ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 265 อืม คราวหน้าหากเจอขยะดี ๆ อีก ข้าจะโยนไปทางพวกท่านแล้วกัน
การทดสอบที่เจ็ด ห้องที่หก
เมื่อทุกคนก้าวผ่านประตูเข้ามา บรรยากาศโดยรอบก็เปลี่ยนไปทันที
ภายในห้องถูกประดับด้วยม่านสีแดง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยอบอวลอยู่ในอากาศ เสียงดนตรีแผ่วเบาดังมาจากทุกทิศทาง
กลางห้องมีรูปปั้นปีศาจรูปงามนั่งอยู่บนบัลลังก์ รอยยิ้มบนใบหน้าของมันเต็มไปด้วยเสน่ห์เย้ายวน ขณะที่ด้านหลังยังคงมีประตูพร้อมข้อความเดิม
การทดสอบที่เจ็ด
ยูรันหันไปทางรูปปั้น
[อาโมเดอุส...ไม่สิ อัสโมเดียส ปีศาจแห่งราคะ]
[เหลือห้องนี้กับความเย่อหยิ่งสินะ]
ทันใดนั้น หมอกสีแดงก็แผ่กระจายไปทั่วห้อง
บุคคลซึ่งตรงกับความปรารถนาของแต่ละคนค่อย ๆ ปรากฏขึ้นตรงหน้า รูปลักษณ์ น้ำเสียง และท่าทางล้วนสมบูรณ์แบบจนแทบแยกไม่ออกจากคนจริง
ชายหนุ่มซึ่งมีรูปลักษณ์เหมือนยูรันทุกประการปรากฏขึ้นตรงหน้าโม่ชิงเฟิง
“ชิงเฟิง จากนี้ข้าจะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง และจะไม่สนใจสตรีอื่นอีก”
โม่ชิงเฟิงยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตบใบหน้าของภาพลวงอย่างแรง
เพี๊ยะ!
“ปลอมเกินไปแล้ว!”
อีกด้านหนึ่ง ยูรันตัวปลอมจับมือมู่เสวี่ยหนิงอย่างอ่อนโยน
“เสวี่ยหนิง ข้าจะยกให้เจ้าเป็นภรรยาหลวง ทุกคนต้องเชื่อฟังเจ้า”
มู่เสวี่ยหนิงรีบสะบัดมือออก
“ท่านพี่ไม่เคยแบ่งตำแหน่งภรรยาหลวงกับภรรยารอง!”
ภาพลวงทั้งสองแข็งค้างพร้อมกัน
ยูรันตัวจริงซึ่งกำลังเดินตรงไปยังประตูหันกลับมาอย่างงุนงง
“พวกเจ้ากำลังคุยกับใคร?”
โม่ชิงเฟิงชี้ไปทางภาพลวง
“มีตัวปลอมของเจ้ากำลังพยายามยั่วยวนพวกเรา!”
“อืม แล้วพวกเจ้าไม่หลงเชื่อหรือ?”
“มันพูดจาดีเกินไป ไม่เหมือนเจ้าแม้แต่น้อย”
ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปเดินต่อ
“ไม่หลงก็ดีแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ข้าเจ็บใจก็ได้”
ส่วนคนจากอีกสองกลุ่มต่างถูกบุรุษและสตรีรูปงามรายล้อมเอาไว้ บางคนมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นยูรันกับหญิงสาวทั้งสองเดินผ่านไปโดยง่าย พวกเขาก็กัดฟันผลักภาพลวงออกและรีบติดตามไป
ยูรันเดินผ่านรูปปั้นอัสโมเดียสโดยไม่แม้แต่จะหยุดมอง
ครืนนนนน!
ประตูสู่ห้องสุดท้ายของการทดสอบที่เจ็ดค่อย ๆ เปิดออก
การทดสอบที่เจ็ด ห้องที่เจ็ด
เมื่อทุกคนก้าวเข้ามาในห้องสุดท้าย ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็นท้องพระโรงสีขาวทองขนาดมหึมา
บันไดยาวทอดขึ้นไปยังบัลลังก์ซึ่งตั้งอยู่เหนือทุกสิ่ง ด้านหลังบัลลังก์มีรูปปั้นปีศาจรูปลักษณ์งดงามสวมมงกุฎ ปีกหกข้างกางออกอยู่ด้านหลัง ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความสูงส่งและดูแคลนสรรพชีวิต
ยูรันหันไปทางรูปปั้น
[ลูซิเฟอร์ ปีศาจแห่งความเย่อหยิ่ง]
[ในที่สุดก็มาถึงตัวสุดท้ายเสียที]
ไม่นาน ตัวอักษรก็ปรากฏขึ้นเหนือบัลลังก์
ในหมู่ผู้เข้าทดสอบ ผู้สูงส่งที่สุดมีได้เพียงหนึ่งเดียว
จงเลือกผู้คู่ควรเป็นราชาให้นั่งบนบัลลังก์
ส่วนผู้ที่เหลือจงคุกเข่าแสดงความเคารพ
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
ผู้อาวุโสฉีหันมามองยูรันเป็นคนแรก หลินชูอวี้กับโจวถงเองก็มีความคิดไม่แตกต่างกัน
โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก
“หากพิจารณาจากผู้ที่นำพวกเราผ่านทุกห้องมา คนซึ่งเหมาะสมที่สุดก็คงเป็นน้องชาย”
องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ไม่ได้กล่าวคัดค้าน
ยูรันกลับหาวออกมาอย่างเบื่อหน่าย
“ไม่เอา”
ทุกคนชะงัก
มู่เสวี่ยหนิงถามขึ้น
“เหตุใดหรือเจ้าคะ?”
ยูรันค่อย ๆ เดินขึ้นบันไดไปยังบัลลังก์ พร้อมกล่าวอย่างไม่รีบร้อน
“ข้าแข็งแกร่งได้ด้วยตนเองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ผู้ใดมาคุกเข่าเพื่อแสดงว่าข้าคู่ควร”
“พลังทุกอย่างที่ข้าแสดงออกมาล้วนมาจากตัวข้า หากข้าแข็งแกร่งมากพอ ผู้อื่นย่อมยอมรับด้วยตนเอง”
เมื่อเดินมาถึงหน้าบัลลังก์ ยูรันกลับไม่คิดนั่งลง เพียงเดินอ้อมผ่านมันไปอย่างเฉยเมย
“อีกอย่าง บัลลังก์มิได้ทำให้ผู้ใดกลายเป็นราชา”
“ราชาต้องถือกำเนิดจากการยอมรับของผู้อื่น หากไม่มีประชาชนคอยเรียกขาน แล้วราชาจะเป็นราชาได้อย่างไร?”
“ราชาที่แท้จริงควรได้รับศรัทธาและคำสรรเสริญจากใจ มิใช่บังคับให้ผู้อื่นคุกเข่าด้วยข้อความโง่ ๆ บนกำแพง”
ยูรันเดินผ่านรูปปั้นลูซิเฟอร์ไปโดยไม่หันกลับมา
“ต่อให้คนผู้นั้นไม่ได้นั่งอยู่บนบัลลังก์ หากทุกคนยอมรับเขาจากใจ เขาก็ยังคงเป็นราชา”
“แต่หากไม่มีผู้ใดยอมรับ ต่อให้นั่งอยู่บนนั้นจนก้นติดกับบัลลังก์ มันก็เป็นเพียงคนโง่บนเก้าอี้ตัวหนึ่งเท่านั้น”
ทั่วทั้งท้องพระโรงเงียบสนิท
เซี่ยจิ้งหงยืนมองแผ่นหลังของยูรันด้วยสีหน้าครุ่นคิด ในฐานะองค์ชาย คำพูดเหล่านั้นกระทบจิตใจเขามากกว่าผู้ใด
เมื่อยูรันเดินไปถึงประตูด้านหลังรูปปั้น ประตูศิลาก็เปิดออกเองโดยไม่มีคำตัดสินใดปรากฏขึ้น
เหนือกรอบประตูมีข้อความสลักเอาไว้เพียงว่า
ห้องพักสำหรับผู้ผ่านการทดสอบที่เจ็ด
ยูรันหยุดอยู่หน้าประตูเล็กน้อย
“ห้องพัก?”
เขาหันกลับไปมองทุกคน
“พวกมันคงไม่คิดจะให้ข้านอนจริง ๆ หรอกนะ?”
ห้องพัก
ภายในห้องมีขนาดไม่ใหญ่มากนัก ถูกจัดเอาไว้อย่างเรียบง่าย มีโต๊ะ เก้าอี้ และชุดน้ำชาวางอยู่หลายมุม ตามผนังมีชั้นตำราตั้งอยู่ประปราย บรรยากาศแตกต่างจากห้องทดสอบก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง
ยูรันเดินสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเลือกเก้าอี้ตัวหนึ่งแล้วนั่งลง
“อืม ดูเหมือนจะเป็นห้องพักจริง ๆ”
“นั่งพักสักหน่อยแล้วค่อยไปต่อ”
ทุกคนต่างเห็นด้วย หลังผ่านการทดสอบติดต่อกันหลายห้อง พวกเขาก็เริ่มเหนื่อยล้ากันแล้ว โดยเฉพาะกลุ่มราชวงศ์ซึ่งเพิ่งผ่านห้องแห่งความโกรธมาอย่างยากลำบาก
ยูรันหยิบตำราเล่มหนึ่งออกมาจากชั้น ก่อนใช้จิตวิญญาณอ่านตัวอักษรบนหน้าปก
“โอ้ ๆ ดูสิ”
“วิธีหลอมโอสถระดับแปด”
ผู้อาวุโสฉีเหวินซานกับลูกศิษย์ทั้งสองหันมามองพร้อมกัน ดวงตาของพวกเขาเบิกกว้างทันที
“ตำราหลอมโอสถระดับแปด?!”
ยูรันเปิดอ่านเนื้อหาด้านในอย่างรวดเร็ว ผ่านไปเพียงไม่กี่หน้าเขาก็ปิดตำราลง
“โคตรขยะ”
“ข้าหลอมโอสถระดับสิบได้แล้วจะอ่านของแบบนี้ไปทำไม?”
เขาโยนตำราทิ้งไปด้านข้างอย่างไม่ใยดี
“อย่าโยน!”
ผู้อาวุโสฉีพุ่งออกจากเก้าอี้ทันที หลินชูอวี้กับโจวถงเองก็พุ่งตามไปพร้อมกัน
ทั้งสามเกือบชนกันกลางอากาศ แต่สุดท้ายผู้อาวุโสฉีก็คว้าตำราเอาไว้ได้ก่อนที่มันจะตกถึงพื้น
ชายชรากอดตำราแนบอกด้วยมือสั่นเทา
“คุณชาย นี่คือตำราหลอมโอสถระดับแปดนะ!”
“อืม ข้ารู้แล้ว ถึงได้บอกว่ามันเป็นขยะ”
หลินชูอวี้มองตำราในมือผู้อาวุโสฉีด้วยดวงตาเป็นประกาย
“หากนำตำราเล่มนี้กลับไป ตำหนักของเราต้องสามารถสร้างนักหลอมโอสถระดับสูงเพิ่มขึ้นได้อย่างแน่นอนเจ้าค่ะ!”
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้
“อยากได้ก็เอาไปเถอะ”
“แต่อย่าเอามาถามข้านะ ข้าไม่อ่านของกระจอกแบบนั้น”
ผู้อาวุโสฉีรีบเก็บตำราเข้าไปในแหวนมิติอย่างระมัดระวัง ราวกับกลัวว่ายูรันจะเปลี่ยนใจแล้วนำมันไปเผาทิ้ง
โม่ชิงเฟิงมองเหตุการณ์ทั้งหมด ก่อนถอนหายใจ
“ของที่คนอื่นแย่งชิงกันจนตาย พอมาถึงมือเจ้ากลับถูกโยนทิ้งเหมือนเศษกระดาษ”
ยูรันยักไหล่ ก่อนหยิบตำราอีกเล่มออกมาจากชั้นอย่างไม่ใส่ใจ
“อาเจ๊เลิกตกใจสักทีเถอะ ข้าบอกว่าเป็นขยะก็คือขยะ”
เขาเปิดตำราในมือ พลางกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงน้อยอกน้อยใจอย่างเสแสร้ง
“สามีของอาเจ๊เก่งถึงเพียงนี้ จะไปพึ่งพาตำราพวกนั้นทำไม?”
“ไม่ยอมเชื่อข้าอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้ แสดงว่าอาเจ๊ไม่ได้รักข้าสินะ”
“หึ”
โม่ชิงเฟิงชะงัก ก่อนรีบหุบพัดลง
“ใครบอกว่าพี่สาวไม่รักเจ้า!”
นางขยับเข้าไปกอดแขนเขาทันที
“พี่สาวเพียงตกใจที่เจ้าโยนตำราระดับแปดทิ้งเท่านั้นเอง ของแบบนั้นหาไม่ได้ง่าย ๆ นะ”
“อืม ยังแก้ตัวอยู่ แสดงว่าไม่รักจริง ๆ”
“รักสิ! พี่สาวรักน้องชายที่สุดแล้ว!”
มู่เสวี่ยหนิงซึ่งนั่งอยู่อีกด้านรีบขยับเข้ามาจับแขนอีกข้าง
“ข้าเองก็เชื่อท่านพี่นะเจ้าคะ”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“อืม เสวี่ยหนิงเป็นเด็กดี”
โม่ชิงเฟิงมองเขาอย่างไม่พอใจ
“แล้วพี่สาวเล่า?”
“เป็นบัณฑิตเก๊ขี้สงสัย”
“น้องชาย!”
ผู้อาวุโสฉีหันหน้าไปทางอื่นอย่างเงียบ ๆ
[ตำราขยะของคุณชาย...]
[เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าหากอยู่กับเขานานกว่านี้ มาตรฐานของทั้งชีวิตข้าจะพังทลายลงกันนะ?]
ยูรันเปิดตำราเล่มใหม่อ่านอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“โอ้ ๆ ดูสิ นี่เป็นวิชาตัวเบา”
เซี่ยจิ้งหงกับผู้ติดตามทั้งสองหันมาสนใจทันที
“เมื่อฝึกถึงขั้นสูงสุด สามารถก้าวครั้งเดียวได้ไกลถึงยี่สิบลี้ แถมยังทิ้งร่างเงาเอาไว้หลอกล่อศัตรูได้ด้วย”
เว่ยคุนเบิกตากว้าง
“ก้าวเดียวถึงยี่สิบลี้ ทั้งยังสร้างร่างเงาได้ด้วยหรือ?!”
“อืม ขยะเหมือนกัน”
ยูรันโยนตำราทิ้งอย่างไม่ใยดี
“เดี๋ยว!”
เว่ยคุนพุ่งออกไปรับตำราเอาไว้กลางอากาศ ก่อนรีบตรวจดูว่ามีส่วนใดเสียหายหรือไม่
เซี่ยจิ้งหงรับตำรามาพลิกอ่านเพียงไม่กี่หน้า สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง
“นอกจากใช้เดินทาง วิชานี้ยังสามารถทิ้งร่างเงาเพื่อสับเปลี่ยนตำแหน่งระหว่างต่อสู้ หากฝึกสำเร็จย่อมช่วยรักษาชีวิตได้หลายครั้ง”
โม่ชิงเฟิงมองยูรันอย่างไม่เข้าใจ
“วิชาดีถึงเพียงนี้ เหตุใดเจ้าจึงยังเรียกว่าขยะ?”
“ช้าเกินไป แถมร่างเงาก็กระจอก”
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้
“ข้าแบกพวกเจ้าสองคนเดินทางสามร้อยลี้ได้ภายในไม่กี่อึดใจ จะให้เสียเวลาฝึกวิชาก้าวละยี่สิบลี้ทำไม?”
โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงนึกถึงสภาพของตนเองหลังเดินทาง สีหน้าพลันซีดลงพร้อมกัน
ยูรันโบกมือไปทางองค์ชายห้า
“อยากได้ก็เอาไปเถอะ ถือว่าช่วยข้าเก็บขยะออกจากห้อง”
เซี่ยจิ้งหงมองตำราในมือ ก่อนประสานมืออย่างจริงจัง
“ขอบคุณคุณชายยู”
“อืม คราวหน้าหากเจอขยะดี ๆ อีก ข้าจะโยนไปทางพวกท่านแล้วกัน”