คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 260 ถ้าอย่างนั้นก็รีบเข้ามากันเสียที ข้าไม่อยากเสียเวลาทั้งวัน8,994 ตัวอักษร

ตอนที่ 260 ถ้าอย่างนั้นก็รีบเข้ามากันเสียที ข้าไม่อยากเสียเวลาทั้งวัน

ห้องที่หนึ่ง

ภายในห้องไม่มีเตาหลอมหรือสมุนไพร มีเพียงแท่นศิลาตั้งอยู่ตรงกลาง ตัวอักษรเรืองแสงค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเหนือแท่น

ไก่กับไข่ไก่ สิ่งใดเกิดก่อนกัน เพราะเหตุใด?

มู่เสวี่ยหนิงขมวดคิ้ว

“คำถามยากมากเลยเจ้าค่ะ หากไม่มีไก่แล้วไข่ไก่จะมาจากที่ใด แต่หากไม่มีไข่ไก่แล้วไก่จะถือกำเนิดขึ้นมาได้อย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออกช้า ๆ

“เป็นคำถามที่น่าสนใจสำหรับบัณฑิต มันอาจเกี่ยวข้องกับต้นกำเนิดของชีวิต รวมถึงเหตุและผลซึ่งวนเวียนไม่สิ้นสุด”

ยูรันกรอกตา

[คำถามง่าย ๆ แค่นี้ พวกนางจะทำให้ยุ่งยากไปทำไม]

เขาเดินไปหยุดหน้าแท่นศิลา

“ไก่เกิดก่อน”

หญิงสาวทั้งสองหันมามองเขาพร้อมกัน

“เพราะเหตุใด?”

“ก่อนจะมีไก่ ย่อมมีสัตว์บรรพบุรุษซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับไก่อยู่ก่อนแล้ว เมื่อสายเลือดเกิดการเปลี่ยนแปลง ลูกซึ่งฟักออกมาจึงกลายเป็นไก่ตัวแรก”

มู่เสวี่ยหนิงรีบถาม

“เช่นนั้นไข่ซึ่งฟักออกมาเป็นไก่ตัวแรกก็ต้องเกิดก่อนมิใช่หรือเจ้าคะ?”

“แต่มันเป็นไข่ของสัตว์บรรพบุรุษ ไม่ใช่ไข่ไก่”

ยูรันชี้ไปยังข้อความบนแท่น

“โจทย์ถามถึงไข่ไก่ ซึ่งหมายถึงไข่ที่ออกมาจากไก่ เพราะฉะนั้นต้องรอให้ไก่ตัวแรกเติบโตและออกไข่เสียก่อน ไข่ไก่ฟองแรกจึงจะถือกำเนิดขึ้น”

“ดังนั้นไก่เกิดก่อนไข่ไก่ จบ”

ตัวอักษรบนแท่นสว่างวาบขึ้นทันที

คำตอบถูกต้อง

ครืนนนนน!

ประตูสู่ห้องถัดไปค่อย ๆ เปิดออก

โม่ชิงเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเก็บพัดลง

“ดูเหมือนบางครั้งบัณฑิตก็คิดมากเกินไปจริง ๆ”

ยูรันเดินผ่านประตูไปอย่างไม่รีบร้อน

“ในที่สุดอาเจ๊ก็ยอมรับว่าตัวเองเป็นบัณฑิตเก๊แล้วหรือ?”

“น้องชาย!”

ห้องที่สอง

หลังผ่านประตูเข้ามา ทั้งสามก็พบแท่นศิลาแบบเดียวกับห้องแรกตั้งอยู่กลางห้อง

ยูรันยืนรอให้คำถามปรากฏขึ้น พลางนึกถึงข้อความหน้าทางเข้า

[แม่งเอ๊ย ดูเหมือนคนที่ผ่านห้องแรกมาได้คงเดาคำตอบกันทั้งนั้น]

[คำถามปรัชญาโง่ ๆ แบบนั้น หากมีความรู้ทางวิทยาศาสตร์ผสมกับหลักเหตุผลสักหน่อยก็ตอบได้ไม่ยาก]

[เอาเถอะ มาดูคำถามข้อที่สองกันดีกว่า]

ตัวอักษรบนแท่นศิลาค่อย ๆ ปรากฏขึ้น

สิ่งใดเดินไปข้างหน้าอยู่ตลอดเวลา และไม่มีวันถอยหลังกลับมาหาเราได้อีก?

ยูรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง

[เชี่ย ง่ายจริงด้วย]

[สมแล้วที่คนส่วนใหญ่ไปตายห่ากันอยู่ห้องที่สี่]

โม่ชิงเฟิงยังไม่ทันได้คลี่พัด ยูรันก็ตอบออกไปก่อน

“เวลา”

ตัวอักษรบนแท่นสว่างวาบ

คำตอบถูกต้อง

ครืนนนนน!

ประตูห้องที่สามเปิดออกทันที

มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ

“จบแล้วหรือเจ้าคะ?”

“อืม”

“แต่พวกเราเพิ่งเข้ามาได้ไม่ถึงสามลมหายใจเองนะเจ้าคะ”

“พวกมันถามง่ายเอง จะให้ข้าแกล้งยืนคิดเพื่อรักษาหน้าผู้สร้างหรืออย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงมองประตูห้องที่สาม ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงครุ่นคิด

“คำถามสองข้อแรกง่ายเกินไปจริง ๆ บางทีห้องต่อไปอาจเริ่มยากขึ้น”

ยูรันเดินนำเข้าไปทันที

“หวังว่าจะเป็นเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นมรดกจักรพรรดิโอสถคงกลายเป็นการละเล่นสำหรับเด็กแล้ว”

ห้องที่สาม

ห้องนี้ยังคงมีเพียงแท่นศิลาตั้งอยู่ตรงกลางเช่นเดิม ไม่นาน ตัวอักษรชุดใหม่ก็ปรากฏขึ้น

สิ่งเดียวในโลกที่มนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วต้องพบเจอเหมือนกันโดยไม่มีข้อยกเว้น ไม่ว่าจะร่ำรวยหรือยากจน คือสิ่งใด?

โม่ชิงเฟิงใช้พัดแตะปลายคางอย่างครุ่นคิด

“อืม ข้อนี้ยากพอสมควร”

“กรรม? โชคชะตา? หรือความทุกข์?”

ยูรันยืนกอดอกอยู่ด้านข้าง

[บัณฑิตเก๊ผู้นี้เริ่มทำเรื่องง่ายให้ยุ่งยากอีกแล้ว]

[เอาเถอะ รอดูสักหน่อยว่าพวกนางจะตอบสิ่งใด]

มู่เสวี่ยหนิงคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนส่ายหน้า

“ไม่น่าจะใช่กรรมนะเจ้าคะ กรรมของแต่ละคนแตกต่างกัน ส่วนโชคชะตาก็ไม่มีผู้ใดยืนยันได้ว่ามีอยู่จริง”

โม่ชิงเฟิงหันมามองนาง

“แล้วเจ้าคิดว่าเป็นสิ่งใด?”

“ความตาย”

ห้องทั้งห้องพลันเงียบลง

มู่เสวี่ยหนิงกล่าวต่อ

“คนร่ำรวยอาจมีชีวิตสุขสบายกว่าคนยากจน ผู้มีตบะสูงอาจมีอายุยืนยาวกว่าคนธรรมดา แต่ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์ สุดท้ายย่อมต้องเผชิญกับความตายเหมือนกัน เพียงช้าหรือเร็วเท่านั้น”

ตัวอักษรบนแท่นศิลาสว่างขึ้นทันที

คำตอบถูกต้อง

ครืนนนนน!

ประตูห้องที่สี่ค่อย ๆ เปิดออก

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม เสวี่ยหนิงยังพอมีสมองอยู่บ้าง”

มู่เสวี่ยหนิงยิ้มเล็กน้อย

“ขอบคุณเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงหุบพัดดังฉับ

“หมายความว่าพี่สาวไม่มีสมองหรือ?”

“ข้าไม่ได้พูดนะ อาเจ๊ยอมรับเอง”

“น้องชาย!”

ยูรันรีบเดินผ่านประตูห้องที่สี่

“เอาละ ถึงห้องที่คนส่วนใหญ่ตายห่ากันแล้ว มาดูกันว่ามันจะถามอะไร”

ห้องที่สี่

ทันทีที่ทั้งสามก้าวเข้ามา ประตูด้านหลังก็ปิดลงอย่างรุนแรง

ปัง!

แตกต่างจากสามห้องก่อน บนแท่นศิลามีรอยฝ่ามือสลักอยู่ พร้อมข้อความเตือนอีกหนึ่งบรรทัด

ผู้เข้าทดสอบมีโอกาสตอบเพียงครั้งเดียว

จากนั้นคำถามจึงปรากฏขึ้นเหนือแท่น

สิ่งใดอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุดในตอนนี้ แต่มนุษย์กลับมองเห็นมันได้ยากที่สุด?

โม่ชิงเฟิงหุบพัดลง สีหน้าเปลี่ยนเป็นจริงจังทันที

“อยู่ใกล้ตัวที่สุด แต่มองเห็นได้ยาก...”

“อาจเป็นจิตใจของตนเอง เพราะมนุษย์สามารถเข้าใจผู้อื่น แต่กลับไม่อาจมองเห็นความปรารถนาที่แท้จริงภายในใจตน”

มู่เสวี่ยหนิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“หรือจะเป็นข้อบกพร่องของตนเองเจ้าคะ? คนส่วนใหญ่มักมองเห็นความผิดของผู้อื่น แต่กลับมองไม่เห็นความผิดของตัวเอง”

ยูรันยืนกอดอกฟังอยู่เงียบ ๆ

[อืม คำถามนี้มีคำตอบที่ดูถูกต้องอยู่หลายอย่าง]

[จิตใจ ความผิดพลาด ความโลภ ความหยิ่งผยอง หรือข้อบกพร่องของตนเอง]

[แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนมีต้นกำเนิดมาจากสิ่งเดียวกัน]

[คำตอบคงเป็นความโง่เขลา]

[ความโง่เขลาทำให้มนุษย์ตัดสินใจผิดพลาด ทำให้มองไม่เห็นข้อบกพร่องของตน และยังทำให้คนโง่มั่นใจว่าตนเองฉลาด]

[มิน่าเล่า ตลอดห้าร้อยปีจึงไม่มีผู้ใดผ่านห้องนี้]

โม่ชิงเฟิงคิดอยู่นาน ก่อนหันมาถามเขา

“น้องชาย เจ้าคิดว่าคำตอบคือจิตใจของตนเองหรือข้อบกพร่องของตน?”

ยูรันถอนหายใจ

[เฮ้อ อาเจ๊ยังไงก็เป็นอาเจ๊]

[เป็นบัณฑิตเก๊อย่างสมบูรณ์จริง ๆ]

เขาเดินไปวางฝ่ามือลงบนแท่นศิลา

“ความโง่เขลาของตนเอง”

ห้องทั้งห้องเงียบสนิทไปชั่วขณะ

จากนั้นตัวอักษรบนแท่นก็เปล่งแสงสว่างเจิดจ้า

คำตอบถูกต้อง

ครืนนนนน!

ประตูห้องที่ห้าค่อย ๆ เปิดออก

โม่ชิงเฟิงขมวดคิ้ว

“เหตุใดจึงเป็นความโง่เขลา?”

ยูรันดึงมือกลับ

“เพราะคนโง่ย่อมไม่รู้ว่าตนเองโง่ หากมองเห็นได้ง่ายก็คงไม่ทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า และไม่มั่นใจว่าตนเองถูกอยู่ตลอดเวลาหรอก”

เขาหันมาทางโม่ชิงเฟิง

“เหมือนบัณฑิตเก๊บางคนซึ่งคิดว่าตนเองเป็นบัณฑิตแท้”

“น้องชาย!”

ยูรันรีบเดินเข้าห้องถัดไปทันที

“ไปเถอะ เหลืออีกสี่ห้อง”

ห้องที่ห้า

เมื่อทั้งสามก้าวผ่านประตูเข้ามา สิ่งที่ปรากฏตรงหน้ากลับไม่ใช่ห้องทดสอบเหมือนที่ผ่านมา

มันเป็นโถงศิลาทรงแปดเหลี่ยมขนาดใหญ่ บนผนังทั้งแปดด้านมีประตูตั้งอยู่ด้านละหนึ่งบาน ประตูซึ่งพวกยูรันเดินผ่านเข้ามาเปล่งแสงอยู่เพียงบานเดียว ส่วนอีกเจ็ดบานยังคงปิดสนิท

กลางห้องมีแท่นศิลาตั้งอยู่ ข้อความบนแท่นระบุเอาไว้อย่างชัดเจน

ห้องทดสอบที่ห้าเป็นการทดสอบร่วม
ต้องมีผู้ผ่านการทดสอบอย่างน้อยสามกลุ่ม ประตูจึงจะเปิดออก

ยูรันอ่านจบก็ยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ไอ้เวรเอ๊ย”

มู่เสวี่ยหนิงสะดุ้งเล็กน้อย

“มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

“แบบนี้เท่ากับพวกเราตายโหงอยู่ในห้องนี้ไม่ใช่หรือ?”

โม่ชิงเฟิงเลิกคิ้ว

“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น?”

ยูรันชี้ไปยังประตูอีกเจ็ดบาน

“พวกเจ้าคิดว่าไอ้โง่ด้านนอกเหล่านั้นจะผ่านห้องที่สี่เข้ามาได้หรือ?”

มู่เสวี่ยหนิงพยายามกล่าวให้กำลังใจ

“ทุกคนล้วนเป็นอัจฉริยะจากขุมอำนาจใหญ่ บางทีอาจมีคนตอบได้ก็ได้นะเจ้าคะ”

“ตลอดห้าร้อยปียังไม่มีใครผ่าน แล้วเหตุใดรอบนี้ต้องมีคนตอบได้พร้อมกันถึงสามกลุ่ม?”

ยูรันเงยหน้าขึ้นอย่างเหนื่อยใจ

“ข้ารู้อยู่แล้วว่ามรดกบ้าบอนี่ต้องมีปัญหา แต่ไม่นึกว่ามันจะใช้วิธีขังคนเอาไว้รอความฉลาดของผู้อื่น”

โม่ชิงเฟิงเดินไปนั่งพิงกำแพง

“เช่นนั้นก็รอก่อน หากไม่มีใครมา พวกเราค่อยหาทางอื่น”

“อืม รอสักหนึ่งเค่อก็แล้วกัน หากยังไม่มีผู้ใดมา ข้าจะเริ่มทุบประตูทีละบาน”

ผ่านไปไม่ถึงครึ่งเค่อ ประตูด้านตรงข้ามพลันสว่างขึ้น

ครืนนนนน!

ผู้อาวุโสฉีเหวินซานเดินนำหลินชูอวี้กับโจวถงเข้ามาภายในห้อง ทั้งสามคนมีเหงื่อเต็มใบหน้า แต่ไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด

เมื่อเห็นยูรัน ผู้อาวุโสฉีก็มีสีหน้ายินดีทันที

“คุณชายยู พวกท่านมาถึงก่อนแล้วจริง ๆ”

ยูรันพยักหน้า

“อืม อย่างน้อยก็มีคนฉลาดเข้ามาหนึ่งกลุ่ม”

ผู้อาวุโสฉีมองข้อความบนแท่นศิลา ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไป

“ต้องมีผู้ผ่านเข้ามาอย่างน้อยสามกลุ่มหรือ?”

“ใช่ ตอนนี้ยังขาดอีกหนึ่ง”

ไม่นาน ประตูบานที่สามก็เปล่งแสงขึ้น

องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงเดินนำกัวจื่อเหวินกับองครักษ์เว่ยคุนเข้ามา แม้เสื้อผ้าของทั้งสามจะมีร่องรอยเสียหายอยู่บ้าง แต่โดยรวมยังคงปลอดภัยดี

เซี่ยจิ้งหงกวาดตามองคนในห้อง ก่อนหยุดสายตาอยู่ที่ยูรันครู่หนึ่ง

ยูรันเองก็หันไปทางกลุ่มราชวงศ์

[อืม ดูเหมือนคนของราชวงศ์จะไม่ได้โง่กันทั้งหมด]

เมื่อกลุ่มที่สามเข้ามาครบ ข้อความบนแท่นศิลาก็เปลี่ยนไปทันที

จำนวนผู้เข้าทดสอบครบตามเงื่อนไขขั้นต่ำ
การทดสอบจะเริ่มต้นในอีกหนึ่งเค่อ

“ยังรออยู่อีกหรือ?”

ยูรันเดินไปหาที่นั่งอย่างเบื่อหน่าย

“ถ้าอย่างนั้นก็รีบเข้ามากันเสียที ข้าไม่อยากเสียเวลาทั้งวัน”

เวลาผ่านไปเพียงครึ่งเค่อ ประตูอีกบานก็เปิดออก

นักพรตอิสระสามคนเดินเข้ามาภายในห้อง หนึ่งในนั้นเป็นชายศีรษะโล้นสวมจีวรเก่าคร่ำคร่า มือหนึ่งถือลูกประคำ อีกมือประนมไว้กลางอก ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงบน่าเลื่อมใส

ยูรันหันไปทางเขาเล็กน้อย

[ไอ้กลุ่มพระเก๊นั่นยังผ่านเข้ามาได้ด้วยหรือ?]

พระรูปนั้นกวาดตามองคนในห้อง ก่อนยิ้มอย่างเมตตา

“ประสกทุกท่าน—”

ยูรันรีบหันหน้าหนีทันที

[อย่าพูดนะ อย่าให้ข้าได้ยินคำว่านะโมอมิตาพุทธเชียว]

โชคดีที่พระเก๊เพียงพยักหน้าทักทาย ก่อนพากลุ่มของตนไปยืนอีกมุมหนึ่ง

ก่อนเวลาจะหมดลง ประตูบานที่ห้าก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

ปัง!

ฉินเยว่ซิน เฉาเหวินเค่อ และกงซุนลี่จากหุบเขาแพทย์เทวะเดินออกมา ทั้งสามมีสภาพกระเซอะกระเซิงกว่าทุกกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด

ฉินเยว่ซินชะงักเมื่อเห็นมู่เสวี่ยหนิง ก่อนแค่นเสียงเบา ๆ

“ไม่นึกเลยว่าเจ้าจะผ่านมาถึงห้องนี้ได้”

มู่เสวี่ยหนิงมองนางกลับไปโดยไม่ตอบ

ยูรันเองก็ไม่คิดเข้าไปยุ่ง เขาเพียงนั่งรอจนกระทั่งเวลาหนึ่งเค่อสิ้นสุดลง

ประตูที่เหลืออีกสามบานยังคงปิดสนิท ไม่มีผู้ใดผ่านเข้ามาเพิ่มเติม

ครืนนนนน!

ประตูทั้งแปดบานถูกผนึกพร้อมกัน ข้อความเหนือแท่นศิลาเปลี่ยนไปอีกครั้ง

มีผู้ผ่านเข้าสู่ห้องที่ห้าทั้งหมดห้ากลุ่ม
การทดสอบร่วมกำลังจะเริ่มต้น