ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 262 เจ้าหยิบไปเจ็ดชิ้นแล้วนะ
ยูรันไม่สนใจจะตอบ เขาเดินผ่านประตูไปโดยไม่หันกลับมา
[อืม มาดูกันว่าห้องต่อไปจะถามถึงคุณธรรมทั้งเจ็ดอย่างที่ข้าคิดไว้หรือไม่]
คนที่เหลือรีบติดตามเข้าไปในห้องที่หก
ภายในห้องมีลักษณะไม่แตกต่างจากห้องก่อนหน้า ตรงกลางยังคงมีแท่นศิลาตั้งอยู่เพียงแท่นเดียว
ไม่นาน คำถามใหม่ก็ปรากฏขึ้น
สิ่งใดภายในตัวเรา หากมีมากเกินไปย่อมไม่ดี? จงแจกแจงว่าสิ่งเหล่านั้นมีอะไรบ้าง
ทุกคนหยุดนิ่งพร้อมกัน
คำถามบนแท่นศิลาเหมือนกับคำถามในห้องที่ห้าทุกตัวอักษร ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่เปลี่ยนแปลงไป
ยูรันยกมุมปากเล็กน้อย
[อืม คำถามเหมือนเดิมจริง ๆ]
[แสดงว่าคำตอบคราวนี้ต้องเป็นคุณธรรมทั้งเจ็ดประการแน่นอน]
[คุณธรรมกับบาปดูเหมือนเป็นสิ่งตรงข้ามกัน แต่หากมีมากเกินไปโดยไร้เหตุผล ทั้งสองอย่างก็สามารถก่อให้เกิดผลเสียได้เหมือนกัน]
โม่ชิงเฟิงอ่านข้อความซ้ำหลายรอบ ก่อนขมวดคิ้ว
“คำถามเหมือนเดิมทุกอย่าง เช่นนั้นคำตอบก็ควรเป็นบาปทั้งเจ็ดเหมือนเดิมมิใช่หรือ?”
ยูรันถอนหายใจ
“อาเจ๊ ในเมื่อเป็นบัณฑิตก็ช่วยใช้สมองสักหน่อยเถอะ”
“คำถามเดียวจะมีหลายคำตอบไม่ได้หรืออย่างไร?”
“……”
บรรยากาศภายในห้องพลันตึงเครียดยิ่งกว่าการทดสอบที่ผ่านมา
พวกเขาเสนอคำตอบไปมากมายในห้องก่อน แต่ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เคยได้ยินคำว่า ‘บาปทั้งเจ็ดประการ’ มาก่อน กระทั่งยูรันอธิบายว่ามันประกอบด้วยสิ่งใด ทุกคนจึงเพิ่งเข้าใจ
ตอนนี้คำตอบนั้นถูกใช้ไปแล้ว แต่คำถามเดิมกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ฉินเยว่ซินกัดริมฝีปากอย่างครุ่นคิด
“พวกเราตอบอารมณ์ทั้งเจ็ดไปแล้ว กิเลสก็เคยตอบแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความยึดติด หรือแม้แต่อำนาจและความทะเยอทะยานล้วนถูกตัดสินว่าผิด”
เฉาเหวินเค่อมีสีหน้าเคร่งเครียด
“หากแม้แต่คำถามยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไป พวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคราวนี้มันต้องการสิ่งใด?”
ผู้อาวุโสฉีเหวินซานลูบเคราอยู่ครู่หนึ่ง
“บางทีสิ่งที่เราควรพิจารณาอาจไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย เพราะสิ่งเหล่านั้นถูกกล่าวถึงไปเกือบหมดแล้ว”
องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงหันมองข้อความบนแท่นอีกครั้ง
“สิ่งที่มีมากเกินไปย่อมไม่ดี...”
“คำถามไม่ได้ระบุว่าสิ่งนั้นต้องเป็นความชั่วร้ายตั้งแต่แรก”
คำพูดนี้ทำให้หลายคนชะงักไปพร้อมกัน
โม่ชิงเฟิงค่อย ๆ หันไปมองยูรัน แต่ชายหนุ่มกลับยืนกอดอกนิ่ง ราวกับไม่มีความคิดจะช่วยเหลือแม้แต่น้อย
[คิดกันต่อไปเถอะ]
[ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าคราวนี้ต้องรอนานเพียงใดกว่าจะมีคนคิดออก]
เวลาผ่านไปถึงสองเค่อ แต่ยังไม่มีผู้ใดสามารถหาคำตอบที่น่าเชื่อถือได้
บรรยากาศภายในห้องเริ่มหนักอึ้ง หลายคนเดินวนไปมา ขณะที่บางคนยืนอ่านข้อความเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ยูรันกลับนั่งพิงกำแพงอย่างสบายใจ ราวกับเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
ในที่สุด ผู้อาวุโสฉีเหวินซานก็พาหลินชูอวี้กับโจวถงเดินเข้ามาหา
“คุณชายยู”
ยูรันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย
“มีอะไร?”
ผู้อาวุโสฉีประสานมือ
“จากท่าทีของคุณชาย ดูเหมือนท่านจะมองเห็นเบาะแสบางอย่างแล้ว หวังว่าจะช่วยชี้แนะพวกเราสักเล็กน้อย”
“ข้าไม่รู้”
หลินชูอวี้มุมปากกระตุก
“คุณชายกล่าวเช่นนี้ในห้องก่อนเช่นกัน แต่สุดท้ายกลับตอบถูกทันทีเลยนะเจ้าคะ”
“คราวก่อนข้าเดาถูก คราวนี้อาจเดาผิดก็ได้”
โจวถงรีบกล่าวขึ้น
“เช่นนั้นคุณชายช่วยบอกสิ่งที่ท่านกำลังเดาอยู่ก็ยังดีขอรับ”
ยูรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ
“พวกท่านเป็นนักหลอมโอสถใช่ไหม?”
ทั้งสามคนพยักหน้าพร้อมกัน
“เช่นนั้นข้าถามหน่อย โอสถเป็นของดีหรือไม่?”
ผู้อาวุโสฉีตอบทันที
“ย่อมเป็นของดี”
“หากกินโอสถเพิ่มตบะพร้อมกันสักห้าร้อยเม็ดเล่า?”
“ร่างกายย่อมรับพลังไม่ไหว เส้นลมปราณอาจแตกสลาย กระทั่งระเบิดตายได้”
“แล้วเหตุใดของดีจึงฆ่าคนได้?”
ผู้อาวุโสฉีชะงักไปทันที
หลินชูอวี้เบิกตากว้าง ก่อนหันกลับไปมองคำถามบนแท่นศิลา
“เพราะสิ่งที่ห้องนี้ถามถึงอาจไม่ใช่สิ่งเลวร้าย...”
โจวถงกล่าวต่ออย่างตื่นเต้น
“แต่เป็นสิ่งดีงามซึ่งเมื่อมีมากเกินไปก็สามารถกลับกลายเป็นโทษ!”
ผู้อาวุโสฉีมองยูรัน
“คุณชายหมายถึงคุณธรรมอย่างนั้นหรือ?”
ยูรันยิ้มเล็กน้อย
“ถูกต้อง เมื่อมีบาปย่อมมีคุณธรรม”
“ไม่ว่าจะเป็นบาปหรือคุณธรรม หากมีมากเกินไปจนปราศจากเหตุผล ย่อมส่งผลร้ายได้ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น”
โม่ชิงเฟิงรีบถาม
“เช่นนั้นคำตอบก็คือ...”
“คุณธรรมทั้งเจ็ดประการ”
ตัวอักษรบนแท่นศิลาสว่างขึ้นทันที
คำตอบถูกต้อง
ครืนนนนน!
ประตูอีกด้านค่อย ๆ เปิดออก
ยูรันเดินนำไปทันที
“ไปต่อเถอะ รอมานานแล้ว”
เมื่อทุกคนผ่านประตูเข้ามา ภาพตรงหน้าก็ทำให้หลายคนหยุดชะงัก
มันคือคลังสมบัติขนาดมหึมา
กองเหรียญวิญญาณถูกวางเรียงกันราวกับภูเขาขนาดย่อม ชั้นวางทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยขวดโอสถ ตำราโบราณ อาวุธวิญญาณ และกล่องหยกซึ่งเก็บสมุนไพรหายากเอาไว้
แสงจากอัญมณีหลากสีส่องประกายไปทั่วทั้งห้อง กลิ่นหอมของโอสถกับพลังปราณเข้มข้นกระจายอยู่ในอากาศ
สายตาของผู้เข้าทดสอบหลายคนเปลี่ยนไปทันที
“สมบัติมากมายถึงเพียงนี้...”
“หรือว่านี่คือรางวัลสำหรับผู้ที่ผ่านห้องที่หก?”
จินหยวนเป่าจากหอหมื่นสมบัติกวาดตามองของทุกชิ้นอย่างรวดเร็ว แม้พยายามเก็บอาการเพียงใด ดวงตาของเขาก็ยังส่องประกายอย่างปิดไม่มิด
ฉินเยว่ซินจ้องขวดโอสถบนชั้นด้านหนึ่ง ส่วนเฉาเหวินเค่อมองตำราโบราณด้วยลมหายใจที่เริ่มถี่ขึ้น
แม้แต่องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงยังหยุดมองอาวุธชิ้นหนึ่งอยู่นานกว่าปกติ
ท่ามกลางสมบัติทั้งหมด มีทางเดินทอดยาวไปยังประตูศิลาบานหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ปลายห้อง
เหนือประตูมีข้อความสลักเอาไว้เพียงสั้น ๆ
การทดสอบข้อที่เจ็ด
มู่เสวี่ยหนิงมองสมบัติรอบด้าน ก่อนขยับเข้าไปใกล้ยูรัน
“ท่านพี่ ข้ารู้สึกว่าห้องนี้มีบางอย่างผิดปกติเจ้าค่ะ”
โม่ชิงเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย
“ไม่มีคำอธิบายว่าเราสามารถนำสิ่งใดไปได้บ้าง และไม่มีผู้ใดบอกว่านี่เป็นรางวัล”
ผู้อาวุโสฉีเหวินซานพลันนึกถึงคำเตือนของยูรันก่อนเริ่มการทดสอบ
อย่าโลภ
เขาชะงักมือซึ่งกำลังจะเอื้อมไปเปิดกล่องหยก ก่อนรีบดึงกลับมาทันที
ยูรันยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่แตะต้องสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว
[อืม ดูเหมือนสิ่งที่สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาจะรู้จักทั้งบาปและคุณธรรมทั้งเจ็ดประการ]
[แสดงว่ามันมีความรู้ซึ่งหลงเหลือมาจากวัฏจักรก่อนหน้า]
[น่าสนใจ]
เขาไม่ได้เดินตรวจสอบสมบัติ เพียงหันไปทางประตูซึ่งมีข้อความว่า ‘การทดสอบข้อที่เจ็ด’
“ไปเถอะ”
โม่ชิงเฟิงมองกองเหรียญวิญญาณกับตำราโบราณรอบด้าน
“น้องชายไม่คิดจะนำของเหล่านี้ไปบ้างหรือ?”
“ขยะ ข้าไม่ต้องการ”
“ของเหล่านี้มีทั้งอาวุธวิญญาณ โอสถ และสมุนไพรหายากเลยนะ”
ยูรันเดินต่อโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา
“สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาและชีวิต”
“การต้องเสียเวลาชีวิตไปกับของโง่ ๆ พวกนี้ต่างหากที่น่าเสียดาย”
โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงมองหน้ากัน ก่อนรีบเดินตามเขาไปยังประตู
อีกด้านหนึ่ง หลินชูอวี้จ้องกล่องหยกบนชั้นวางด้วยความเสียดาย ในที่สุดนางก็อดถามไม่ได้
“ผู้อาวุโส พวกเราจะไม่เอาอะไรไปเลยจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”
โจวถงเองก็หันมามองฉีเหวินซานเพื่อรอคำตอบ
ผู้อาวุโสฉีมองสมบัติรอบห้องอยู่นาน ก่อนถอนหายใจ
“ข้าเองก็อยากได้”
“แต่เมื่อลองชั่งน้ำหนักดูแล้ว หากสามารถได้รับการชี้แนะเรื่องการหลอมโอสถระดับสิบจากคุณชายยู ของทั้งหมดในห้องนี้ก็ไม่มีค่าอะไร”
เขาหันไปทางลูกศิษย์ทั้งสอง
“วางทุกอย่างกลับไว้ที่เดิม แล้วไปกันเถอะ”
หลินชูอวี้กับโจวถงแม้จะเสียดาย แต่ยังคงเชื่อฟัง พวกเขาวางสมบัติซึ่งหยิบขึ้นมาตรวจสอบกลับคืนที่เดิม ก่อนติดตามผู้อาวุโสฉีไป
องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงสังเกตท่าทีของยูรันมาตั้งแต่ต้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว เขาก็ตัดสินใจทันที
“ไม่ต้องหยิบสิ่งใด วางทุกอย่างกลับคืนไป”
กัวจื่อเหวินชะงัก
“พวกเราจะไม่เอาอะไรไปเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
“ไม่เอา”
องครักษ์เว่ยคุนมองอาวุธวิญญาณในมือตนเองอย่างเสียดาย แต่สุดท้ายก็ยอมวางกลับลงบนชั้น
เซี่ยจิ้งหงพาคนของตนเดินตามไปเป็นกลุ่มที่สาม
ผู้ที่ยังคงอยู่ภายในคลังสมบัติจึงเหลือเพียงสองกลุ่ม
ฉินเยว่ซิน เฉาเหวินเค่อ และกงซุนลี่จากหุบเขาแพทย์เทวะกำลังเก็บขวดโอสถกับสมุนไพรลงในถุงมิติอย่างเร่งรีบ
ส่วนกลุ่มผู้บำเพ็ญอิสระ เยี่ยชาง หนิงซวง และเถี่ยมู่ก็ไม่ได้คิดจะกลับมือเปล่าเช่นกัน
เยี่ยชางประนมมือพลางเก็บอาวุธวิญญาณเข้าไปในช่องเก็บของ
“สมบัติเหล่านี้ถูกทิ้งเอาไว้โดยไม่มีเจ้าของ หากอาตมานำไปใช้ช่วยเหลือผู้คน ย่อมนับว่าเป็นการสร้างบุญกุศล”
หนิงซวงเหลือบมองเขา
“เจ้าหยิบไปเจ็ดชิ้นแล้วนะ”
“ยิ่งมีสมบัติมาก อาตมาก็ยิ่งช่วยผู้คนได้มาก”
เถี่ยมู่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนยกหีบเหรียญวิญญาณทั้งใบขึ้นมา
ทั้งสองกลุ่มเก็บสมบัติอย่างไม่คิดหยุด โดยไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเหรียญวิญญาณใต้ฝ่าเท้าของพวกเขากำลังสั่นไหวเบา ๆ
กริ๊ง...
กริ๊ง...กริ๊ง...