คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 261 อะไรนะ? แค่นี้หรือ?7,798 ตัวอักษร

ตอนที่ 261 อะไรนะ? แค่นี้หรือ?

ห้องที่ห้า

เมื่อผู้ผ่านการทดสอบทั้งห้ากลุ่มมารวมตัวกันครบ ข้อความบนแท่นศิลาก็ค่อย ๆ เลือนหาย ก่อนถูกแทนที่ด้วยคำถามใหม่

สิ่งใดภายในตัวเรา หากมีมากเกินไปย่อมไม่ดี? จงแจกแจงว่าสิ่งเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

ทุกคนภายในห้องเงียบลงพร้อมกัน

ยูรันใช้มือเท้าคาง พลางอ่านข้อความบนแท่นอย่างครุ่นคิด

[กิเลส...?]

[แต่โจทย์กำหนดให้แจกแจงด้วย หากตอบอย่างง่ายก็คงเป็นบาปทั้งเจ็ดประการ]

[ความเย่อหยิ่ง ความโลภ ราคะ ความริษยา ความตะกละ ความโกรธ และความเกียจคร้าน]

เขาหันไปทางกลุ่มผู้บำเพ็ญอิสระ ก่อนเหลือบมองโม่ชิงเฟิงที่กำลังคลี่พัดออกอย่างครุ่นคิด

[เอาเถอะ ลองดูเยี่ยชางพระเก๊กับอาเจ๊บัณฑิตเก๊ก่อนดีกว่าว่าจะตอบอะไร]

โม่ชิงเฟิงเป็นคนทำลายความเงียบก่อน

“คำถามใช้คำว่ามากเกินไป แสดงว่าสิ่งเหล่านี้อาจไม่ใช่สิ่งเลวร้ายโดยตัวมันเอง แต่จะกลายเป็นโทษเมื่อมีมากจนเกินความพอดี”

เยี่ยชาง ผู้บำเพ็ญอิสระซึ่งแต่งกายคล้ายพระ ประนมมือขึ้นกลางอก

“ความโลภ ความโกรธ และความหลง สามสิ่งนี้เป็นรากของกิเลสทั้งปวง”

หนิงซวงซึ่งยืนอยู่ข้างกายเขาเหลือบมองเล็กน้อย

“เจ้ากำลังจะบอกว่าคำตอบคือกิเลสหรือ?”

“เป็นไปได้มากที่สุด”

โม่ชิงเฟิงหันไปทางเยี่ยชาง

“แต่โจทย์ให้แจกแจง มิได้ถามถึงเพียงรากของมัน หากตอบเพียงสามอย่างอาจยังไม่ครบถ้วน”

เยี่ยชางพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม

“เช่นนั้นย่อมต้องรวมความริษยา ความหยิ่งทะนง ราคะ และความยึดติดเข้าไปด้วย”

เถี่ยมู่ซึ่งยืนกอดอกอยู่ด้านหลังกล่าวแทรก

“ความหวาดกลัวก็ควรนับ หากมีมากเกินไปย่อมทำให้คนไม่กล้าทำสิ่งใด”

องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงกล่าวขึ้นอย่างราบเรียบ

“อำนาจก็เช่นกัน เมื่ออยู่ในมือคนผู้หนึ่งมากเกินไป ย่อมทำให้คนผู้นั้นหลงลืมว่าตนเองเป็นใคร”

องครักษ์เว่ยคุนชะงัก ก่อนเหลือบมององค์ชายของตนเองอย่างประหลาดใจ

กัวจื่อเหวินพยักหน้าเห็นด้วย

“ความทะเยอทะยาน หากมีมากเกินไปก็ทำให้มนุษย์ไม่รู้จักพอ ต่อให้ได้ทุกสิ่งที่ต้องการแล้วก็ยังคิดแย่งชิงสิ่งอื่นต่อไป”

ผู้อาวุโสฉีเหวินซานลูบเคราช้า ๆ

“ความมั่นใจเองก็ไม่ต่างกัน หากมากเกินไปย่อมกลายเป็นความประมาทและความหยิ่งผยอง”

หลินชูอวี้กล่าวเสริม

“ความสงสัยก็เช่นกัน หากมีมากจนไม่เชื่อใจผู้ใด สุดท้ายย่อมไม่เหลือใครอยู่ข้างกาย”

มู่เสวี่ยหนิงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวออกมาอย่างลังเล

“แม้แต่ความรัก หากมีมากจนกลายเป็นความหลงใหลและยึดติด ก็สามารถทำร้ายทั้งตนเองและผู้อื่นได้เหมือนกันเจ้าค่ะ”

ฉินเยว่ซินแค่นเสียงเบา ๆ

“หากคิดเช่นนั้น ทุกสิ่งในตัวมนุษย์ก็สามารถกลายเป็นคำตอบได้หมด แล้วพวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสถานที่แห่งนี้ต้องการคำตอบใด?”

เฉาเหวินเค่อพยักหน้า

“ถูกต้อง หากแจกแจงออกไปเรื่อย ๆ ต่อให้กล่าวทั้งวันก็คงไม่หมด”

คำตอบจากแต่ละกลุ่มเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ แต่ไม่มีผู้ใดกล้ายืนยันว่าคำตอบของตนถูกต้องครบถ้วน

โม่ชิงเฟิงหันมาทางยูรัน

“น้องชาย เจ้ามีความคิดเห็นว่าอย่างไร?”

สายตาของทุกคนภายในห้องหันมารวมอยู่ที่เขาพร้อมกัน

ยูรันยกมือขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ

“ข้าไม่รู้ ข้าจะตรัสรู้ได้ทุกเรื่องหรืออย่างไร? บ้าหรือเปล่า?”

จากนั้นเขาก็หันไปหาโม่ชิงเฟิง

“อาเจ๊ ท่านเป็นบัณฑิตนะ ตอบให้ข้าชื่นใจหน่อยเถอะ คนอื่นจะได้ไม่กล่าวหาว่าท่านเป็นของเก๊”

มุมปากของโม่ชิงเฟิงกระตุกเล็กน้อย

“พี่สาวย่อมตอบได้อยู่แล้ว”

นางคลี่พัดออก ก่อนเดินไปหยุดอยู่หน้าแท่นศิลาด้วยท่าทางมั่นใจ

“คำตอบคือทุกสิ่งซึ่งมากเกินความพอดี”

หลายคนภายในห้องหันมามองนางอย่างสนใจ

โม่ชิงเฟิงกล่าวต่ออย่างไม่รีบร้อน

“ความมั่นใจที่มากเกินไปย่อมกลายเป็นความหยิ่งผยอง ความกล้าหาญที่มากเกินไปย่อมกลายเป็นความประมาท ความรักที่มากเกินไปย่อมกลายเป็นความยึดติด แม้แต่ความเมตตา หากมอบให้โดยไม่พิจารณาความถูกผิดก็อาจย้อนกลับมาทำร้ายตนเอง”

นางหุบพัดลงดังฉับ

“ดังนั้นสิ่งที่ไม่ดีจึงมิใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เป็นทุกสิ่งภายในตัวเราซึ่งมีมากจนเกินความพอดี”

ภายในห้องเงียบสนิท ทุกคนต่างพิจารณาคำตอบของนางอย่างจริงจัง

ไม่นาน ตัวอักษรสีแดงก็ปรากฏขึ้นเหนือแท่นศิลา

คำตอบไม่ถูกต้อง

รอยยิ้มบนใบหน้าของโม่ชิงเฟิงแข็งค้าง

ยูรันก้มหน้าลงเล็กน้อย

[เฮ้อ...บัณฑิตเก๊จริง ๆ ด้วย]

หนิงซวงรีบยกมือปิดปาก ส่วนเถี่ยมู่หันหน้าไปทางอื่นเพื่อซ่อนรอยยิ้ม

โม่ชิงเฟิงหันกลับมาหายูรันช้า ๆ

“เมื่อครู่เจ้าแอบด่าพี่สาวอยู่ในใจใช่หรือไม่?”

“เปล่า”

“ตอบเร็วเช่นนี้ แสดงว่าใช่แน่นอน”

ยูรันไม่สนใจโม่ชิงเฟิง เขาหันไปทางเยี่ยชางแทน

“นี่ ตาแก่เยี่ยชาง ท่านเองก็เป็นพระไม่ใช่หรือ? ลองตอบดูหน่อย คนอื่นจะได้ไม่หาว่าท่านเป็นพระเก๊”

คิ้วของเยี่ยชางกระตุกเล็กน้อย

“อาตมามิใช่พระเก๊”

“เช่นนั้นก็พิสูจน์สิ”

เยี่ยชางสูดหายใจเข้าลึก ก่อนเดินไปหยุดอยู่หน้าแท่นศิลา

“คำตอบคือกิเลสภายในจิตใจมนุษย์”

“อันประกอบด้วยความโลภ ความโกรธ ความหลง ความริษยา ความหยิ่งทะนง ความยึดติด และราคะ เมื่อกิเลสเหล่านี้มีมากเกินไป ย่อมบดบังสติปัญญาและนำพามนุษย์ไปสู่ความเสื่อม”

เขาประนมมือด้วยท่าทางสงบนิ่ง

“นี่คือสิ่งซึ่งมนุษย์ทุกคนควรควบคุมให้อยู่ภายใต้เหตุผล”

ตัวอักษรบนแท่นศิลาสั่นไหว ก่อนเปลี่ยนเป็นสีแดง

คำตอบไม่ถูกต้อง

เยี่ยชางยืนแข็งค้างอยู่หน้าแท่น

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ตอนนี้คนอื่นคงไม่ต้องสงสัยแล้ว”

เยี่ยชางหันกลับมา

“ไม่ต้องสงสัยเรื่องใด?”

“เรื่องที่ท่านเป็นพระเก๊”

ยูรันถอนหายใจ ก่อนส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“เฮ้อ ทั้งพระเก๊ ทั้งบัณฑิตเก๊”

โม่ชิงเฟิงรีบยกพัดขึ้นปิดบังใบหน้าด้วยความอับอาย ส่วนเยี่ยชางยังคงยืนประนมมืออยู่หน้าแท่น แต่รอยยิ้มสงบบนใบหน้ากลับแข็งค้างไปแล้ว

ฉินเยว่ซินซึ่งยืนมองอยู่นานพลันแค่นเสียง

“ไอ้คนตาบอด ในเมื่อเจ้าชอบทำเป็นอวดเก่งและกล่าวหาว่าผู้อื่นเป็นของเก๊ เหตุใดจึงไม่ลองตอบเองเล่า?”

ยูรันหันมาทางต้นเสียง

“ยัยนี่สมองมีปัญหาหรืออย่างไร?”

“ข้าก็บอกไปแล้วว่าไม่รู้ หากรู้ข้าก็ตอบไปแล้วสิ”

เขายกมือชี้กลับไปทางแท่นศิลา

“มัวแต่เห่าให้คนอื่นตอบ ตัวเจ้าเองก็ลองตอบดูบ้าง หรือว่าไม่รู้เหมือนกัน?”

“หากไม่รู้แล้วจะพล่ามอยู่ได้ทำไม?”

“เจ้า!”

ฉินเยว่ซินโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ ก่อนเดินกระแทกเท้าไปหยุดตรงหน้าแท่นศิลา

“ตอบก็ตอบ! เจ้าคิดว่ามีเพียงตนเองที่ฉลาดหรือ?”

นางสูดหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวออกมาอย่างมั่นใจ

“คำตอบคืออารมณ์ทั้งเจ็ด ได้แก่ความยินดี ความโกรธ ความเศร้า ความหวาดกลัว ความรัก ความเกลียดชัง และความปรารถนา”

“อารมณ์เหล่านี้ล้วนมีอยู่ภายในมนุษย์ หากสิ่งใดมีมากเกินไปย่อมส่งผลเสียต่อจิตใจและการตัดสินใจ”

ตัวอักษรบนแท่นศิลาเปลี่ยนเป็นสีแดงทันที

คำตอบไม่ถูกต้อง

สีหน้ามั่นใจของฉินเยว่ซินแข็งค้าง

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ

“อืม อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้แล้วว่าเจ้าไม่รู้เหมือนกัน”

“หุบปาก!”

หลังจากฉินเยว่ซินตอบผิด คนจากกลุ่มอื่นก็เริ่มเสนอคำตอบของตนเอง

ผู้อาวุโสฉีเหวินซานลองตอบว่าเป็นความปรารถนาเจ็ดชนิดซึ่งเกิดจากรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ชื่อเสียง และทรัพย์สมบัติ แต่แท่นศิลายังคงตัดสินว่าผิด

องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงตอบว่าเป็นอำนาจ ความมั่งคั่ง ชื่อเสียง ความทะเยอทะยาน ความหวาดระแวง ความมั่นใจ และความยึดติด ผลลัพธ์ก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลง

หลินชูอวี้ โจวถง หนิงซวง เถี่ยมู่ รวมถึงคนอื่น ๆ ต่างช่วยกันเสนอคำตอบอีกหลายชุด แต่ไม่ว่าจะตอบอย่างไร ตัวอักษรสีแดงก็ยังคงปรากฏขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

คำตอบไม่ถูกต้อง
คำตอบไม่ถูกต้อง
คำตอบไม่ถูกต้อง

บรรยากาศภายในห้องเริ่มตึงเครียดขึ้นเรื่อย ๆ

กัวจื่อเหวินขยับเข้าไปใกล้องค์ชายห้า ก่อนกระซิบด้วยเสียงเบา

“องค์ชาย ข้าว่าคนผู้นั้นรู้คำตอบอย่างแน่นอน เพียงแต่เขาไม่ยอมตอบ”

องครักษ์เว่ยคุนเหลือบมองยูรัน ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย

เซี่ยจิ้งหงมองชายหนุ่มตาบอดซึ่งกำลังยืนพิงกำแพงอย่างสบายใจอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ข้าเองก็รู้สึกเช่นนั้น”

แม้เสียงสนทนาของทั้งสามจะแผ่วเบา แต่ยูรันยังคงได้ยินอย่างชัดเจน

เขาไม่ได้หันไปมอง เพียงยกมือขึ้นลูบคางอย่างครุ่นคิด

[คำตอบคือบาปทั้งเจ็ดประการอย่างที่ข้าคิดจริง ๆ]

[แต่หากห้องนี้ถามถึงบาปทั้งเจ็ด...]

[ห้องต่อไปคงไม่ถามถึงคุณธรรมเจ็ดประการหรอกนะ?]

โม่ชิงเฟิงรีบเดินเข้าไปจับแขนยูรัน

“น้องชาย รีบตอบเร็วเข้า พี่สาวรู้ว่าน้องชายรู้คำตอบ”

“กลับไปคราวนี้ ข้าจะตั้งใจอ่านหนังสือให้มากกว่าเดิมแน่นอน”

ยูรันหันมาทางนาง

“อืม แสดงว่าที่ผ่านมาอาเจ๊ก็อ่านหนังสือมาแล้ว แต่ยังได้เพียงเท่านี้”

“ต่อให้อ่านเพิ่มก็คงไม่ได้อะไรขึ้นมาหรอก”

“น้องชาย!”

มู่เสวี่ยหนิงเข้ามาจับแขนเขาอีกด้าน

“ท่านพี่ รีบตอบเถอะเจ้าค่ะ พวกเราเสียเวลาอยู่ในห้องนี้มานานมากแล้วมิใช่หรือ?”

ยูรันชะงัก ก่อนพยักหน้า

“โอ๊ะ นั่นสิ ข้าลืมไปเลยว่าเวลาข้างในเดินช้ากว่าด้านนอก”

เขาแกะแขนหญิงสาวทั้งสองออก ก่อนเดินไปหยุดตรงหน้าแท่นศิลา

ทุกคนภายในห้องเงียบลง สายตาทั้งหมดจับจ้องอยู่ที่เขา

ยูรันกล่าวออกมาอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“บาปทั้งเจ็ดประการ”

วูบ!

ตัวอักษรบนแท่นศิลาสว่างขึ้นทันที

คำตอบถูกต้อง

ครืนนนนน!

ประตูสู่ห้องที่หกเปิดออกต่อหน้าต่อตาทุกคน

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ฉินเยว่ซินอ้าปากค้าง

“อะไรนะ? แค่นี้หรือ?”

เฉาเหวินเค่อมองแท่นศิลาด้วยความไม่อยากเชื่อ

“แล้วคำสั่งที่ให้แจกแจงเล่า? เจ้ายังไม่ได้แจกแจงอะไรเลยด้วยซ้ำ!”