้แต่ผู้ดูแลยังจ้องโอสถทั้งสองเม็ดด้วยดวงตาเบิกกว้าง นิ้วมือใต้แขนเสื้อกระตุกเล็กน้อย ก่อนเจ้าตัวจะรีบเก็บอาการกลับมา
ผู้อาวุโสฉีกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก
“คุณชายคิดจะมอบโอสถระดับสิบสองเม็ดนี้ให้แก่ข้าจริงหรือ?”
“ใช่สิ ข้าใจกว้างนะผู้อาวุโสฉี”
ยูรันหยุดควงโอสถ ก่อนยื่นไปตรงหน้าอีกฝ่าย
“จะเอาหรือไม่เอา?”
“เอาขอรับ! ข้าย่อมต้องการ!”
ผู้อาวุโสฉีรีบยื่นมือออกไปรับอย่างระมัดระวัง แต่ก่อนจะสัมผัสโอสถ เขาก็อดถามไม่ได้
“ไม่ทราบว่าโอสถชนิดนี้มีชื่อว่าอะไร?”
“ไม่รู้ ลืม”
“……”
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งยืนอยู่ด้านข้างจึงช่วยอธิบาย
“มันมีชื่อว่าโอสถหวนคืนมรรคาเจ้าค่ะ สามารถฟื้นฟูบาดแผลของร่างกาย จิตวิญญาณ ทะเลวิญญาณ และมรรคาที่เสียหายให้กลับคืนสู่สภาพเดิม”
“นอกจากนี้ หากผู้ที่ใกล้จะทะลวงจากขอบเขตหลอมสุญญตาเข้าสู่ขอบเขตหลอมรวมมรรคากินเข้าไป จะสามารถหลอมรวมมรรคาและทะลวงขอบเขตได้ทันทีโดยไม่ต้องเผชิญทัณฑ์สวรรค์”
“แต่หากระดับตบะต่ำกว่านั้น ผลในการช่วยทะลวงขอบเขตจะไม่ปรากฏ”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม
“ข้อจำกัดคือแต่ละคนสามารถรับผลของโอสถได้เพียงครั้งเดียวในชีวิต เม็ดถัดไปจะไม่มีผลอีก”
ยูรันพยักหน้า
“อืม หวังว่าผู้อาวุโสจะไม่ถือสาข้อเสียเล็กน้อยนี้”
“คงไม่มีผู้ใดข้ามทัณฑ์ของขอบเขตเดิมถึงสองครั้งในชีวิตอยู่แล้ว ต่อให้บาดเจ็บจนตบะถดถอย เมื่อรักษาจนฟื้นคืนก็ไม่จำเป็นต้องข้ามทัณฑ์ซ้ำอีก”
ผู้อาวุโสฉีมองโอสถสองเม็ดในมือ ก่อนรีบนำขวดหยกชั้นดีออกมาเก็บอย่างระมัดระวังที่สุด
สายตาร้อนแรงจากทั่วทั้งลานจับจ้องขวดหยกในมือเขา จนเจ้าตัวต้องรีบเก็บมันเข้าไปในแหวนมิติทันที
ยูรันไม่สนใจคนเหล่านั้น เขาเพียงกวาดสัมผัสไปรอบลานอย่างเงียบ ๆ
[อืม นอกจากอาเจ๊จะเป็นบัณฑิตเก๊แล้ว กลุ่มที่เจ็ดยังมีพระเก๊อยู่อีกคน]
[ข้าหวังว่าจะไม่ได้ยินคำว่า “นะโมอมิตาพุทธ” หลุดออกจากปากมันนะ]
[แถมยังมีองค์ชายห้าอะไรนั่นอีก กระจอกสิ้นดี หน้าตาอย่างกับตัวร้าย โหงวเฮ้งก็ดูเป็นตัวประกอบสุด ๆ]
[เหม็นขี้หน้ามันชะมัด กลับไปข้าต้องบอกหลานอิงให้กวนตีนมันบ่อย ๆ เสียแล้ว]
[ผู้เข้าร่วมทั้งหมดไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เข้าสู่ขอบเขตแปลงเทพ อ่อนด้อยกันสุด ๆ]
ผู้เข้าร่วมทั้งแปดกลุ่มถูกพาไปยังเขตที่พักด้านข้างตำหนัก ภายในมีห้องรับรองขนาดใหญ่ทั้งหมดแปดห้อง แบ่งให้แต่ละกลุ่มพักห้องละหนึ่งกลุ่มพอดี
ห้องของยูรันกว้างขวางและสะอาดสะอ้าน แต่กลับไม่มีเตียงแม้แต่หลังเดียว มีเพียงเบาะรองนั่งกับผ้าปูผืนใหญ่จัดเตรียมเอาไว้ตามมุมห้อง
สำหรับผู้บำเพ็ญทั่วไป เพียงนั่งสมาธิโคจรพลังตลอดคืนก็นับเป็นการพักผ่อนแล้ว ย่อมไม่มีความจำเป็นต้องใช้เตียงนอน
แต่นั่นเป็นเรื่องของผู้บำเพ็ญทั่วไป
ยูรันหยิบผ้าปูมาคลี่บนพื้น ก่อนทิ้งตัวลงนอนทันที
“วันนี้ข้าเหนื่อยแล้ว นอนละ”
โม่ชิงเฟิงรีบเดินตามมานั่งลงข้างตัวเขา
“เดี๋ยวก่อนสิ น้องชาย”
ยูรันขยับศีรษะหนีนางเล็กน้อย
“มีอะไรอีก?”
โม่ชิงเฟิงคลี่พัดปิดริมฝีปาก แต่แววตากลับเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
“พวกเรามาทำเรื่องเมื่อเช้าให้เสร็จกันดีกว่าหรือไม่? พี่สาวเพิ่งได้สัมผัสไปเพียงนิดเดียวเองนะ”
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งกำลังจัดเบาะอยู่ไม่ไกลชะงักไปทั้งร่าง ใบหน้าพลันแดงก่ำ
“อะ...เอ่อ ข้าว่าไม่ค่อยดีมั้งเจ้าคะ”
โม่ชิงเฟิงหันไปมองนาง
“มีอะไรไม่ดี? เมื่อเช้าเจ้าก็อยู่ด้วยไม่ใช่หรือ?”
“เรื่องนั้นเป็นเพราะพวกเราติดอยู่ในเตาหลอมและไม่มีทางเลือกเจ้าค่ะ!”
“ตอนนี้พวกเราก็ต้องรอถึงสองวัน ไม่มีอะไรให้ทำเหมือนกัน”
“มันไม่เหมือนกันเลยเจ้าค่ะ!”
ยูรันถอนหายใจยาว ก่อนดึงผ้าขึ้นมาคลุมศีรษะ
“อาเจ๊ ท่านเพิ่งทะลวงเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณทารก หากว่างมากก็ไปนั่งปรับตบะให้มั่นคงเสีย”
“บำเพ็ญคู่ก็ช่วยให้ตบะมั่นคงได้นะ”
ยูรันลดผ้าห่มลงเล็กน้อย
“ใครสอนท่าน?”
“พี่สาวคิดขึ้นมาเอง”
“ไม่น่าเชื่อถือสุดๆ”
ก๊อก ๆ ๆ
เสียงเคาะประตูดังขึ้นในจังหวะที่โม่ชิงเฟิงกำลังจะขยับเข้าไปใกล้ยูรันอีกครั้ง
ด้านนอกห้อง ผู้อาวุโสฉีมองศิษย์ทั้งสองอย่างลังเล
“พวกเรามารบกวนคุณชายยูในเวลานี้จะดีหรือ?”
หลินชูอวี้ส่ายหน้าอย่างมั่นใจ
“ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะผู้อาวุโส คุณชายยูใจกว้างจะตายไป”
โจวถงพยักหน้าเห็นด้วย
“นั่นสิขอรับ คราวก่อนคุณชายเคยบอกว่าจะชี้แนะวิธีหลอมโอสถให้ผู้ที่สนใจ ไม่นึกเลยว่าจะได้พบเขาที่นี่อีกครั้ง รอบนี้ข้าต้องขอให้เขาชี้แนะให้ได้”
ภายในห้อง โม่ชิงเฟิงจ้องประตูด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ ก่อนลุกขึ้นเดินไปเปิด
“ไม่ทราบว่าผู้อาวุโสฉีมีธุระอะไรหรือเจ้าคะ?”
แม้น้ำเสียงจะสุภาพ แต่คนทั้งสามกลับสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบอย่างประหลาด
หลินชูอวี้ประสานมือ
“พวกเราอยากขอรับการชี้แนะเรื่องวิถีโอสถจากคุณชายยูสักหน่อย หวังว่าคุณชายจะไม่ถือสา”
ยูรันยังคงนอนอยู่ใต้ผ้าผืนใหญ่ ไม่แม้แต่จะขยับตัวขึ้นมา
“ได้”
ดวงตาของคนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามเปล่งประกายทันที
ทว่ายูรันกล่าวเสริม
“แต่ข้าจะนอนฟังนะ ข้าไม่ลุกแล้ว”
ผู้อาวุโสฉีมองยูรันซึ่งนอนคลุมผ้าอยู่บนพื้น ก่อนหันไปมองโม่ชิงเฟิงซึ่งยืนกอดอกอยู่ข้างประตู
“เช่นนั้น...พวกเราขออนุญาตเข้าไปรบกวนสักครู่”
ทั้งสามเดินเข้ามานั่งล้อมผ้าปูของยูรันอย่างเป็นระเบียบ หลินชูอวี้กับโจวถงรีบนำตำรา สมุดบันทึก และแผ่นหยกออกมาเตรียมพร้อม
มู่เสวี่ยหนิงเห็นดังนั้นก็ลืมความเขินอายเมื่อครู่ไปชั่วขณะ นางรีบยกเบาะเข้ามานั่งร่วมวงด้วยอีกคน
เหลือเพียงโม่ชิงเฟิงที่ยังคงยืนอยู่ข้างประตูด้วยสีหน้ามืดครึ้ม
[อีกนิดเดียวแท้ ๆ]