คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 264 บททดสอบกระจอก ๆ8,167 ตัวอักษร

ตอนที่ 264 บททดสอบกระจอก ๆ

การทดสอบที่เจ็ด ห้องที่สาม

ระหว่างเดินผ่านทางเชื่อม มู่เสวี่ยหนิงยังคงมีสีหน้าหวาดหวั่นจากเหตุการณ์ในห้องก่อน

“การทดสอบนี้น่ากลัวมากเลยเจ้าค่ะ หากเป็นคนที่มีกิเลสมาก คงไม่มีทางผ่านไปได้แน่นอน”

ยูรันตอบทันที

“ผิด พวกที่โง่ต่างหากซึ่งจะผ่านไม่ได้”

มู่เสวี่ยหนิงมองเขาอย่างไม่เข้าใจ

“แตกต่างกันอย่างไรหรือเจ้าคะ?”

“มนุษย์ทุกคนล้วนมีกิเลส มีความโลภ หิว โกรธ หรือริษยาเป็นเรื่องปกติ”

“คนฉลาดรู้ว่าตนกำลังถูกกิเลสครอบงำและหยุดตัวเองได้ ส่วนคนโง่จะหาเหตุผลมาสนับสนุนว่าการกระทำของตนถูกต้อง”

โม่ชิงเฟิงซึ่งเพิ่งฟื้นจากอาการคลื่นไส้แค่นเสียง

“หมายถึงคนที่กินไปสี่จานหรือ?”

“อาเจ๊ยอมรับเองนะ ข้ายังไม่ได้ระบุชื่อเลย”

“……”

เมื่อทุกคนเดินเข้ามาในห้องที่สาม สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือกระจกบานสูงนับร้อยซึ่งเรียงรายอยู่ตลอดสองฝั่งของห้อง

พื้นกับเพดานถูกขัดจนมันวาว ทุกย่างก้าวจึงเกิดภาพสะท้อนซ้อนทับกันนับไม่ถ้วนจนแทบแยกไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นของจริง

กลางห้องมีรูปปั้นปีศาจรูปร่างคล้ายอสรพิษทะเลขนาดใหญ่ขดตัวล้อมกระจกสีดำเอาไว้ ดวงตาของมันจับจ้องภาพสะท้อนภายในกระจกด้วยความริษยา

ด้านหลังรูปปั้นยังคงมีประตูบานเดิมตั้งอยู่

การทดสอบที่เจ็ด

ยูรันหันไปทางรูปปั้น

[ห้องแรกแมมมอนแห่งความโลภ ห้องที่สองเบลเซบับแห่งความตะกละ]

[เช่นนั้นตัวนี้ก็คงเป็นเลวีอาธาน ปีศาจแห่งความริษยา]

ทันใดนั้น กระจกทุกบานก็สว่างวาบขึ้นพร้อมกัน

ภาพสะท้อนของทุกคนค่อย ๆ เลือนหาย ก่อนถูกแทนที่ด้วยภาพของบุคคลอื่นซึ่งครอบครองสิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุด

มู่เสวี่ยหนิงเห็นตนเองยืนอยู่นอกห้องหลอมโอสถ ขณะที่ฉินเยว่ซินได้รับการยกย่องจากผู้คนนับหมื่นในฐานะนักหลอมโอสถอันดับหนึ่ง

ผู้อาวุโสฉีเห็นยูรันหลอมโอสถระดับสิบออกมานับร้อยเม็ดอย่างง่ายดาย ส่วนความพยายามตลอดชีวิตของตนกลับไม่มีผู้ใดเหลียวแล

องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงเห็นเซี่ยหลานอิงนั่งอยู่เหนือบัลลังก์ ได้รับความเคารพจากทุกคน ขณะที่ตนเองทำได้เพียงยืนอยู่ใต้บันได

โม่ชิงเฟิงเห็นยูรันอยู่ท่ามกลางสตรีหลายคน ทุกคนได้รับการเอาใจใส่จากเขา มีเพียงนางซึ่งถูกทิ้งเอาไว้นอกวง

ส่วนกระจกตรงหน้ายูรันกลับมืดสนิท ไม่ปรากฏภาพใดขึ้นมาแม้แต่น้อย

เขายืนรออยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือเคาะกระจกสองครั้ง

ก๊อก! ก๊อก!

“เสียหรือ?”

ยูรันเคาะกระจกอีกสองครั้ง แต่ภายในยังคงมืดสนิท ไม่มีภาพใดปรากฏขึ้นมา

เขาหันไปมองคนอื่นซึ่งกำลังยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกของตนเอง แต่ละคนจดจ่ออยู่กับภาพตรงหน้าจนไม่สนใจสิ่งรอบข้าง

บางคนเริ่มกำหมัดแน่น บางคนมีสีหน้าเจ็บปวด ขณะที่บางคนพยายามเอื้อมมือเข้าไปหาสิ่งซึ่งอยู่ภายในกระจก

[อืม แบบนี้นี่เอง]

[ห้องนี้ไม่ได้โจมตีผู้เข้าทดสอบ แต่จะฉายภาพสิ่งที่พวกเขาริษยาออกมา แล้วปล่อยให้ยืนจมอยู่กับมันจนตายไปเอง]

ยูรันหันไปทางรูปปั้นเลวีอาธานซึ่งยังคงนั่งนิ่ง ไม่มีวี่แววว่าจะขยับตัว

[ส่วนรูปปั้นก็คงไม่มีอะไร]

[ไปดีกว่าโว๊ย ห้องนี้เสียเวลาชะมัด]

เขาไม่คิดปลุกหรืออธิบายอะไรให้ใครฟัง เพียงรีบจ้ำอ้าวผ่านกระจกทั้งหมดไปยังประตูห้องถัดไป

ก่อนผ่านรูปปั้นเลวีอาธาน ยูรันตะโกนกลับไปโดยไม่หยุดเดิน

“ใครอยากยืนดูคนอื่นได้ดีกว่าตัวเองจนตายก็เชิญตามสบาย”

“ส่วนข้าไปก่อนแล้ว!”

เมื่อเขาเดินมาถึงประตู ตัวอักษรบนพื้นผิวก็สว่างขึ้น

ผู้ไม่ปรารถนาชีวิตของผู้อื่น ย่อมไม่สูญเสียชีวิตของตนเอง

ครืนนนนน!

ประตูค่อย ๆ เปิดออก ยูรันก้าวผ่านเข้าไปโดยไม่หันกลับมามองอีกแม้แต่ครั้งเดียว

การทดสอบที่เจ็ด ห้องที่สี่

ยูรันเดินเข้ามาภายในห้องเพียงลำพัง ก่อนหยุดยืนรออยู่ข้างประตูอย่างเกียจคร้าน

ไม่นาน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังตามมาจากด้านหลัง

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงวิ่งผ่านประตูเข้ามา ตามมาด้วยผู้อาวุโสฉีเหวินซาน หลินชูอวี้ และโจวถง

ยูรันแค่นเสียง

“หึ นึกว่าจะยืนดูกระจกจนตายไปเองเสียแล้ว”

โม่ชิงเฟิงหอบหายใจ ก่อนถลึงตาใส่เขา

“เจ้ายังมีหน้ามาพูดอีกหรือ? เห็นพวกเราติดอยู่ในนั้นแท้ ๆ แต่กลับเดินหนีมาเฉยเลย!”

“ข้าก็ตะโกนบอกแล้วไม่ใช่หรือว่าใครอยากดูก็ดูต่อไป?”

“นั่นเรียกว่าช่วยแล้วหรือ?”

“อืม อย่างน้อยก็ทำให้อาเจ๊ได้สติและตามมาได้”

มู่เสวี่ยหนิงมีสีหน้าละอายใจเล็กน้อย

“ภาพในกระจกเหมือนจริงมากเลยเจ้าค่ะ ข้ารู้ทั้งรู้ว่ามันเป็นของปลอม แต่กลับละสายตาไม่ได้”

ผู้อาวุโสฉีพยักหน้าเห็นด้วย

“หากไม่ได้ยินเสียงคุณชาย พวกเราอาจติดอยู่ในนั้นอีกนาน”

ยูรันมองผ่านคนทั้งหกไปยังประตูด้านหลัง

“แล้วกลุ่มราชวงศ์เล่า?”

ทุกคนหันกลับไปมองพร้อมกัน

ผ่านไปอีกครู่หนึ่ง เซี่ยจิ้งหงจึงเดินผ่านประตูเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชา ตามมาด้วยกัวจื่อเหวินและเว่ยคุนซึ่งมีเหงื่อท่วมร่าง

ยูรันพยักหน้าเล็กน้อย

“อืม ยังไม่ตายกันสักคน ใช้ได้”

เมื่อทุกคนมาถึงครบ ประตูด้านหลังก็ปิดลง

ครืนนนนน!

ห้องที่สี่แตกต่างจากสามห้องที่ผ่านมาโดยสิ้นเชิง ไม่มีสมบัติ อาหาร หรือกระจกแม้แต่ชิ้นเดียว

มีเพียงลานศิลาสีแดงกับรูปปั้นปีศาจซึ่งนั่งอยู่บนบัลลังก์ มือทั้งสองข้างกำอาวุธแตกหักเอาไว้แน่น ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว

ด้านหลังบัลลังก์คือประตูสู่ห้องถัดไป พร้อมข้อความเดิม

การทดสอบที่เจ็ด

ยูรันหันไปทางรูปปั้น

[อืม ห้องที่สี่...ความโกรธสินะ]

[เช่นนั้นไอ้ตัวบนบัลลังก์ก็คงเป็นซาตาน]

ทันใดนั้น ดวงตาของรูปปั้นพลันเปล่งแสงสีแดงขึ้นมา

เสียงกระซิบจำนวนมากเริ่มดังขึ้นจากทั่วทุกทิศทาง แต่ละเสียงล้วนกล่าวถ้อยคำซึ่งสามารถยั่วยุความโกรธของผู้ฟังได้มากที่สุด

ยูรันไม่สนใจเสียงกระซิบซึ่งดังอยู่รอบตัว เขาเดินผ่านรูปปั้นไปยังประตูห้องถัดไปโดยไม่ชะลอฝีเท้าแม้แต่น้อย

ไม่ว่าถ้อยคำเหล่านั้นจะดูหมิ่น เหยียดหยาม หรือพยายามยั่วยุเขาเพียงใด ยูรันก็ไม่มีท่าทีตอบสนอง

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงเองก็เดินตามมาอย่างสงบ เสียงลวงพยายามกล่าวถึงข้อบกพร่องและความล้มเหลวของพวกนาง แต่กลับไม่สามารถสร้างความโกรธขึ้นมาได้แม้แต่น้อย

ทั้งสองสบตากันครู่หนึ่ง

[ยูรันด่าเจ็บกว่านี้ตั้งเยอะ]

ผู้อาวุโสฉีเหวินซานได้ยินเสียงดูหมิ่นว่าตนเป็นนักหลอมโอสถไร้ความสามารถ ใช้เวลาทั้งชีวิตก็ไม่มีวันแตะต้องโอสถระดับสิบได้

ชายชราเพียงลูบเคราอย่างสงบ

[อยากด่าก็ด่าไปเถอะ]

[หากถูกด่าแล้วแลกกับโอกาสเรียนรู้การหลอมโอสถระดับสิบจากคุณชายยู ต่อให้ด่าอีกสามวันก็ยังคุ้มค่า]

หลินชูอวี้กับโจวถงเห็นผู้อาวุโสเดินต่อไปโดยไม่สะทกสะท้าน จึงกัดฟันเดินตามโดยไม่สนใจเสียงรอบด้านเช่นกัน

ทว่ากลุ่มราชวงศ์กลับไม่ได้ผ่านไปอย่างง่ายดายนัก

เสียงลวงกล่าวถึงตำแหน่ง อำนาจ ความพ่ายแพ้ และความอัปยศของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เซี่ยจิ้งหงกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในฝ่ามือ ส่วนกัวจื่อเหวินกับเว่ยคุนต่างมีใบหน้าแดงก่ำ

ถึงอย่างนั้น ทั้งสามก็ยังคงอดทนและเดินตามทุกคนไปจนถึงประตู

เมื่อผ่านเข้ามาในห้องถัดไป เซี่ยจิ้งหงกับผู้ติดตามทั้งสองก็เข่าทรุดลงแทบพร้อมกัน

พวกเขาหอบหายใจอย่างหนัก ราวกับเพิ่งผ่านการต่อสู้อันยาวนานมา

ยูรันหันกลับมาทางองค์ชายห้า

“อืม ดูเหมือนองค์ชายจะอดทนได้ดีกว่าที่ข้าคิดนะ”

เซี่ยจิ้งหงเงยหน้าขึ้นมองเขา แต่ไม่มีแรงเหลือพอจะตอบโต้

ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องก็ดังสะท้อนมาจากห้องด้านหลัง

“อ๊ากกกกกกก!”

“ช่วยด้วย!”

“ไม่นะ! เอามันออกไป!”

ทั้งเสียงบุรุษและสตรีดังระงมปะปนกัน ก่อนจะค่อย ๆ กลายเป็นเสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวด

ทุกคนภายในห้องเงียบลงทันที

มู่เสวี่ยหนิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“อึก...ข้าไม่อยากคิดเลยเจ้าค่ะว่าหากเผลอหยิบเหรียญวิญญาณขึ้นมา พวกเราจะพบเจออะไรบ้าง”

ยูรันหันกลับไปทางประตูซึ่งเพิ่งเดินผ่านมา

“น่าสมเพช แม้แต่ห้องแรกยังผ่านไม่ได้”

“เสียงร้องเป็นเช่นนั้น พวกมันคงตายกันหมดแล้ว”

จากนั้นเขาก็หันมาทางมู่เสวี่ยหนิง

“เสวี่ยหนิง เจ้าเพิ่งเสียศิษย์พี่ร่วมสำนักไป รู้สึกเสียใจหรือไม่?”

มู่เสวี่ยหนิงเม้มริมฝีปาก ก่อนตอบเสียงเบา

“เสียใจเจ้าค่ะ แม้ศิษย์พี่ฉินจะไม่ชอบข้าและพวกเรามักมีปัญหากัน แต่นางก็ยังเป็นศิษย์ร่วมสำนักของข้า”

ยูรันพยักหน้า "ดีมาก"

การทดสอบที่เจ็ด ห้องที่ห้า

ภายในห้องถูกจัดเป็นสถานที่พักผ่อนอย่างหรูหรา พื้นปูด้วยพรมเนื้อนุ่ม เตียงขนาดใหญ่ตั้งเรียงรายอยู่หลายสิบหลัง ทั้งสุรา ผลไม้วิญญาณ อ่างน้ำอุ่น และเครื่องหอมล้วนถูกเตรียมเอาไว้อย่างครบถ้วน

กลางห้องมีรูปปั้นปีศาจนอนเอกเขนกอยู่บนบัลลังก์ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความเกียจคร้าน มือข้างหนึ่งรองศีรษะ ขณะที่อีกข้างห้อยลงข้างลำตัว

ด้านหลังบัลลังก์ยังคงมีประตูบานเดิมตั้งอยู่

การทดสอบที่เจ็ด

ยูรันหันไปทางรูปปั้นเพียงครู่เดียว

[เบลเฟกอร์ ปีศาจแห่งความเกียจคร้านสินะ]

[คิดว่าเพียงเอาเตียงมาตั้งไว้แล้วข้าจะทิ้งตัวลงนอนหรือ?]

[ไอ้โง่ ข้ากำลังรีบอยู่]

เขาเดินตรงไปยังประตูโดยไม่สนใจสิ่งรอบด้าน

โม่ชิงเฟิงมองเตียงหลังใหญ่ที่สุดอย่างเสียดาย

“น้องชายไม่คิดพักสักครู่หรือ? พวกเราเดินผ่านการทดสอบมาตั้งหลายห้องแล้วนะ”

“ไม่พัก”

“แต่เตียงดูนุ่มมากเลยนะ”

“เตียงที่ยอดเขาของข้านุ่มกว่า”

มู่เสวี่ยหนิงเหลือบมองอ่างน้ำอุ่น ก่อนรีบส่ายหน้าและเดินตามยูรันไป

ส่วนกลุ่มราชวงศ์ซึ่งเพิ่งผ่านห้องแห่งความโกรธมาอย่างยากลำบากกลับชะลอฝีเท้าลงอย่างเห็นได้ชัด

กัวจื่อเหวินมองเตียงตรงหน้าด้วยดวงตาหนักอึ้ง

“องค์ชาย พวกเราพักเพียงครึ่งเค่อคงไม่เป็นอะไร...”

ยูรันหยุดอยู่หน้าประตู ก่อนกล่าวโดยไม่หันกลับมา

“อยากนอนก็นอนไป”

“แต่หากหลับแล้วไม่ตื่นขึ้นมาอีก ก็คงช่วยไม่ได้”

ทุกคนภายในห้องชะงักพร้อมกัน

เซี่ยจิ้งหงกัดฟัน ก่อนตวาดผู้ติดตามทั้งสอง

“เดินต่อ ห้ามแตะต้องเตียงเด็ดขาด!”

ผู้อาวุโสฉีเองก็รีบพาลูกศิษย์เดินตามยูรัน โดยไม่มีผู้ใดกล้าหยุดพักอีก

ยูรันวางมือบนประตู

“ชอบนอนกับโง่จนลืมเวลาเป็นคนละเรื่องกัน”

“บททดสอบกระจอก ๆ”