คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 259 ตรวจสอบอะไร7,677 ตัวอักษร

ตอนที่ 259 ตรวจสอบอะไร

หกวันต่อมา ณ ราชวงศ์เซี่ย

แม้ยูรันกับคนอื่นจะอยู่ภายในแดนลับเพียงสามวัน แต่โลกภายนอกกลับผ่านไปแล้วถึงหกวัน

ภายในห้องทรงงาน เซี่ยอวิ๋นหลันกำลังอ่านรายงานที่เพิ่งส่งมาจากดินแดนทางเหนือ โดยมีอ๋องหมิง อ๋องเฉิน และเซี่ยหลานอิงอยู่พร้อมหน้า

หลังอ่านจบ เซี่ยอวิ๋นหลันก็วางรายงานลงบนโต๊ะ

“หลานอิง มีรายงานจากเมืองธาราครามว่า มีคนหลอมโอสถระดับสิบคุณภาพสมบูรณ์แบบออกมาถึงห้าสิบเม็ด”

“จากนั้นคนผู้นั้นเดินทางขึ้นเหนือ และนำโอสถสามเม็ดไปขายให้หอหมื่นสมบัติในราคาสองหมื่นล้านเหรียญ เรื่องนี้สร้างความสั่นสะเทือนไปทั่วดินแดนทางเหนือแล้ว”

เซี่ยหลานอิงรับรายงานมาอ่าน ก่อนสีหน้าจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นประหลาด

“คนผู้นั้นตาบอดใช่หรือไม่เพคะ?”

“ถูกต้อง”

“ตอนโอสถถือกำเนิด มีทัณฑ์สวรรค์ห้าสิบสายผ่าลงมาด้วยใช่หรือไม่เพคะ?”

อ๋องเฉินพยักหน้า

“ตามรายงาน ชายตาบอดผู้นั้นพุ่งขึ้นไปรับทัณฑ์สวรรค์ทั้งหมดเพียงลำพัง หลังจากนั้นยังกล่าวว่าโอสถระดับสิบห้าสิบเม็ดเป็นเพียงขยะ”

เซี่ยหลานอิงพยักหน้าอย่างไม่ประหลาดใจ

“ใช่สิ นอกจากสามีของหลานแล้วจะมีผู้ใดหลอมได้อีก?”

ภายในห้องเงียบสนิท

อ๋องหมิงค่อย ๆ หันมามองนางอย่างแข็งทื่อ

“หลานรัก เมื่อครู่เจ้าเรียกเขาว่าอะไรนะ?”

“สามี”

เซี่ยหลานอิงตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“หรือว่าท่านอาหมิงมีปัญหา?”

“อ่อก!”

อ๋องหมิงกระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ก่อนหงายหลังล้มลงกับพื้นและหมดสติไปทันที

ทุกคนมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง แต่ไม่มีผู้ใดเข้าไปช่วย

เซี่ยอวิ๋นหลันยกมือกุมหน้าผาก ก่อนกล่าวต่อราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

“ในเมื่อเจ้ารู้จักเขาก็ยิ่งง่าย เจ้าจงเดินทางขึ้นเหนือไปพบเขา ตรวจสอบโอสถเหล่านั้น และลองขอซื้อกลับมาให้ราชวงศ์สักสองสามเม็ด”

“หลานไม่ไปเพคะ”

เซี่ยหลานอิงปฏิเสธทันที

“เพราะเหตุใด?”

“ยูรันบอกว่าของพวกนั้นเป็นขยะ เช่นนั้นมันก็คือขยะ หลานไม่จำเป็นต้องเสียเวลาเดินทางไปดูหรอกเพคะ”

เซี่ยอวิ๋นหลันมุมปากกระตุก

“นั่นคือโอสถระดับสิบนะ”

“แล้วอย่างไรเพคะ?”

เซี่ยหลานอิงวางรายงานกลับลงบนโต๊ะ

“หลานเคยเล่าเรื่องเส้นทางแห่งดาราให้พวกท่านฟังแล้วไม่ใช่หรือ? เส้นทางนั้นไม่จำเป็นต้องพึ่งพาโอสถเพื่อทะลวงขอบเขต และหลานก็ตัดสินใจว่าจะเปลี่ยนไปบำเพ็ญเส้นทางแห่งดาราอยู่แล้ว”

“อีกอย่าง หากยูรันต้องการโอสถ เขาจะหลอมขึ้นมาเมื่อใดก็ย่อมได้”

นางชี้ไปยังรายงาน

“ครั้งแรกเขาลองหลอมโอสถก็ได้ระดับแปดสมบูรณ์แบบออกมาสิบเม็ด”

“ครั้งที่สองได้ระดับสิบสมบูรณ์แบบถึงห้าสิบเม็ด”

“หากปล่อยให้เขาหลอมเป็นครั้งที่สาม ไม่แน่ว่าเขาอาจหลอมระดับสิบออกมาพันเม็ด แล้วนำมาบี้เล่นเหมือนขนมก็ได้”

เซี่ยอวิ๋นหลัน อ๋องเฉิน ต่างหมดคำจะกล่าว

เซี่ยหลานอิงสรุปอย่างหนักแน่น

“อย่างไรหลานก็ไม่ไปเพคะ”

อ๋องเฉินเหลือบมองหลานสาว ก่อนครุ่นคิดอยู่ในใจ

[อืม หลานของข้าพอเป็นเรื่องพวกนี้กลับฉลาดไม่เบา]

[แต่พอเป็นเรื่องของเจ้าหนุ่มนั่น เหตุใดนางจึงดูโง่ลงอย่างเห็นได้ชัดกันนะ]

[ไม่ได้การ ข้าต้องทดสอบอีกสักหน่อย]

อ๋องเฉินหยิบรายงานอีกฉบับขึ้นมา

“แต่ว่าตามรายงาน หลังจากนั้นเขายังเข้าร่วมการประมูลของหอหมื่นสมบัติ และซื้อเศษอาวุธชำรุดไปเป็นจำนวนมาก”

“ผู้คนภายในงานต่างหัวเราะเยาะว่าเขาโง่เขลา ถึงกับซื้อเศษเหล็กไร้ค่ากลับไปถมที่”

เซี่ยหลานอิงเงียบไปครู่หนึ่ง

อ๋องเฉินหรี่ตามองปฏิกิริยาของนาง

“เจ้าคิดว่าอย่างไร?”

“คนที่หัวเราะเยาะเขาต่างหากที่โง่เพคะ”

เซี่ยหลานอิงตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด

“ยูรันสามารถหลอมอาวุธจากวัตถุดิบธรรมดาให้กลายเป็นศาสตราระดับสูงได้ หากเขายอมจ่ายเงินซื้อของเหล่านั้น แสดงว่ามันต้องมีสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นซ่อนอยู่”

“รายงานไม่ได้เขียนต่อหรือเพคะว่า หลังจากนั้นเขาควบคุมมีดบินเก่าสามเล่มเจาะการป้องกันของคนที่ดูถูกเขาจนพังในพริบตา?”

อ๋องเฉินก้มมองรายงานในมือ ก่อนพบข้อความดังกล่าวอยู่ในส่วนท้ายจริง ๆ

[อืม ไม่ได้หลงจนโง่เสียทีเดียว]

[นางเพียงเชื่อมั่นในตัวเจ้าหนุ่มนั่นมากเกินไปเท่านั้น]

เซี่ยหลานอิงมองอ๋องเฉินด้วยสายตาสงสัย

“ท่านน้าเฉินกำลังทดสอบหลานอยู่หรือ?”

“เปล่า”

อ๋องเฉินตอบทันที

“ตอบเร็วเช่นนี้ แสดงว่าใช่สินะเพคะ”

เซี่ยหลานอิงหรี่ตามองเขา ก่อนค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้

“ท่านน้าเฉินกำลังคิดว่าหลานโง่อยู่สินะ”

นางเดินเข้าไปใกล้ทีละก้าว

“หืม?”

อ๋องเฉินถอยหลังหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว

“หืม?”

“หลานอิง น้าพียงต้องการทดสอบวิจารณญาณของเจ้าเท่านั้น”

“แล้วเหตุใดต้องทดสอบด้วยเรื่องของสามีหลานด้วยเล่าเพคะ?”

“เรื่องนั้น...”

เซี่ยหลานอิงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“ไม่เป็นไร หลานจะจดจำเอาไว้”

“เดี๋ยวยูรันกลับมาเมื่อใด หลานจะบอกเขาว่าท่านน้าเฉินกล่าวหาว่าเขาหลอกให้หลานหลงจนโง่งม”

สีหน้าของอ๋องเฉินเปลี่ยนไปทันที

“เดี๋ยวก่อน! ข้าไม่เคยพูดเช่นนั้น!”

“แต่ท่านคิด”

“ความคิดเอามาเป็นหลักฐานไม่ได้!”

“เช่นนั้นท่านยอมรับแล้วสินะว่าคิดจริง?”

เซี่ยอวิ๋นหลันมองอ๋องหมิงซึ่งยังนอนสลบอยู่บนพื้น ก่อนหันไปมองอ๋องเฉินที่กำลังถูกหลานสาวไล่ต้อน

เซี่ยอวิ๋นหลันถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

“เอาเถอะ เรื่องโอสถนี้หากเจ้าต้องการปล่อยผ่านก็ย่อมได้”

จากนั้นจึงเหลือบมองอ๋องหมิงซึ่งยังแกล้งนอนสลบอยู่บนพื้น

“อ๋องหมิง ตื่นได้แล้ว”

เพียะ!

ฝ่ามือหนึ่งตบลงกลางใบหน้าจนอ๋องหมิงสะดุ้งลุกขึ้นมานั่งทันที

“ข้าตื่นแล้ว!”

เซี่ยอวิ๋นหลันกล่าวต่อโดยไม่สนใจเขา

“เจ้ากับหลานอิงเตรียมตัวเดินทางไปงานประลองระหว่างสำนัก การประลองครั้งนี้จะใช้จัดอันดับทำเนียบอัจฉริยะประจำทวีปของปีนี้ พวกเจ้าจงไปเป็นเจ้าภาพแทนราชวงศ์”

ดวงตาของเซี่ยหลานอิงเป็นประกายขึ้นทันที

“เรื่องนี้ยังน่าสนใจกว่ามากเพคะ รอบนี้เขาน่าจะลงประลองด้วยแน่นอน”

“เจ้ามั่นใจหรือ?”

เซี่ยอวิ๋นหลันขมวดคิ้ว

“ผู้ที่จะเข้าสู่การจัดอันดับทำเนียบอัจฉริยะหลักต้องอยู่ในขอบเขตวิญญาณทารก ส่วนผู้มีตบะต่ำกว่านั้นจะประลองแยกตามขอบเขตใหญ่ และมีชื่ออยู่เพียงทำเนียบรองเท่านั้น”

เซี่ยหลานอิงโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“หลานไม่สนใจว่าเขาจะอยู่ทำเนียบใด หลานเพียงอยากไปดูเขาพ่นไฟอีกรอบเท่านั้น”

อ๋องหมิงซึ่งเพิ่งฟื้นพลันหันมามองหลานสาว

“หลานรัก อาขอถามเรื่องหนึ่ง”

“อะไรหรือเพคะ?”

“เจ้า...หลับนอนกับเขาแล้วหรือยัง?”

เซี่ยหลานอิงตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ยังเพคะ แต่เยว่หลีทำไปแล้ว”

“อะไรนะ?!”

อ๋องหมิงตัวแข็งค้าง

“ค่อก!”

พรูด!

เขากระอักเลือดออกมาอีกคำ ก่อนยกมือกุมหน้าอกด้วยความเจ็บปวด

“ขะ...ข้ายังไม่ทันได้เห็นหน้าหลานอีกคนของข้า นางก็ถูกเจ้าสารเลวนั่นขุดไปแล้ว!”

อ๋องหมิงหันไปคว้าแขนเสื้ออ๋องเฉิน

“พี่ใหญ่ ท่านต้องแก้แค้นให้ข้านะ!”

อ๋องเฉินมองเขาด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย

“นิสัยเห่อหลานของเจ้าเมื่อใดจะหายเสียที? ถอยไป”

เพียะ!

อ๋องหมิงถูกตบจนหมุนออกไปด้านข้าง ก่อนล้มลงกับพื้นอีกครั้ง

“พอได้แล้ว!”

เสียงของเซี่ยอวิ๋นหลันดังขึ้นจนทั่วทั้งห้องเงียบลง

“เอาตามนี้ ส่วนพี่ใหญ่ ช่วยเดินทางขึ้นเหนือไปตรวจสอบสถานการณ์แทนน้องด้วย ช่วงนี้สัตว์อสูรทางเหนือเริ่มคลุ้มคลั่งอย่างผิดปกติมากขึ้นเรื่อย ๆ”

“พาเจ้าสองคนนั้นไปเปิดหูเปิดตาด้วย ระหว่างทางหากพบสามีของหลานอิง ก็ตรวจสอบว่าเขากำลังทำสิ่งใดอยู่ด้วย”

อ๋องเฉินพยักหน้า

“ได้ ข้าจะจัดการให้”

อ๋องหมิงลุกพรวดขึ้นมาอีกครั้ง

“ข้าไปด้วย! ข้าจะไปจัดการเจ้าสารเลวนั่นด้วยตนเอง!”

เซี่ยอวิ๋นหลันตบโต๊ะดังปัง

“หนวกหู!”

เพียะ!

อ๋องหมิงปลิวกลับไปนอนกองอยู่บนพื้นเป็นรอบที่สาม

เซี่ยหลานอิงเหลือบมอง ก่อนแค่นเสียงออกมาอย่างสะใจ

“สมน้ำหน้า”

อ๋องหมิงนอนคว่ำอยู่บนพื้น ใบหน้ามีรอยฝ่ามือซ้อนกันถึงสามรอย

[ไม่ยุติธรรม!!!!]


กลับมาทางฝั่งยูรันและสองสาว

หลังจากก้าวผ่านประตูเข้ามา ภาพตรงหน้าของทั้งสามก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

เบื้องหน้าเป็นทางเดินศิลาสั้น ๆ ปลายทางมีประตูบานใหญ่อีกบานหนึ่งตั้งขวางอยู่ บนพื้นผิวของมันสลักข้อความเอาไว้อย่างชัดเจน

การทดสอบแบ่งออกเป็นทั้งหมดแปดห้อง
นับตั้งแต่เปิดสถานที่แห่งนี้มานานกว่าห้าร้อยปี ยังไม่เคยมีผู้ใดผ่านพ้นห้องที่สี่
จงผ่านการทดสอบทั้งแปด แล้วมรดกของจักรพรรดิโอสถจะตกเป็นของเจ้า!

มู่เสวี่ยหนิงอ่านจบก็สูดหายใจเข้าเบา ๆ

“ห้าร้อยปี...ยังไม่มีผู้ใดผ่านห้องที่สี่เลยหรือเจ้าคะ?”

โม่ชิงเฟิงหรี่ตามองข้อความบนประตู

“ผู้ที่ได้รับป้ายหยกย่อมไม่ใช่คนธรรมดา ในบรรดาคนเหล่านั้นต้องมีอัจฉริยะด้านโอสถอยู่ไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครผ่านแม้กระทั่งครึ่งทาง ดูเหมือนการทดสอบจะไม่ง่ายเลย”

ยูรันกลับสนใจคนละเรื่อง

[หืม ห้องทดสอบ? ไม่น่าสนใจเท่าไร]

[แต่ที่น่าสนใจคือสถานที่แห่งนี้เปิดมานานถึงห้าร้อยปี]

[ตลอดเวลาห้าร้อยปี ไม่มีผู้ใดผ่านห้องที่สี่ ผู้ดูแลภายนอกก็ไม่มีใครเข้าสู่ขอบเขตแปลงเทพ...]

[แล้วคนซึ่งสอบไม่ผ่านเหล่านั้นหายไปอยู่ที่ใดกันหมด?]

ยูรันยื่นมือไปผลักประตู

โม่ชิงเฟิงรีบถามขึ้น

“น้องชาย เจ้าไม่คิดตรวจสอบก่อนหรือ?”

“ตรวจสอบอะไร?”

“กับดัก”

“สุดท้ายก็ต้องเข้าไปอยู่ดีไม่มีทางอื่น จะตรวจสอบทำไม”

ครืนนนนน!

ประตูศิลาค่อย ๆ เปิดออก เผยให้เห็นแสงสว่างสีขาวจากห้องด้านใน

ยูรันเดินนำเข้าไปโดยไม่ลังเล

“ไปกันเถอะ มาดูกันว่าห้าร้อยปีที่ผ่านมาพวกมันใช้ห้องอะไรฆ่าเวลา”