คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 262 เจ้าหยิบไปเจ็ดชิ้นแล้วนะ7,336 ตัวอักษร

ตอนที่ 262 เจ้าหยิบไปเจ็ดชิ้นแล้วนะ

ยูรันไม่สนใจจะตอบ เขาเดินผ่านประตูไปโดยไม่หันกลับมา

[อืม มาดูกันว่าห้องต่อไปจะถามถึงคุณธรรมทั้งเจ็ดอย่างที่ข้าคิดไว้หรือไม่]

คนที่เหลือรีบติดตามเข้าไปในห้องที่หก

ภายในห้องมีลักษณะไม่แตกต่างจากห้องก่อนหน้า ตรงกลางยังคงมีแท่นศิลาตั้งอยู่เพียงแท่นเดียว

ไม่นาน คำถามใหม่ก็ปรากฏขึ้น

สิ่งใดภายในตัวเรา หากมีมากเกินไปย่อมไม่ดี? จงแจกแจงว่าสิ่งเหล่านั้นมีอะไรบ้าง

ทุกคนหยุดนิ่งพร้อมกัน

คำถามบนแท่นศิลาเหมือนกับคำถามในห้องที่ห้าทุกตัวอักษร ไม่มีแม้แต่คำเดียวที่เปลี่ยนแปลงไป

ยูรันยกมุมปากเล็กน้อย

[อืม คำถามเหมือนเดิมจริง ๆ]

[แสดงว่าคำตอบคราวนี้ต้องเป็นคุณธรรมทั้งเจ็ดประการแน่นอน]

[คุณธรรมกับบาปดูเหมือนเป็นสิ่งตรงข้ามกัน แต่หากมีมากเกินไปโดยไร้เหตุผล ทั้งสองอย่างก็สามารถก่อให้เกิดผลเสียได้เหมือนกัน]

โม่ชิงเฟิงอ่านข้อความซ้ำหลายรอบ ก่อนขมวดคิ้ว

“คำถามเหมือนเดิมทุกอย่าง เช่นนั้นคำตอบก็ควรเป็นบาปทั้งเจ็ดเหมือนเดิมมิใช่หรือ?”

ยูรันถอนหายใจ

“อาเจ๊ ในเมื่อเป็นบัณฑิตก็ช่วยใช้สมองสักหน่อยเถอะ”

“คำถามเดียวจะมีหลายคำตอบไม่ได้หรืออย่างไร?”

“……”

บรรยากาศภายในห้องพลันตึงเครียดยิ่งกว่าการทดสอบที่ผ่านมา

พวกเขาเสนอคำตอบไปมากมายในห้องก่อน แต่ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่เคยได้ยินคำว่า ‘บาปทั้งเจ็ดประการ’ มาก่อน กระทั่งยูรันอธิบายว่ามันประกอบด้วยสิ่งใด ทุกคนจึงเพิ่งเข้าใจ

ตอนนี้คำตอบนั้นถูกใช้ไปแล้ว แต่คำถามเดิมกลับปรากฏขึ้นอีกครั้ง

ฉินเยว่ซินกัดริมฝีปากอย่างครุ่นคิด

“พวกเราตอบอารมณ์ทั้งเจ็ดไปแล้ว กิเลสก็เคยตอบแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความยึดติด หรือแม้แต่อำนาจและความทะเยอทะยานล้วนถูกตัดสินว่าผิด”

เฉาเหวินเค่อมีสีหน้าเคร่งเครียด

“หากแม้แต่คำถามยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนไป พวกเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคราวนี้มันต้องการสิ่งใด?”

ผู้อาวุโสฉีเหวินซานลูบเคราอยู่ครู่หนึ่ง

“บางทีสิ่งที่เราควรพิจารณาอาจไม่ใช่สิ่งชั่วร้าย เพราะสิ่งเหล่านั้นถูกกล่าวถึงไปเกือบหมดแล้ว”

องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงหันมองข้อความบนแท่นอีกครั้ง

“สิ่งที่มีมากเกินไปย่อมไม่ดี...”

“คำถามไม่ได้ระบุว่าสิ่งนั้นต้องเป็นความชั่วร้ายตั้งแต่แรก”

คำพูดนี้ทำให้หลายคนชะงักไปพร้อมกัน

โม่ชิงเฟิงค่อย ๆ หันไปมองยูรัน แต่ชายหนุ่มกลับยืนกอดอกนิ่ง ราวกับไม่มีความคิดจะช่วยเหลือแม้แต่น้อย

[คิดกันต่อไปเถอะ]

[ข้าอยากรู้เหมือนกันว่าคราวนี้ต้องรอนานเพียงใดกว่าจะมีคนคิดออก]

เวลาผ่านไปถึงสองเค่อ แต่ยังไม่มีผู้ใดสามารถหาคำตอบที่น่าเชื่อถือได้

บรรยากาศภายในห้องเริ่มหนักอึ้ง หลายคนเดินวนไปมา ขณะที่บางคนยืนอ่านข้อความเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ยูรันกลับนั่งพิงกำแพงอย่างสบายใจ ราวกับเรื่องทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง

ในที่สุด ผู้อาวุโสฉีเหวินซานก็พาหลินชูอวี้กับโจวถงเดินเข้ามาหา

“คุณชายยู”

ยูรันเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย

“มีอะไร?”

ผู้อาวุโสฉีประสานมือ

“จากท่าทีของคุณชาย ดูเหมือนท่านจะมองเห็นเบาะแสบางอย่างแล้ว หวังว่าจะช่วยชี้แนะพวกเราสักเล็กน้อย”

“ข้าไม่รู้”

หลินชูอวี้มุมปากกระตุก

“คุณชายกล่าวเช่นนี้ในห้องก่อนเช่นกัน แต่สุดท้ายกลับตอบถูกทันทีเลยนะเจ้าคะ”

“คราวก่อนข้าเดาถูก คราวนี้อาจเดาผิดก็ได้”

โจวถงรีบกล่าวขึ้น

“เช่นนั้นคุณชายช่วยบอกสิ่งที่ท่านกำลังเดาอยู่ก็ยังดีขอรับ”

ยูรันนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ

“พวกท่านเป็นนักหลอมโอสถใช่ไหม?”

ทั้งสามคนพยักหน้าพร้อมกัน

“เช่นนั้นข้าถามหน่อย โอสถเป็นของดีหรือไม่?”

ผู้อาวุโสฉีตอบทันที

“ย่อมเป็นของดี”

“หากกินโอสถเพิ่มตบะพร้อมกันสักห้าร้อยเม็ดเล่า?”

“ร่างกายย่อมรับพลังไม่ไหว เส้นลมปราณอาจแตกสลาย กระทั่งระเบิดตายได้”

“แล้วเหตุใดของดีจึงฆ่าคนได้?”

ผู้อาวุโสฉีชะงักไปทันที

หลินชูอวี้เบิกตากว้าง ก่อนหันกลับไปมองคำถามบนแท่นศิลา

“เพราะสิ่งที่ห้องนี้ถามถึงอาจไม่ใช่สิ่งเลวร้าย...”

โจวถงกล่าวต่ออย่างตื่นเต้น

“แต่เป็นสิ่งดีงามซึ่งเมื่อมีมากเกินไปก็สามารถกลับกลายเป็นโทษ!”

ผู้อาวุโสฉีมองยูรัน

“คุณชายหมายถึงคุณธรรมอย่างนั้นหรือ?”

ยูรันยิ้มเล็กน้อย

“ถูกต้อง เมื่อมีบาปย่อมมีคุณธรรม”

“ไม่ว่าจะเป็นบาปหรือคุณธรรม หากมีมากเกินไปจนปราศจากเหตุผล ย่อมส่งผลร้ายได้ทั้งต่อตนเองและผู้อื่น”

โม่ชิงเฟิงรีบถาม

“เช่นนั้นคำตอบก็คือ...”

“คุณธรรมทั้งเจ็ดประการ”

ตัวอักษรบนแท่นศิลาสว่างขึ้นทันที

คำตอบถูกต้อง

ครืนนนนน!

ประตูอีกด้านค่อย ๆ เปิดออก

ยูรันเดินนำไปทันที

“ไปต่อเถอะ รอมานานแล้ว”

เมื่อทุกคนผ่านประตูเข้ามา ภาพตรงหน้าก็ทำให้หลายคนหยุดชะงัก

มันคือคลังสมบัติขนาดมหึมา

กองเหรียญวิญญาณถูกวางเรียงกันราวกับภูเขาขนาดย่อม ชั้นวางทั้งสองฝั่งเต็มไปด้วยขวดโอสถ ตำราโบราณ อาวุธวิญญาณ และกล่องหยกซึ่งเก็บสมุนไพรหายากเอาไว้

แสงจากอัญมณีหลากสีส่องประกายไปทั่วทั้งห้อง กลิ่นหอมของโอสถกับพลังปราณเข้มข้นกระจายอยู่ในอากาศ

สายตาของผู้เข้าทดสอบหลายคนเปลี่ยนไปทันที

“สมบัติมากมายถึงเพียงนี้...”

“หรือว่านี่คือรางวัลสำหรับผู้ที่ผ่านห้องที่หก?”

จินหยวนเป่าจากหอหมื่นสมบัติกวาดตามองของทุกชิ้นอย่างรวดเร็ว แม้พยายามเก็บอาการเพียงใด ดวงตาของเขาก็ยังส่องประกายอย่างปิดไม่มิด

ฉินเยว่ซินจ้องขวดโอสถบนชั้นด้านหนึ่ง ส่วนเฉาเหวินเค่อมองตำราโบราณด้วยลมหายใจที่เริ่มถี่ขึ้น

แม้แต่องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงยังหยุดมองอาวุธชิ้นหนึ่งอยู่นานกว่าปกติ

ท่ามกลางสมบัติทั้งหมด มีทางเดินทอดยาวไปยังประตูศิลาบานหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ปลายห้อง

เหนือประตูมีข้อความสลักเอาไว้เพียงสั้น ๆ

การทดสอบข้อที่เจ็ด

มู่เสวี่ยหนิงมองสมบัติรอบด้าน ก่อนขยับเข้าไปใกล้ยูรัน

“ท่านพี่ ข้ารู้สึกว่าห้องนี้มีบางอย่างผิดปกติเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้าเห็นด้วย

“ไม่มีคำอธิบายว่าเราสามารถนำสิ่งใดไปได้บ้าง และไม่มีผู้ใดบอกว่านี่เป็นรางวัล”

ผู้อาวุโสฉีเหวินซานพลันนึกถึงคำเตือนของยูรันก่อนเริ่มการทดสอบ

อย่าโลภ

เขาชะงักมือซึ่งกำลังจะเอื้อมไปเปิดกล่องหยก ก่อนรีบดึงกลับมาทันที

ยูรันยังคงยืนอยู่ที่เดิมโดยไม่แตะต้องสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว

[อืม ดูเหมือนสิ่งที่สร้างสถานที่แห่งนี้ขึ้นมาจะรู้จักทั้งบาปและคุณธรรมทั้งเจ็ดประการ]

[แสดงว่ามันมีความรู้ซึ่งหลงเหลือมาจากวัฏจักรก่อนหน้า]

[น่าสนใจ]

เขาไม่ได้เดินตรวจสอบสมบัติ เพียงหันไปทางประตูซึ่งมีข้อความว่า ‘การทดสอบข้อที่เจ็ด’

“ไปเถอะ”

โม่ชิงเฟิงมองกองเหรียญวิญญาณกับตำราโบราณรอบด้าน

“น้องชายไม่คิดจะนำของเหล่านี้ไปบ้างหรือ?”

“ขยะ ข้าไม่ต้องการ”

“ของเหล่านี้มีทั้งอาวุธวิญญาณ โอสถ และสมุนไพรหายากเลยนะ”

ยูรันเดินต่อโดยไม่แม้แต่จะหันกลับมา

“สิ่งที่มีค่ามากที่สุดคือเวลาและชีวิต”

“การต้องเสียเวลาชีวิตไปกับของโง่ ๆ พวกนี้ต่างหากที่น่าเสียดาย”

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงมองหน้ากัน ก่อนรีบเดินตามเขาไปยังประตู

อีกด้านหนึ่ง หลินชูอวี้จ้องกล่องหยกบนชั้นวางด้วยความเสียดาย ในที่สุดนางก็อดถามไม่ได้

“ผู้อาวุโส พวกเราจะไม่เอาอะไรไปเลยจริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

โจวถงเองก็หันมามองฉีเหวินซานเพื่อรอคำตอบ

ผู้อาวุโสฉีมองสมบัติรอบห้องอยู่นาน ก่อนถอนหายใจ

“ข้าเองก็อยากได้”

“แต่เมื่อลองชั่งน้ำหนักดูแล้ว หากสามารถได้รับการชี้แนะเรื่องการหลอมโอสถระดับสิบจากคุณชายยู ของทั้งหมดในห้องนี้ก็ไม่มีค่าอะไร”

เขาหันไปทางลูกศิษย์ทั้งสอง

“วางทุกอย่างกลับไว้ที่เดิม แล้วไปกันเถอะ”

หลินชูอวี้กับโจวถงแม้จะเสียดาย แต่ยังคงเชื่อฟัง พวกเขาวางสมบัติซึ่งหยิบขึ้นมาตรวจสอบกลับคืนที่เดิม ก่อนติดตามผู้อาวุโสฉีไป

องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงสังเกตท่าทีของยูรันมาตั้งแต่ต้น เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่สนใจสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว เขาก็ตัดสินใจทันที

“ไม่ต้องหยิบสิ่งใด วางทุกอย่างกลับคืนไป”

กัวจื่อเหวินชะงัก

“พวกเราจะไม่เอาอะไรไปเลยหรือพ่ะย่ะค่ะ?”

“ไม่เอา”

องครักษ์เว่ยคุนมองอาวุธวิญญาณในมือตนเองอย่างเสียดาย แต่สุดท้ายก็ยอมวางกลับลงบนชั้น

เซี่ยจิ้งหงพาคนของตนเดินตามไปเป็นกลุ่มที่สาม

ผู้ที่ยังคงอยู่ภายในคลังสมบัติจึงเหลือเพียงสองกลุ่ม

ฉินเยว่ซิน เฉาเหวินเค่อ และกงซุนลี่จากหุบเขาแพทย์เทวะกำลังเก็บขวดโอสถกับสมุนไพรลงในถุงมิติอย่างเร่งรีบ

ส่วนกลุ่มผู้บำเพ็ญอิสระ เยี่ยชาง หนิงซวง และเถี่ยมู่ก็ไม่ได้คิดจะกลับมือเปล่าเช่นกัน

เยี่ยชางประนมมือพลางเก็บอาวุธวิญญาณเข้าไปในช่องเก็บของ

“สมบัติเหล่านี้ถูกทิ้งเอาไว้โดยไม่มีเจ้าของ หากอาตมานำไปใช้ช่วยเหลือผู้คน ย่อมนับว่าเป็นการสร้างบุญกุศล”

หนิงซวงเหลือบมองเขา

“เจ้าหยิบไปเจ็ดชิ้นแล้วนะ”

“ยิ่งมีสมบัติมาก อาตมาก็ยิ่งช่วยผู้คนได้มาก”

เถี่ยมู่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนยกหีบเหรียญวิญญาณทั้งใบขึ้นมา

ทั้งสองกลุ่มเก็บสมบัติอย่างไม่คิดหยุด โดยไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเหรียญวิญญาณใต้ฝ่าเท้าของพวกเขากำลังสั่นไหวเบา ๆ

กริ๊ง...

กริ๊ง...กริ๊ง...