ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 258 ข้ารู้ว่าอะไรควรทำ
ยูรันเดินตรวจสอบพื้นที่ซ้ำอีกหลายรอบ ก่อนยืนยันว่าความผิดปกติไม่ได้มีเพียงประตูทั้งแปดบาน
บริเวณรอบนอกของแดนลับไม่มีสิ่งใดอยู่เลย
ไม่มีสัตว์ป่า ไม่มีสัตว์อสูร ไม่มีสมุนไพรหายาก แม้แต่แมลงตัวเล็กก็ไม่พบสักตัว ทุกอย่างนอกเขตตำหนักดูว่างเปล่าราวกับยังสร้างไม่เสร็จ
ส่วนภูเขาด้านหลังก็ไม่ได้เชื่อมต่อกับชีพจรปฐพี ไม่มีร่องรอยการก่อตัวตามธรรมชาติ ดูคล้ายถูกใครบางคนนำมาวางทิ้งไว้ตรงนั้นเฉย ๆ
นอกจากนี้ ไม่ว่าจะเป็นผู้ดูแลหรือผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้งหมด กลับไม่มีผู้ใดมีตบะสูงกว่าขอบเขตแปลงเทพเลยแม้แต่คนเดียว
เมื่อสำรวจเสร็จ ยูรันจึงกลับมายังห้องพัก
ทันทีที่ปิดประตู เขาก็สร้างม่านกั้นเสียงครอบคลุมทั่วทั้งห้อง
โม่ชิงเฟิงซึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ลืมตาขึ้น
“น้องชายพบอะไรหรือ?”
“พบเรื่องแปลกอยู่หลายอย่าง”
ยูรันนั่งลงตรงหน้าหญิงสาวทั้งสอง
“อย่างแรก นอกจากตำหนัก ที่พัก ลำธาร และภูเขาด้านหลังแล้ว รอบแดนลับไม่มีอะไรอยู่เลย ไม่มีแบบไม่มีจริง ๆ”
มู่เสวี่ยหนิงขมวดคิ้ว
“แต่พลังปราณภายในนี้เข้มข้นมากนะเจ้าคะ ตามปกติควรมีสมุนไพรหรือสัตว์วิเศษถือกำเนิดขึ้นบ้าง”
“นั่นแหละถึงได้แปลก”
ยูรันชี้ไปทางภูเขาด้านหลัง
“อย่างที่สอง ภูเขาลูกนั้นไม่ได้เกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันดูเหมือนถูกยกมาวางเอาไว้เฉย ๆ ไม่มีความเชื่อมโยงกับผืนดินรอบด้าน”
สีหน้าของโม่ชิงเฟิงจริงจังขึ้น
“หมายความว่าภูเขาทั้งลูกอาจเป็นเพียงสิ่งที่ใช้ปกปิดบางอย่าง?”
“อาจจะ”
ยูรันยกนิ้วที่สามขึ้น
“อย่างที่สาม ทุกคนในแดนลับแห่งนี้ไม่มีใครสูงกว่าขอบเขตแปลงเทพ ทั้งที่สถานที่แห่งนี้เปิดมาหลายร้อยปีและยังมีพลังปราณเข้มข้นผิดปกติ”
“จะบอกว่าตลอดหลายร้อยปีไม่มีอัจฉริยะทะลวงขึ้นไปได้เลย ข้าไม่เชื่อหรอก”
มู่เสวี่ยหนิงเริ่มรู้สึกไม่สบายใจ
“หรือสถานที่แห่งนี้จะจำกัดระดับตบะของผู้ที่สามารถเข้ามา?”
“ไม่ก็ผู้ที่ทะลวงเกินแปลงเทพไปแล้วไม่เคยได้ออกมาให้พวกเราเห็น”
ภายในห้องเงียบลงทันที
ยูรันยกนิ้วสุดท้ายขึ้น
“ส่วนประตูทดสอบทั้งแปดบานไม่ได้เชื่อมต่อกับภูเขา เส้นทางของพวกมันหายเข้าไปในพื้นที่อีกแห่งหนึ่ง”
โม่ชิงเฟิงหรี่ตาลง
“แดนลับซ้อนอยู่ภายในแดนลับอีกชั้น?”
“อืม น่าจะเป็นเช่นนั้น”
ยูรันลดมือลง
“เพราะฉะนั้นเรื่องมรดกจักรพรรดิโอสถน่าจะเป็นเรื่องหลอกลวง ตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปอย่าแตะต้องของที่พบด้านใน อย่ากินโอสถ และอย่าเชื่อเสียงใดที่บอกว่าจะมอบมรดกให้ ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องหลอกลวง”
“หากเกิดการเคลื่อนย้ายขึ้น พวกเจ้าต้องอยู่ติดกับข้าเอาไว้”
โม่ชิงเฟิงพยักหน้า ก่อนขยับเข้ามาเกาะแขนเขาทันที
“ติดขนาดนี้เพียงพอหรือไม่?”
ยูรันก้มมองแขนของตนเอง ก่อนหันกลับมาทางนาง
“อาเจ๊ ท่านเป็นถึงศิษย์พี่ใหญ่ แถมยังอ้างว่าตนเองเป็นบัณฑิต แต่การกระทำเช่นนี้ไม่เหมือนบัณฑิตเลยสักนิด”
โม่ชิงเฟิงยิ้มโดยไม่รู้สึกละอาย นางขยับตัวเข้าไปใกล้กว่าเดิม
“ตอนนี้พี่สาวเป็นภรรยาของเจ้าแล้ว เหตุใดจะทำเช่นนี้ไม่ได้?”
“เมื่ออยู่ต่อหน้าสามี ข้าจะสนใจทำไมว่าตนเองยังดูเหมือนบัณฑิตอยู่หรือไม่”
นิ้วเรียวยาวของนางแตะลงกลางแผ่นอกของยูรัน ก่อนหมุนวนช้า ๆ
“แล้วคืนนี้...เจ้าจะยอมให้พี่สาวกินหรือไม่เล่า?”
ยูรันจับนิ้วซุกซนนั้นเอาไว้ ก่อนย้ายมันออกจากแผ่นอกของตน
“พรุ่งนี้เช้าข้าจะทำอาหารให้ ท่านค่อยกินตอนนั้น”
โม่ชิงเฟิงยื่นหน้าเข้าไปกระซิบใกล้หู
“พี่สาวไม่ได้หมายถึงอาหารสักหน่อย”
“แต่ข้าหมายถึงอาหาร”
“น้องชายใจร้ายอีกแล้ว”
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งนั่งฟังอยู่ฝั่งตรงข้ามหน้าแดงจนถึงใบหู ก่อนรีบก้มหน้าทำเป็นตรวจสอบขวดยาของตนเอง
ยูรันถอนหายใจ
“เอาเรื่องตรงหน้าให้รอดก่อนเถอะ หากสถานที่แห่งนี้เป็นกับดักจริง คืนพรุ่งนี้พวกเราอาจไม่มีเวลามานั่งเถียงเรื่องไร้สาระเช่นนี้แล้ว”
โม่ชิงเฟิงยังคงเกาะแขนของยูรันไม่ยอมปล่อย
“เช่นนั้นคืนนี้ยิ่งไม่ควรปล่อยให้เสียเปล่าไม่ใช่หรือ?”
นางหันไปทางมู่เสวี่ยหนิง ก่อนกล่าวอย่างขุ่นเคือง
“มีอย่างที่ไหนกัน สตรีงดงามถึงสองคนมาประเคนตนให้ตรงหน้า แต่เขากลับไม่คิดแตะต้องแม้แต่น้อย”
“หากเป็นบุรุษคนอื่น พวกเราคงถูกจับกินทั้งวันไปแล้ว เจ้าคิดเหมือนพี่สาวหรือไม่ น้องหญิง?”
มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าอย่างเขินอาย
“จริงเจ้าค่ะ แต่ข้ากลับชอบที่เขาเป็นเช่นนี้นะเจ้าคะ”
นางเหลือบมองยูรัน ก่อนกล่าวต่อด้วยรอยยิ้มบางเบา
“ท่านพี่ไม่ได้เป็นบุรุษหื่นกาม ทำให้ข้ารู้สึกสบายใจมาก”
ยูรันหันมาทางนางทันที
“ท่านพี่?”
มู่เสวี่ยหนิงชะงัก ใบหน้าเริ่มแดงขึ้นอีกครั้ง
“เร็วแท้ เมื่อวานยังเรียกข้าว่าคุณชายอยู่เลย”
“ก็...ในเมื่อความสัมพันธ์ของพวกเราเปลี่ยนไปแล้ว จะให้ข้าเรียกท่านว่าคุณชายต่อไปก็ดูห่างเหินเกินไปนี่เจ้าคะ”
โม่ชิงเฟิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“ถูกต้องแล้วน้องหญิง จากนี้พวกเราต้องร่วมมือกันให้มาก”
ยูรันมองหญิงสาวทั้งสอง ก่อนถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนน
“เฮ้อ...หมายความว่าคืนนี้ข้าต้องยอมพวกท่านไปจนถึงเช้าเลยใช่หรือไม่?”
โม่ชิงเฟิงยกมุมปากขึ้นอย่างเจ้าเล่ห์
“เจ้าคิดว่าอย่างไรเล่า น้องชาย?”
นางขยับเข้ามาใกล้จนใบหน้าแทบชิดกัน
“เจ้าจะปล่อยให้พี่สาวหิวอยู่เช่นนี้ไม่ได้หรอกนะ ฮี่ ๆ”
ยูรันถอนหายใจอีกครั้ง
“ก็ได้ แต่อย่าร้องขอให้ข้าหยุดทีหลังก็แล้วกัน”
ดวงตาของโม่ชิงเฟิงเปล่งประกายขึ้นทันที นางออกแรงผลักยูรันให้นอนหงายลงบนผ้าปู
“พี่สาวไม่มีทางขอร้องหรอก”
กล่าวจบ นางก็ก้มลงซุกไซ้บริเวณซอกคอของเขา ขณะที่มู่เสวี่ยหนิงนั่งหน้าแดงอยู่ข้าง ๆ ก่อนถูกโม่ชิงเฟิงคว้ามือให้ตามลงไปด้วยกัน
ม่านกั้นเสียงยังคงปกคลุมห้องเอาไว้อย่างแน่นหนา
ค่ำคืนผ่านพ้นไปอย่างเชื่องช้า กระทั่งแสงอรุณแรกส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาอีกครั้ง.
รุ่งเช้า ภายในห้องพักเต็มไปด้วยเสื้อผ้าและผ้าห่มที่กระจัดกระจาย
โม่ชิงเฟิงนอนคว่ำอยู่บนผ้าปู ก่อนร้องโอดครวญออกมา
“โอ๊ย...น้องชาย เจ้ามันป่าเถื่อนเกินไปแล้ว!”
“เจ้าทำต่อเนื่องตั้งแต่บ่ายจนเกือบรุ่งเช้าได้อย่างไร? ตอนหลังพี่สาวบอกให้พอ เจ้าก็ยังไม่ยอมหยุดอีก!”
ยูรันซึ่งกำลังสวมเสื้อคลุมตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“แล้วเมื่อวานผู้ใดบอกว่าจะไม่ร้องขอให้ข้าหยุด?”
โม่ชิงเฟิงชะงัก ก่อนรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมศีรษะ
“พี่สาวในตอนนั้นกับพี่สาวตอนนี้เป็นคนละคนกัน!”
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งนอนพักอยู่อีกด้านกลับกล่าวขึ้นด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ
“แต่ข้าชอบนะเจ้าคะ ไม่ว่าจะทำแบบใดก็ดีไปหมด แม้หลังจากนั้นจะรู้สึกระบมอยู่บ้างก็เถอะ”
โม่ชิงเฟิงโผล่หน้าออกจากผ้าห่ม ก่อนมองนางอย่างไม่อยากเชื่อ
“น้องหญิง เหตุใดเจ้าจึงปล่อยตัวปล่อยใจถึงเพียงนี้?”
“เขาบอกให้เจ้าทำอะไร เจ้าก็ยอมทำตามทั้งหมด ไม่คิดปฏิเสธเลยแม้แต่ครั้งเดียว!”
มู่เสวี่ยหนิงหลบสายตาด้วยความเขินอาย
“ก็ข้าเชื่อใจท่านพี่นี่เจ้าคะ อีกอย่าง...ข้าเองก็อยากลองด้วย”
โม่ชิงเฟิงนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนหันไปมองยูรัน
“น้องชาย เจ้าไปสอนอะไรน้องหญิงของข้ากันแน่?”
“ข้ายังไม่ได้สอนอะไรเลย นางเรียนรู้ด้วยตนเองทั้งนั้น”
“น่ากลัวยิ่งกว่าเดิมอีก!”
ยูรันหันไปมองหญิงสาวทั้งสองซึ่งยังนอนอยู่ใต้ผ้าห่ม
“ไปได้แล้ว เดี๋ยวคนอื่นจะรอ”
โม่ชิงเฟิงส่งเสียงครางอย่างไม่เต็มใจ แต่สุดท้ายก็ยอมลุกขึ้น ส่วนมู่เสวี่ยหนิงรีบรวบรวมเสื้อผ้าที่กระจัดกระจาย ก่อนช่วยจัดห้องให้กลับมาเรียบร้อย
หลังจากทั้งสามแต่งตัวเสร็จ ยูรันก็ยกเลิกม่านกั้นเสียงและลงมือทำอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว
เมื่อรับประทานอาหารและเก็บของเรียบร้อย พวกเขาจึงออกจากห้องพัก มุ่งหน้าไปยังลานด้านหลังตำหนัก
ผู้เข้าร่วมอีกเจ็ดกลุ่มมาถึงก่อนแล้ว ทุกคนยืนประจำอยู่หน้าประตูศิลาของตนเอง เหลือเพียงประตูบานที่แปดซึ่งยังว่างอยู่
เมื่อเห็นกลุ่มของยูรันเดินเข้ามา ผู้ดูแลก็ประกาศขึ้นทันที
“ในเมื่อกลุ่มสุดท้ายมาถึงแล้ว ขอให้ทุกท่านเข้าประจำตำแหน่ง”
ยูรันพาหญิงสาวทั้งสองเดินไปหยุดหน้าประตูบานที่แปด
โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงขยับเข้ามายืนชิดเขาตามที่ตกลงกันไว้ โดยไม่สนใจสายตาประหลาดจากผู้เข้าร่วมกลุ่มอื่น
ผู้ดูแลยกป้ายหยกขึ้นเหนือศีรษะ
อักขระบนประตูทั้งแปดบานสว่างขึ้นพร้อมกัน เสียงกลไกขนาดใหญ่เริ่มดังมาจากใต้ผืนดิน
ครืนนนนน!
ประตูศิลาค่อย ๆ เปิดออก มีเพียงม่านพลังเท่านั้น
ยูรันมองม่านพลังตรงหน้าอย่างสงบนิ่ง
[เป็นแดนลับอีกชั้นจริง ๆ ด้วย]
[มาดูกันเถอะว่าพวกมันซ่อนอะไรเอาไว้ข้างใน]
ก่อนจะก้าวเข้าสู่ม่านพลัง ยูรันพลันหันไปทางกลุ่มของตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์
“ผู้อาวุโสฉี”
ผู้อาวุโสฉีชะงัก ก่อนหันกลับมาหาเขา
“คุณชายมีสิ่งใดจะชี้แนะหรือ?”
“ข้าแนะนำว่าเมื่อเข้าไปแล้วอย่าโลภให้มากนัก”
น้ำเสียงของยูรันจริงจังกว่าปกติเล็กน้อย
“เข้าใจที่ข้าพูดหรือไม่?”
ผู้อาวุโสฉีมองม่านพลังหลังประตู ก่อนประสานมือให้เขา
“ข้าเข้าใจแล้ว ขอบคุณคุณชายที่เตือน”
หลินชูอวี้กับโจวถงเองก็พยักหน้าอย่างจริงจัง พวกเขาอาจไม่ทราบว่ายูรันพบอะไร แต่หลังเห็นความสามารถของเขาด้วยตาตนเอง ย่อมไม่มีเหตุผลให้เพิกเฉยต่อคำเตือน
ฉินเยว่ซินซึ่งยืนอยู่หน้าประตูบานที่สองกลับแค่นเสียง
“หึ พวกปลาซิวปลาสร้อย มีโอสถระดับสิบอยู่เพียงไม่กี่เม็ดก็ทำเป็นวางท่าอวดดี”
เฉาเหวินเค่อยกมุมปากขึ้นอย่างดูแคลน
“สถานที่แห่งนี้คือมรดกของจักรพรรดิโอสถ ต่อให้เขาหลอมโอสถระดับสิบได้จริง ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้ทุกอย่าง”
กงซุนลี่ไม่ได้กล่าวสนับสนุน นางเพียงมองยูรันกับคนจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์สลับกันด้วยความไม่สบายใจ
ยูรันไม่สนใจคำพูดของคนเหล่านั้น เขาหันกลับไปมองประตูตรงหน้าตามเดิม
อีกด้านหนึ่ง กัวจื่อเหวินขยับเข้าไปกระซิบกับองค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหง
“องค์ชาย กระหม่อมคิดว่าพวกเราไม่ควรมีเรื่องกับชายผู้นั้น”
องครักษ์เว่ยคุนพยักหน้าเห็นด้วย
“ตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ให้ความเคารพเขาถึงเพียงนั้น อีกทั้งเขายังสามารถมอบโอสถระดับสิบออกไปอย่างไม่ใส่ใจ ภูมิหลังย่อมไม่ธรรมดา หากสร้างความขัดแย้งขึ้นมาอาจเกิดปัญหาตามมาได้พ่ะย่ะค่ะ”
เซี่ยจิ้งหงเหลือบมองยูรัน ก่อนตอบเสียงเรียบ
“ข้ารู้ว่าอะไรควรทำ”
เมื่อถึงเวลา ผู้ดูแลจึงยกมือขึ้น
“การทดสอบเริ่มต้นได้!”
ผู้เข้าร่วมทั้งแปดกลุ่มก้าวเข้าสู่ม่านพลังพร้อมกัน
โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงคว้าแขนยูรันเอาไว้คนละข้าง ก่อนที่ทั้งสามจะเดินผ่านม่านสีดำเข้าไปด้วยกัน
แสงรอบกายดับวูบลงในพริบตา และประตูศิลาทั้งแปดบานก็ค่อย ๆ ปิดลงตามหลังพวกเขา.