คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 257 หรือว่าจะเป็น Double Dungeon7,284 ตัวอักษร

ตอนที่ 257 หรือว่าจะเป็น Double Dungeon

หลังจากเริ่มพูดคุย บรรยากาศภายในห้องก็ค่อย ๆ คึกคักขึ้น

ผู้อาวุโสฉีกับศิษย์ทั้งสองผลัดกันถามเรื่องการควบคุมเพลิง การสกัดสมุนไพร และการสร้างลวดลายโอสถ ส่วนมู่เสวี่ยหนิงเองก็เข้าร่วมสนทนาอย่างกระตือรือร้น

ยูรันยังคงนอนคลุมผ้าอยู่บนพื้น แต่ตอบทุกคำถามโดยไม่ติดขัด นอกจากชี้ข้อบกพร่องแล้ว เขายังถือโอกาสโอ้อวดเรื่องการหลอมโอสถระดับสิบของตนเองด้วย

“สูตรโอสถหวนคืนมรรคาที่ได้มาครั้งแรกเขียนไว้ยุ่งยากเกินไป ข้าก็เลยตัดขั้นตอนไร้สาระออกแล้วปรับใหม่”

ผู้อาวุโสฉีรีบถาม

“แล้วคุณชายใช้เวลาทดลองสูตรใหม่กี่ครั้ง?”

“ไม่เคยทดลอง หลอมครั้งแรกเลย”

ปลายพู่กันในมือหลินชูอวี้หยุดนิ่ง

“แล้ววัตถุดิบห้าสิบชุดเล่าเจ้าคะ?”

“โยนเข้าเตาไปพร้อมกัน”

โจวถงเงยหน้าขึ้นอย่างตกตะลึง

“ทั้งหมดเลยหรือขอรับ?”

“อืม จะแยกทำไมให้เสียเวลา?”

คนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามนิ่งค้างไปพร้อมกัน

มู่เสวี่ยหนิงจึงช่วยยืนยัน

“เขาโยนเข้าไปพร้อมกันทั้งหมดจริง ๆ เจ้าค่ะ ข้าเห็นกับตาตนเอง”

ผู้อาวุโสฉีกลืนน้ำลาย

“ผลลัพธ์เป็นอย่างไร?”

“ได้โอสถระดับสิบสมบูรณ์แบบห้าสิบเม็ด จากนั้นข้าก็เอาขึ้นไปหลอมด้วยทัณฑ์สวรรค์อีกรอบ”

“……”

ภายในห้องเงียบลงไปหลายอึดใจ ก่อนผู้อาวุโสฉีกับศิษย์ทั้งสองจะก้มลงจดบันทึกพร้อมกันอย่างบ้าคลั่ง

จากนั้นการสนทนาก็ดำเนินต่อไปอย่างออกรส ทั้งห้าคนพูดคุยกันตั้งแต่วิธีแยกคุณสมบัติสมุนไพร ไปจนถึงการแก้ไขสูตรโอสถโบราณที่มีขั้นตอนซ้ำซ้อน

โม่ชิงเฟิงนั่งอยู่นอกวงเพียงลำพัง นางมองคนทั้งห้าพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ก่อนกำพัดในมือแน่นขึ้นเรื่อย ๆ

[กรี๊ด! เหตุใดพี่สาวจึงรู้สึกเหมือนเป็นคนนอกเช่นนี้]

[ข้าเป็นบัณฑิตแท้ ๆ แต่กลับไม่มีความรู้เรื่องโอสถเลยแม้แต่น้อย]

นางมองยูรันซึ่งกำลังอธิบายวิธีควบคุมเพลิงด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน ก่อนพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว

“ข้าคงต้องศึกษาเรื่องโอสถเอาไว้บ้าง จะได้มีเรื่องพูดคุยกับน้องชาย...”

เสียงของยูรันดังออกมาจากใต้ผ้าทันที

“ปลอมทั้งตัวยังมีหน้าพูดอีก ต่อให้ท่านศึกษาโอสถไปก็ไม่ได้ทำให้ดูเหมือนบัณฑิตจริงขึ้นมาหรอก”

โม่ชิงเฟิงชะงัก

คนที่เหลือพยายามกลั้นหัวเราะอย่างสุดความสามารถ ขณะที่เส้นเลือดบนหน้าผากของนางค่อย ๆ ปูดขึ้นมาทีละเส้น

การสนทนาดำเนินต่อไปจนถึงยามเย็น ผู้อาวุโสฉีกับศิษย์ทั้งสองจึงเก็บตำราและสมุดบันทึก ก่อนลุกขึ้นประสานมือคารวะ

“วันนี้พวกเราได้รับประโยชน์มหาศาล ขอบคุณคุณชายยูที่ยอมชี้แนะ”

“อืม ไม่เป็นไร”

ยูรันตอบออกมาจากใต้ผ้าห่มโดยไม่คิดลุกขึ้นส่ง

หลังจากคนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามออกไป มู่เสวี่ยหนิงก็ช่วยปิดประตูห้อง

ทันทีที่ประตูปิดสนิท โม่ชิงเฟิงก็ทิ้งพัดในมือ ก่อนพุ่งเข้าไปมุดใต้ผ้าห่มของยูรันอย่างรวดเร็ว

“เหตุใดน้องชายจึงใจร้ายกับพี่สาวเช่นนี้!”

นางกอดเอวเขาเอาไว้แน่น ก่อนซุกใบหน้าลงกับแผ่นอก

“ทั้งปล่อยให้พี่สาวนั่งเป็นคนนอกอยู่ตั้งนาน แถมยังว่าพี่สาวเป็นบัณฑิตเก๊ต่อหน้าคนอื่นอีก เจ้าพูดออกมาได้ลงคอหรือ?”

ยูรันพยายามแกะแขนของนางออก

“ก็ท่านเป็นบัณฑิตเก๊จริง ๆ จะให้ข้าโกหกหรือ?”

“ไม่รู้ละ พี่สาวเสียใจแล้ว เจ้าต้องปลอบ”

“อาเจ๊ เหตุใดจึงทำตัวเหมือนเด็ก?”

“พี่สาวเป็นเช่นนี้เฉพาะกับน้องชายเท่านั้น”

ยูรันหยุดแกะแขนนาง ก่อนถอนหายใจอย่างหมดแรง

“ประโยคนี้ฟังดูคุ้น ๆ ชะมัด”

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งยังยืนอยู่ข้างประตูมองคนทั้งสองใต้ผ้าห่มด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

[ข้าควรออกไปก่อนดีหรือไม่?]

[แต่หากออกไปตอนนี้...จะไม่เท่ากับยกคุณชายให้พี่ชิงเฟิงเพียงคนเดียวหรือ?]

สุดท้ายนางจึงเดินกลับมานั่งบนเบาะอย่างเงียบ ๆ ทำราวกับไม่เห็นสิ่งใดทั้งสิ้น

ยูรันพยายามแกะแขนของนางออกอีกสองสามครั้ง แต่โม่ชิงเฟิงกลับกอดแน่นขึ้นเรื่อย ๆ สุดท้ายเขาจึงยอมแพ้และดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมทั้งสองคน

“ก็ได้ ๆ เช่นนั้นก็นอนกอดกันแบบนี้แหละ”

“นอนได้แล้ว พรุ่งนี้เช้าข้าค่อยทำอาหารให้กิน”

โม่ชิงเฟิงยิ้มกว้าง ก่อนขยับตัวเข้าไปซุกในอ้อมแขนของเขาอย่างพึงพอใจ

“ฮี่ ๆ พี่สาวรักน้องชายที่สุดเลย”

ยูรันหลับตาลงโดยไม่คิดตอบ ทว่ากลับไม่ได้ผลักนางออกอีก

มู่เสวี่ยหนิงมองทั้งสองคนอยู่เงียบ ๆ ก่อนก้มลงมองผ้าปูซึ่งว่างเปล่าข้างตัว

[เหตุใดข้าจึงรู้สึกเหมือนตนเองเป็นคนนอกแทนเสียแล้ว?]

[ไม่ได้การ ข้าเองก็อยากกอดเขาเหมือนกัน]

มู่เสวี่ยหนิงตัดสินใจได้ดังนั้นก็รีบลุกขึ้น ก่อนเดินตรงไปยังอีกด้านของผ้าห่ม

โม่ชิงเฟิงเห็นการเคลื่อนไหวของนางก็รีบโผล่ศีรษะออกมา

“น้องสาว เจ้าจะเข้ามาทำไม? ตรงนี้เป็นที่ของพี่สาวกับน้องชาย”

มู่เสวี่ยหนิงหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

“ไม่เจ้าค่ะ ข้าเองก็อยากกอดเขาเหมือนกัน”

“ไม่ได้!”

โม่ชิงเฟิงรีบดึงขอบผ้าห่มเอาไว้แน่น

มู่เสวี่ยหนิงแค่นเสียงเบา ๆ

“หึ ท่านหยุดข้าไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”

กล่าวจบ นางก็ย่อตัวลงแล้วมุดเข้าไปใต้ผ้าห่มจากอีกด้านอย่างรวดเร็ว ก่อนสอดแขนกอดยูรันเอาไว้แน่นไม่แพ้กัน

โม่ชิงเฟิงเบิกตากว้าง

“นี่เจ้า! ออกไปเดี๋ยวนี้นะ!”

“ไม่ออกเจ้าค่ะ”

“พี่สาวมาก่อน!”

“แต่ด้านนี้ยังว่างอยู่”

“นั่นไม่เกี่ยวกัน!”

ท่ามกลางการโต้เถียง ยูรันซึ่งถูกกอดจากทั้งสองด้านพลันกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“อย่าตีกัน”

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงหยุดชะงักพร้อมกัน

“หากอยู่ด้วยกันไม่ได้ก็ออกไปทั้งคู่เลย”

หญิงสาวทั้งสองสบตากันผ่านร่างของยูรัน ก่อนแค่นเสียงใส่กันเบา ๆ แล้วหันไปคนละทาง

แขนของพวกนางยังคงกอดเขาเอาไว้แน่น ไม่มีผู้ใดยอมปล่อยหรือคิดออกไปแม้แต่น้อย

ภายในห้องจึงกลับมาเงียบสงบในที่สุด.

รุ่งเช้า ยูรันตื่นขึ้นมาเป็นคนแรก ก่อนแกะแขนของหญิงสาวทั้งสองออกจากตัวอย่างยากลำบาก แล้วลงไปยืมห้องครัวของตำหนักทำอาหารเช้า

ไม่นาน กลิ่นหอมเข้มข้นก็ลอยไปทั่วบริเวณที่พัก กระทั่งผู้เข้าร่วมจากห้องอื่นทยอยเปิดประตูออกมามองหาต้นตอของกลิ่น

ภายในห้องพัก โม่ชิงเฟิงคีบเนื้อเข้าปาก ก่อนหลับตาลงด้วยสีหน้ามีความสุข

“นี่แหละอาหารเช้าที่พี่สาวต้องการ”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าเห็นด้วย ขณะที่ตะเกียบในมือยังคงคีบอาหารไม่หยุด

ส่วนยูรันกลับไม่ได้สนใจอาหารตรงหน้ามากนัก เขานั่งเท้าคางพลางนึกถึงเหตุการณ์เมื่อวาน

[เฮ้อ น่าเหนื่อยใจจริง ๆ]

[ข้าคงต้องออกไปตรวจสอบบริเวณรอบ ๆ สักหน่อย]

[เห็นได้ชัดว่าสถานที่แห่งนี้ไม่น่าจะมีมรดกอยู่จริง จากปฏิกิริยาของผู้ดูแลตอนที่เห็นโอสถระดับสิบเมื่อวาน เหมือนเขากำลังตกใจเพราะสิ่งอื่นมากกว่าความล้ำค่าของโอสถ]

[ไม่รู้ว่าพวกมันเตรียมกับดักอะไรเอาไว้กันแน่]

ยูรันคีบอาหารคำสุดท้ายเข้าปาก ก่อนวางตะเกียบลง

[เหลือเวลาอีกสองวัน ค่อยเดินสำรวจรอบตำหนักกับภูเขาด้านหลังสักรอบแล้วกัน]

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนลุกขึ้นบิดตัวคลายความเมื่อยล้า

“ข้าจะออกไปเดินดูรอบ ๆ สักหน่อยนะ”

โม่ชิงเฟิงรีบวางชาม

“พี่สาวไปด้วย”

“ไม่ต้อง พวกเจ้าสองคน อยู่ปรับตบะให้มั่นคงเสีย”

มู่เสวี่ยหนิงมองเขาอย่างระแวดระวัง

“คุณชายคงไม่ได้คิดจะเข้าไปตรวจสอบเขตหวงห้ามเพียงลำพังใช่ไหมเจ้าคะ?”

“เปล่า ข้าแค่เดินเล่นย่อยอาหาร”

หญิงสาวทั้งสองมองเขาอย่างไม่เชื่อแม้แต่น้อย

ยูรันไม่คิดอธิบายเพิ่มเติม เขาโบกมือให้พวกนาง ก่อนเปิดประตูเดินออกจากห้องไปตามลำพัง

ยูรันเปิดใช้ทัศนะศูนย์เพื่อมไม่ให้ใครรับรู้ ก่อนเดินสำรวจแดนลับอย่างไม่รีบร้อน

เขาเริ่มจากบริเวณรอบนอก ตรวจดูผืนดิน ลำธาร ตำหนักกลาง รวมถึงอาคารพักทั้งหมด จากนั้นจึงเดินอ้อมภูเขาด้านหลังจนครบรอบ ก่อนย้อนกลับมายังประตูศิลาทั้งแปดบาน

ตลอดทางไม่พบสิ่งผิดปกติชัดเจน ทุกอย่างดูเหมือนแดนลับสำหรับสืบทอดมรดกทั่วไป

แต่เมื่อยูรันตรวจสอบประตูทั้งแปดอย่างละเอียด เขากลับหยุดฝีเท้าลง

ด้านหลังประตูไม่มีเส้นทางทอดลึกเข้าไปในภูเขาอย่างที่ควรจะเป็น มีเพียงผนังศิลาหนาแน่นต่อเนื่องกันไปเท่านั้น

[แปลก...]

[ประตูพวกนี้ไม่ได้ใช้เข้าไปยังภูเขาด้านหลังหรอกหรือ?]

ยูรันไล่มองโครงสร้างของประตูแต่ละบานอีกครั้ง ก่อนพบว่าเส้นทางพลังของพวกมันไม่ได้ทอดลึกเข้าไปในภูเขา แต่กลับหักเลี้ยวและหายเข้าไปใต้ผืนดิน

[น่าแปลกจริง ๆ]

[พวกมันคิดจะส่งผู้เข้าทดสอบไปที่ใดกันแน่?]

[หรือว่าจะเป็น Double Dungeon? แดนลับซ้อนแดนลับอย่างนั้นหรือ?]

[เป็นไปได้ น่าสนใจดีนี่]

[ข้าการันตีได้เลยว่าสถานที่แห่งนี้ไม่มีมรดกบ้าบออะไรทั้งนั้น]

[ช่างเถอะ จะมีหรือไม่มีก็งั้น ๆ ข้าหลอมโอสถได้ง่ายไม่ต่างจากทำอาหารอยู่แล้ว จะรับมรดกไปทำไมกัน]

[ข้าอยากรู้ประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้มากกว่า]

[อีกเรื่องที่น่าสนใจคือผู้ดูแลทั้งหมดไม่มีใครเข้าสู่ขอบเขตแปลงเทพเลยแม้แต่คนเดียว]

[ทั้งที่พวกมันสืบทอดสายเลือดและอาศัยอยู่ในแดนลับแห่งนี้มาหลายร้อยปี จะบอกว่าไม่เคยมีอัจฉริยะถือกำเนิดขึ้นเลยก็คงเป็นไปไม่ได้]