คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 263 ตื่นได้แล้ว ไอ้พวกตะกละ8,431 ตัวอักษร

ตอนที่ 263 ตื่นได้แล้ว ไอ้พวกตะกละ

การทดสอบที่เจ็ด ห้องที่หนึ่ง

ยูรัน โม่ชิงเฟิง และมู่เสวี่ยหนิงเดินผ่านประตูเข้ามาเป็นกลุ่มแรก ตามมาด้วยกลุ่มของผู้อาวุโสฉีเหวินซานและกลุ่มราชวงศ์ขององค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหง

เมื่อทั้งสามกลุ่มเข้ามาครบ ประตูด้านหลังก็ค่อย ๆ ปิดลง

ครืนนนนน!

ตรงกลางห้องมีบัลลังก์หินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนบัลลังก์มีรูปปั้นบุรุษผู้หนึ่งนั่งเอนกายอย่างสง่างาม เรือนร่างของมันประดับด้วยอัญมณีและเครื่องประดับมากมาย แม้กระทั่งดวงตาทั้งสองข้างยังถูกแกะสลักให้มีรูปร่างคล้ายเหรียญ

ใต้ฝ่าเท้าของรูปปั้นเต็มไปด้วยเหรียญวิญญาณจำนวนมหาศาล กองทับถมกันสูงราวกับภูเขาหลายลูก แสงจากเหรียญสะท้อนไปทั่วห้องจนทุกสิ่งถูกย้อมเป็นสีทอง

ยูรันหันหน้าไปทางกองเหรียญ

[อืม แสบตาดีจริง ๆ]

[ระเบิดทิ้งให้หมดเลยดีหรือไม่?]

จากนั้นความสนใจของเขาก็เปลี่ยนไปยังรูปปั้นบนบัลลังก์

[ส่วนไอ้ตัวที่นั่งอยู่บนนั้น...]

[รูปลักษณ์แบบนี้ไม่มีทางเป็นอย่างอื่นได้]

[แมมมอน ปีศาจแห่งความโลภอย่างแน่นอน]

ด้านหลังกองเหรียญวิญญาณมีประตูหินขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนประตูยังคงมีข้อความเดิมสลักเอาไว้

การทดสอบที่เจ็ด

ยูรันยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

[โอ้ ๆ ดูเหมือนการทดสอบที่เจ็ดจะแบ่งออกตามบาปทั้งเจ็ดประการสินะ]

[ห้องนี้เป็นความโลภ เช่นนั้นคงเหลือห้องย่อยอีกหกห้อง ก่อนจะเข้าสู่การทดสอบที่แปด]

เขาหันกลับไปหาทุกคน

“ไปเถอะ ห้ามหยิบอะไรทั้งนั้น”

โม่ชิงเฟิงกำลังจะอ้าปากถาม แต่ยูรันยกมือห้ามเอาไว้ก่อน

“ห้ามถาม ข้าจะอธิบายหลังออกไปจากที่นี่”

จากนั้นเขาก็ชี้ไปทางนางโดยเฉพาะ

“โดยเฉพาะอาเจ๊ ห้ามแอบหยิบเด็ดขาด”

โม่ชิงเฟิงชี้นิ้วเข้าหาตัวเอง

“เหตุใดต้องเตือนพี่สาวเพียงคนเดียว?”

“ข้าบอกว่าห้ามถาม”

มู่เสวี่ยหนิงรีบจับแขนโม่ชิงเฟิงเอาไว้ ก่อนพากันเดินตามยูรันไป

ผู้อาวุโสฉีกำชับลูกศิษย์ทั้งสองไม่ให้แตะต้องสิ่งใด ส่วนองค์ชายห้าก็สั่งกัวจื่อเหวินกับเว่ยคุนให้เดินตามรอยเท้าของยูรันอย่างเคร่งครัด

ทั้งสามกลุ่มจึงเริ่มเดินฝ่ากองเหรียญวิญญาณไปยังประตูด้านหลัง โดยไม่มีผู้ใดหยิบขึ้นมาแม้แต่เหรียญเดียว

ทว่าในขณะที่พวกเขาเดินผ่านบัลลังก์ไป ดวงตารูปเหรียญของรูปปั้นแมมมอนพลันสั่นไหวเล็กน้อย

กรึก!

โม่ชิงเฟิงเหลือบกลับไปมองบัลลังก์ ก่อนสะดุ้งจนแทบชนมู่เสวี่ยหนิง

“เฮ้ย น้องชาย! เมื่อครู่ดวงตาของมันขยับด้วย!”

สิ้นเสียงของนาง ทุกคนภายในห้องรีบชักอาวุธออกมาพร้อมกัน

ชิ้ง! ชิ้ง! ชิ้ง!

ผู้อาวุโสฉีเรียกเปลวเพลิงออกมาปกคลุมฝ่ามือ ขณะที่องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงกับองครักษ์ทั้งสองตั้งท่าเตรียมรับมือ

มีเพียงยูรันที่ยังคงเดินไปข้างหน้าตามปกติ

เขาถอนหายใจอย่างเหนื่อยใจ

“เฮ้อ พวกท่านกำลังทำอะไรกัน?”

โม่ชิงเฟิงชี้ไปทางรูปปั้น

“พี่สาวเพิ่งบอกว่าดวงตาของมันขยับ!”

“แล้วอย่างไร?”

ยูรันหันกลับมาทางทุกคน

“หากคิดจะทำตามข้า ก็ช่วยดูเสียหน่อยว่าข้ากำลังทำอะไรอยู่”

“ข้าชักอาวุธหรือยัง?”

ทุกคนชะงัก ก่อนมองอาวุธในมือของตนเอง

“จะตกใจหาพระแสงอะไร รีบเดินต่อไป ไม่ต้องสนใจมัน”

ยูรันหันกลับและเดินไปยังประตูโดยไม่คิดหยุด

คนที่เหลือมองหน้ากัน ก่อนค่อย ๆ ลดอาวุธลงและรีบเดินตามหลังเขา

ตลอดเวลานั้น รูปปั้นแมมมอนยังคงนั่งนิ่งอยู่บนบัลลังก์ มีเพียงดวงตารูปเหรียญทั้งสองซึ่งค่อย ๆ เคลื่อนตามทุกคนไปอย่างช้า ๆ

เมื่อยูรันเดินมาถึงประตู เขายื่นมือไปผลักโดยไม่ลังเล

ครืนนนนน!

ประตูห้องถัดไปค่อย ๆ เปิดออก

ยูรันกวักมือเรียกทุกคน

“เห็นไหม ไม่มีอะไรสักหน่อย”

โม่ชิงเฟิงเหลือบกลับไปมองรูปปั้นอีกครั้ง

“พี่สาวไม่เชื่อว่ามันจะไม่มีอะไรจริง ๆ”

“อืม ข้าก็ไม่เชื่อ”

“แล้วเหตุใดเจ้าจึงทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น?”

“เพราะคนที่จะเจอไม่ใช่พวกเราน่ะสิ”

การทดสอบที่เจ็ด ห้องที่สอง

เมื่อทุกคนก้าวผ่านประตูเข้ามา กลิ่นหอมของอาหารก็โชยเข้าปะทะใบหน้าทันที

เบื้องหน้าเป็นโต๊ะจัดเลี้ยงขนาดใหญ่ บนโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารนับร้อยชนิด ทั้งเนื้อสัตว์วิเศษ สมุนไพรล้ำค่า ผลไม้วิญญาณ และสุราซึ่งเปล่งประกายหลากสี

อาหารทุกจานมีพลังปราณเข้มข้นแฝงอยู่ บางจานยังมีพลังวิญญาณไหลเวียนจนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า เพียงสูดกลิ่นเข้าไปก็ทำให้ตบะซึ่งติดขัดเริ่มสั่นไหว

โจวถงกลืนน้ำลายอย่างควบคุมไม่อยู่

“เพียงกลิ่นก็มีผลถึงเพียงนี้แล้วหรือ?”

กัวจื่อเหวินจ้องอาหารบนโต๊ะด้วยความตกตะลึง

“วัตถุดิบหลายอย่างสูญพันธุ์ไปตั้งแต่หลายร้อยปีก่อนแล้ว!”

ปลายโต๊ะมีบัลลังก์หินตั้งอยู่ บนบัลลังก์เป็นรูปปั้นปีศาจรูปร่างใหญ่โต ใบหน้าของมันมีรอยยิ้มกว้างผิดธรรมชาติ มือข้างหนึ่งถือจานอาหาร ส่วนอีกข้างกำช้อนขนาดใหญ่เอาไว้

ด้านหลังบัลลังก์ยังคงมีประตูศิลาบานหนึ่งตั้งอยู่ เหนือประตูสลักข้อความเดิม

การทดสอบที่เจ็ด

ยูรันหันไปทางรูปปั้นบนบัลลังก์

[ห้องก่อนเป็นแมมมอน ปีศาจแห่งความโลภ]

[ส่วนไอ้ตัวนี้คงเป็นเบลเซบับ ปีศาจแห่งความตะกละ]

โม่ชิงเฟิงดึงแขนเสื้อของเขาเบา ๆ

“น้องชาย อาหาร...”

ยูรันไม่สนใจ เขาเดินผ่านโต๊ะจัดเลี้ยงตรงไปยังประตูทันที

[ข้าเหนื่อยกับบททดสอบของพวกสมองทึบเหล่านี้แล้ว]

[รีบไปห้องต่อไปดีกว่า]

เขายื่นมือผลักประตู

“……”

ประตูไม่ขยับแม้แต่น้อย

ยูรันออกแรงเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่มันยังคงปิดสนิทอยู่เช่นเดิม

ทันใดนั้น ตัวอักษรสีทองก็ปรากฏขึ้นบนพื้นผิวประตู

ผู้เข้าทดสอบทุกคนต้องรับประทานอาหารอย่างน้อยหนึ่งจาน
เมื่อรับประทานครบแล้ว ประตูจึงจะเปิด

ยูรันยืนนิ่งอยู่หน้าประตูครู่หนึ่ง

จากนั้นเส้นเลือดบนขมับก็ค่อย ๆ ปูดขึ้น

“ไอ้เวรเอ๊ย บังคับให้กินด้วยหรือ?”

ยูรันสูดหายใจเข้าลึก ก่อนพยายามสงบสติอารมณ์

“อืม กินก็กิน รีบจบแล้วไปต่อเสียที”

เขาเดินกลับไปยังโต๊ะจัดเลี้ยง กวาดดูอาหารทั้งหมดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลือกจานซึ่งมีอาหารน้อยที่สุด เป็นผลไม้วิญญาณขนาดเล็กเพียงลูกเดียว

ยูรันหยิบมันขึ้นมาโยนเข้าปาก เคี้ยวสองสามครั้งแล้วกลืนลงคอทันที

ทันทีที่ผลไม้วิญญาณตกลงสู่ท้อง พลังปราณกับพลังวิญญาณจำนวนมากก็แผ่กระจายไปทั่วร่าง รสชาติหวานล้ำยังคงติดอยู่บนปลายลิ้นจนทำให้เกิดความรู้สึกอยากกินเพิ่มขึ้นอย่างรุนแรง

วูบ!

อาหารจานใหม่ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา มันส่งกลิ่นหอมยิ่งกว่าจานแรกหลายเท่า

ยูรันไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาเดินตรงไปยังประตูและยื่นมือผลักทันที

“……”

ประตูยังคงไม่ขยับ

ตัวอักษรบนประตูเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย

ผู้ผ่านเงื่อนไขหนึ่งคน
คงเหลืออีกแปดคน

ยูรันหันกลับมาทางคนที่เหลือช้า ๆ

ทุกคนยังคงยืนมองเขาอยู่ที่เดิม

“พวกท่านยืนทำอะไรกัน?”

“มันเขียนว่าทุกคนต้องกิน ไม่ใช่ให้ข้ากินแทนทุกคน!”

เขาชี้ไปยังอาหารบนโต๊ะ

“รีบเลือกจานที่มีน้อยที่สุดแล้วเทเข้าปากเสีย ข้าจะได้เปิดประตูสักที”

ทุกคนทยอยเดินเข้าไปเลือกอาหารบนโต๊ะตามคำแนะนำของยูรัน

ผู้อาวุโสฉีเลือกผลไม้วิญญาณลูกเล็ก หลินชูอวี้กับมู่เสวี่ยหนิงเลือกขนมชิ้นเล็กที่สุด ส่วนองค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงกับองครักษ์ทั้งสองกินเพียงคนละคำแล้วถอยออกมาทันที

เมื่อคนสุดท้ายกลืนอาหารลงไป ตัวอักษรบนประตูก็สว่างขึ้น

ผู้เข้าทดสอบรับประทานอาหารครบทุกคน

แต่ประตูกลับยังคงปิดสนิท

ยูรันขมวดคิ้วเล็กน้อย

“ยังมีอะไรอีก?”

ทันใดนั้น เสียงกินอาหารอย่างเร่งรีบก็ดังขึ้นจากด้านหลัง

โม่ชิงเฟิงซึ่งควรกินเพียงจานเดียวกลับกำลังหยิบอาหารจานที่สองขึ้นมา นางกินจนหมดอย่างรวดเร็ว ก่อนเอื้อมมือไปหาจานที่สามราวกับไม่รู้ตัว

มู่เสวี่ยหนิงรีบจับแขนนางเอาไว้

“พี่หญิง พอแล้วเจ้าค่ะ!”

“ปล่อยพี่สาวก่อน ข้าขอกินอีกเพียงจานเดียว”

อีกด้านหนึ่ง โจวถงกำลังกินเนื้อสัตว์วิเศษด้วยความรวดเร็ว หลังจากหมดจานแรก อาหารจานใหม่ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขาทันที

ยิ่งกินมากเท่าไร กลิ่นหอมของอาหารก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเท่านั้น

แม้แต่กัวจื่อเหวินก็เริ่มเสียการควบคุม เขากินโอสถซึ่งถูกจัดวางเหมือนขนมไปหลายเม็ด ก่อนหยิบขวดใหม่ขึ้นมาอีก

“พลังปราณของข้ากำลังเพิ่มขึ้น!”

“อีกเพียงเล็กน้อย ข้าอาจทะลวงได้!”

เซี่ยจิ้งหงรีบตวาด

“กัวจื่อเหวิน หยุดเดี๋ยวนี้!”

อีกฝ่ายกลับไม่ได้ยินแม้แต่น้อย

ตัวอักษรบนประตูเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง

ผู้ไม่รู้จักพอย่อมไม่มีสิทธิ์ก้าวต่อไป

ยูรันหันไปมองโม่ชิงเฟิง โจวถง และกัวจื่อเหวินซึ่งยังคงกินไม่หยุด

เส้นเลือดบนขมับของเขาค่อย ๆ ปูดขึ้นอีกครั้ง

“ข้าบอกให้เลือกจานที่มีน้อยที่สุดแล้วกินเพียงจานเดียว”

“พวกเจ้าฟังภาษาคนไม่เข้าใจหรืออย่างไร?”

กรึก!

รูปปั้นบนบัลลังก์ขยับศีรษะช้า ๆ รอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของเบลเซบับค่อย ๆ ฉีกออกมากกว่าเดิม

เสียงหัวเราะต่ำดังสะท้อนไปทั่วห้อง

“กินเข้าไป...”

“พวกเจ้าสามารถกินได้มากกว่านี้อีก...”

ยูรันมองโม่ชิงเฟิงซึ่งกำลังเอื้อมมือไปหาอาหารจานที่สี่ ก่อนตะโกนออกมา

“แม่งเอ๊ย อาเจ๊!”

“หากยังไม่หยุด ข้าจะไม่ทำอาหารให้ท่านกินอีกแล้ว!”

มือของโม่ชิงเฟิงชะงักค้างอยู่กลางอากาศ

ดวงตาซึ่งกำลังเหม่อลอยพลันกลับมามีสติ นางก้มมองอาหารในมือ ก่อนใบหน้าจะค่อย ๆ บิดเบี้ยว

“เชี่ย...รสชาติแย่กว่าอาหารที่เจ้าทำตั้งเยอะ”

“แล้วพี่สาวกินเข้าไปได้อย่างไร?”

นางโยนอาหารทิ้ง ก่อนก้มลงอาเจียนทันที

“แหวะ! แหวะ! แหวะ!”

ยูรันไม่คิดเสียเวลาปลุกอีกสองคนด้วยคำพูด เขาเดินเข้าไปด้านหลังโจวถงกับกัวจื่อเหวิน ก่อนคว้าศีรษะของทั้งคู่เอาไว้

“ตื่นได้แล้ว ไอ้พวกตะกละ!”

ป้าบ! ป้าบ!

ใบหน้าของทั้งสองถูกกดลงไปในจานอาหารตรงหน้าพร้อมกัน

โจวถงดิ้นพล่าน

“อื้อ! อื้อ!”

กัวจื่อเหวินพยายามยกศีรษะขึ้น แต่ยูรันยังกดเอาไว้แน่น

“ถ้ายังไม่หยุด ข้าจะกดพวกเจ้าค้างไว้แบบนี้จนอาหารหมดโต๊ะ”

ทั้งสองชะงักทันที

ไม่นาน แววตาเหม่อลอยก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติ

ยูรันจึงปล่อยมือ

โจวถงเงยหน้าขึ้นพร้อมอาหารซึ่งติดอยู่เต็มใบหน้า

“ขะ ข้ากินไปกี่จานแล้ว?”

“แปด”

กัวจื่อเหวินมองขวดโอสถเปล่าในมือ ก่อนใบหน้าจะซีดลง

“ข้ากินโอสถพวกนั้นเข้าไปทั้งหมดเลยหรือ?”

“อืม หากท้องระเบิดก็บอกแล้วกัน ข้าจะได้หลบให้ทัน”

ทันทีที่ทั้งสองหยุดกิน อาหารทั้งหมดบนโต๊ะก็สลายกลายเป็นละอองแสง

รอยยิ้มบนใบหน้าของรูปปั้นเบลเซบับแข็งค้าง ก่อนดวงตาจะกลับกลายเป็นหินตามเดิม

ครืนนนนน!

ประตูห้องถัดไปเปิดออกในที่สุด