ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 266 อืม ช่วยให้พวกมันไม่ต้องหิวอีกตลอดไปอย่างไรเล่า
สายตาของยูรันเหลือบไปทางมุมล่างสุดของชั้นตำรา ก่อนพบหนังสือเล่มหนึ่งซึ่งเก่าเสียจนเต็มไปด้วยฝุ่น ตัวเล่มบางเฉียบและดูเหมือนพร้อมจะสลายได้ทุกเมื่อ
เขาหยิบมันขึ้นมาปัดฝุ่นออก ก่อนอ่านตัวอักษรบนหน้าปก
“โอ้ วิธีการประสานอิน”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย
[หืม เหตุใดสถานที่แห่งนี้จึงมีตำราประสานอิน?]
[ใครเอามาทิ้งไว้เล่นบทเป็นนินจาเหมือนข้าหรืออย่างไร?]
เขาพลิกอ่านเนื้อหาด้านในอย่างรวดเร็ว
[อืม ขยะ ข้ารู้วิธีอยู่แล้ว จะอ่านไปทำไมกัน]
[แต่หากนำกลับไปให้คนบนยอดเขาศึกษาก็ไม่เลว ข้าจะได้ไม่ต้องนั่งเขียนอธิบายด้วยตนเอง]
[เอาอย่างไรดีนะ...]
โม่ชิงเฟิงเห็นเขาถือตำราไว้นานกว่าสองเล่มก่อนจึงถามขึ้น
“อะไรคือวิธีการประสานอิน?”
ยูรันยกมือขึ้นทำท่าประกอบอย่างส่ง ๆ
“ก็สิ่งที่ข้าใช้ก่อนปล่อยคาถาอย่างไรเล่า”
“คาถาน้ำ คาถาดิน หรืออะไรทำนองนั้น”
โม่ชิงเฟิงนึกถึงท่าทางของเขาก่อนเรียกลาวาออกมาทำลายสำนักกระบี่ทลายฟ้า
“หมายถึงท่ามือแปลก ๆ ซึ่งเจ้าชอบทำก่อนใช้วิชาหรือ?”
“อืม นั่นแหละ”
มู่เสวี่ยหนิงขยับเข้ามามองตำราอย่างสนใจ
“แล้วการประสานอินมีประโยชน์อย่างไรหรือเจ้าคะ?”
“ใช้กำหนดและควบคุมการไหลเวียนของพลัง เพื่อทำให้คาถาก่อตัวตามที่ต้องการ”
ยูรันปิดตำราลง
“แต่รู้วิธีประสานอินไม่ได้หมายความว่าจะใช้คาถาของข้าได้ คาถาต้องสร้างและทำความเข้าใจเอาเอง”
โม่ชิงเฟิงเลิกคิ้ว
“เช่นนั้นตำราเล่มนี้ไม่ใช่ขยะแล้วหรือ?”
“เป็นขยะ”
“แล้วเหตุใดจึงไม่โยนทิ้ง?”
“เพราะข้าขี้เกียจเขียนเอง เอากลับไปโยนให้คนบนยอดเขาอ่านก็พอ ใครอยากเรียนก็ให้ศึกษาเอาเอง ข้าจะได้นอน”
ยูรันเหลือบมาทางโม่ชิงเฟิง
“ทำไม อาเจ๊อยากให้ข้าสอนหรือ? ข้าขี้เกียจสอนนะ”
โม่ชิงเฟิงมุมปากกระตุก
“พี่สาวยังไม่ได้บอกสักคำว่าอยากเรียน”
“อืม เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้ไม่ต้องสอน โลกนี้มีวิชาให้ฝึกตั้งมากมาย จะมาเสียเวลาเรียนรู้การประสานอินไปทำไม?”
“เวลาเผชิญหน้ากับผู้มีตบะสูงกว่า เพียงพริบตาเดียวร่างก็อาจแตกสลายแล้ว หากประสานอินช้าเกินไป ต่อให้คาถารุนแรงเพียงใดก็ไม่มีโอกาสได้ใช้”
มู่เสวี่ยหนิงถามอย่างสนใจ
“การประสานอินใช้เวลานานถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
“แล้วแต่วิชา บางวิชาง่ายก็ใช้เพียงไม่กี่อิน แต่บางวิชายุ่งยากมาก ต้องประสานถึงสี่สิบสี่อินกว่าจะปล่อยออกมาได้”
ทุกคนรอบโต๊ะชะงักพร้อมกัน
“สี่สิบสี่อิน?!”
ยูรันพยักหน้า
“อย่างคาถาที่ข้าเคยใช้... คาถาน้ำ กระสุนมังกรวารี เดิมทีต้องประสานถึงสี่สิบสี่อิน”
โม่ชิงเฟิงนึกถึงมังกรวารีขนาดมหึมาซึ่งยูรันเคยเรียกออกมา
“แต่พี่สาวไม่เคยเห็นเจ้าประสานอินมากถึงขนาดนั้นเลยนะ”
“อ๋อ นั่นข้าทำเพื่อความเท่”
ทุกคนภายในห้องหันมามองเขาพร้อมกัน
ยูรันกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ
“ปกติข้าไม่จำเป็นต้องใช้อินหรอก เวลาอยู่ในการประลองหรืออยากเล่นอะไรสนุก ๆ ข้าถึงจะประสานอินให้คนอื่นดู”
“ส่วนใหญ่ข้าจะเรียกมันว่ามุทราหรือสัญลักษณ์มือ โดยหลักการแล้วมันคือสิ่งเดียวกัน เพียงเรียกแตกต่างกันเท่านั้น”
เขายกมือขึ้นประสานมุทราหลายครั้งอย่างช้า ๆ
“แบบนี้คือการใช้สัญลักษณ์มือกำหนดลำดับการไหลเวียนของพลัง ก่อนก่อรูปออกมาเป็นคาถา”
มวลน้ำขนาดเล็กปรากฏขึ้นเหนือฝ่ามือ ก่อนก่อตัวเป็นมังกรวารีตัวจิ๋วซึ่งว่ายวนอยู่กลางอากาศ
จากนั้นยูรันสะบัดมือให้มังกรวารีสลายไป แล้วเรียกตัวใหม่ออกมาโดยไม่ขยับนิ้วแม้แต่น้อย
“ส่วนปกติข้าใช้แบบนี้”
โม่ชิงเฟิงมองมังกรวารี ก่อนหันกลับมามองเขาช้า ๆ
“หมายความว่าท่าทางจริงจังซึ่งเจ้าทำทุกครั้งไม่มีความจำเป็นเลยหรือ?”
“อืม”
“แล้วเจ้าจะทำไปทำไม?”
“ก็ข้าดูเท่ไม่ใช่หรือ?”
ยูรันยกตำราในมือขึ้น
“สำหรับคนทั่วไป หากชำนาญมากพอก็อาจลดจากสี่สิบสี่อินให้เหลือเพียงหนึ่งอินได้”
“ส่วนข้าไม่จำเป็นต้องใช้แม้แต่อินเดียว เพียงแต่ปล่อยคาถาออกมาตรง ๆ มันดูธรรมดาเกินไป”
มู่เสวี่ยหนิงเม้มริมฝีปาก พยายามไม่หัวเราะ
“ดังนั้นท่านพี่จึงประสานอินเพียงเพื่อแสดงให้คนอื่นดูหรือเจ้าคะ?”
“ถูกต้อง”
ยูรันพยักหน้าอย่างภูมิใจ
“ความแข็งแกร่งเป็นเรื่องสำคัญ แต่ท่าทางตอนใช้วิชาก็ต้องดูดีด้วยเหมือนกัน”
ทุกคนภายในห้องหมดคำจะพูด
ยูรันหันไปทางโม่ชิงเฟิง
“ทำไม อาเจ๊คิดว่าการประสานอินมีไว้ทำให้ดูเท่เพียงอย่างเดียวหรือ?”
“เมื่อครู่เจ้าพูดเองไม่ใช่หรือ?”
“ข้าใช้เพื่อความเท่ก็จริง แต่มันสามารถใช้สร้างวิชาขึ้นมาเองได้ด้วยนะ”
ยูรันยกตำราในมือขึ้นมา
“โดยปกติผู้บำเพ็ญสายคาถามักต้องท่องบทคาถายาวเป็นหางว่าวก่อนปล่อยวิชาไม่ใช่หรือ?”
“หลังจากชำนาญแล้ว ส่วนใหญ่ก็จะสร้างยันต์เก็บวิชาเอาไว้ เพื่อจะได้ไม่ต้องเสียเวลาท่องคาถาระหว่างต่อสู้”
โม่ชิงเฟิงพยักหน้า
“ถูกต้อง ผู้บำเพ็ญสายคาถาส่วนใหญ่ใช้วิธีนั้น”
“แต่มันก็เสียเวลาสร้างยันต์อยู่ดี แล้วหากยันต์หมดระหว่างต่อสู้จะทำอย่างไร?”
ยูรันเคาะตำราเบา ๆ
“การประสานอินไม่เหมือนกัน มันไม่ต้องพึ่งยันต์ และยังสามารถใช้สร้างหรือเสริมสิ่งที่ผู้ใช้ต้องการได้”
“ไม่ว่าจะเป็นสายกระบี่ ดาบ การลอบสังหาร การหลอมโอสถ หรือคาถาธาตุต่าง ๆ หากรู้จักประยุกต์การประสานอิน ทุกอย่างก็จะง่ายขึ้นมาก”
ผู้อาวุโสฉีมองตำราในมือเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย
“หมายความว่าการประสานอินสามารถใช้ได้กับผู้บำเพ็ญทุกสาย?”
“อืม ประมาณนั้น”
ยูรันเก็บตำราเข้าไปในช่องเก็บของ
“แต่ว่าข้าไม่ค่อยแนะนำให้เรียนเท่าไร”
โม่ชิงเฟิงถามทันที
“ทำไม?”
ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยสีหน้าจริงจัง
“อืม...เดี๋ยวจะมีคนเท่มากกว่าข้า”
ทุกคนภายในห้องหมดคำจะพูดเป็นครั้งที่สอง
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“เอาเถอะ ใครอยากเรียนก็เรียน ข้ามีตำราแล้ว”
“กลับไปเดี๋ยวให้พวกสมุนช่วยกันคัดสำเนาเพิ่มก็ได้ ไม่ใช่เรื่องใหญ่”
หลังจากนั้นเขาก็หยิบตำราเล่มอื่นออกมาตรวจสอบอีกหลายเล่ม
เล่มแรกเป็นวิชากระบี่ซึ่งสามารถแยกกระบี่หนึ่งเล่มออกเป็นเงากระบี่นับพัน
“ขยะ จะสร้างเงาออกมาตั้งมากมายทำไม ฟันให้โดนในครั้งเดียวก็จบแล้ว”
เล่มต่อมาเป็นตำราค่ายกลซึ่งสามารถกักขังผู้มีตบะสูงเอาไว้ได้ แต่ต้องใช้เวลาจัดเตรียมถึงสามวัน
“ขยะอีกแล้ว กว่าจะตั้งเสร็จ ศัตรูคงเดินทางไปไกลเป็นพันลี้แล้ว”
เล่มที่สามเป็นวิชาหลอมกาย ผู้ฝึกต้องแช่อยู่ในถังสมุนไพรติดต่อกันสี่สิบเก้าวัน
“ยิ่งขยะเข้าไปใหญ่ แช่นานขนาดนั้นตัวไม่เปื่อยก่อนหรือ?”
ไม่ว่าเขาจะหยิบตำราเล่มใดขึ้นมา ยูรันก็สามารถหาเหตุผลเรียกมันว่าขยะได้ทั้งหมด
ส่วนคนอื่นคอยเดินตามเก็บตำราซึ่งเขาโยนทิ้งอย่างขะมักเขม้น กระทั่งแต่ละคนมีตำรากองอยู่เต็มอ้อมแขน
เมื่อชั้นหนังสือถูกตรวจสอบจนเกือบหมด ยูรันจึงลุกขึ้นบิดตัวคลายความเมื่อยล้า
“เอาละ พักพอแล้ว ไปต่อกันเถอะ”
เขาเดินไปยังประตูบานใหญ่ซึ่งอยู่สุดห้อง
เหนือประตูมีข้อความสลักเอาไว้อย่างชัดเจน
การทดสอบที่แปด
ยูรันหยุดอยู่ด้านหน้า ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
[ในที่สุดก็มาถึงห้องสุดท้าย]
[มาดูกันเถอะว่ามรดกจักรพรรดิโอสถจอมปลอมนี่ซ่อนอะไรเอาไว้กันแน่]
การทดสอบที่แปด ห้องที่หนึ่ง
ทันทีที่ทุกคนก้าวผ่านประตูเข้ามา ภาพตรงหน้าก็เปลี่ยนเป็นโถงหินอ่อนสีขาว
สองฝั่งของทางเดินมีรูปปั้นมนุษย์ในสภาพยากลำบากตั้งเรียงรายอยู่ บ้างสวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง บ้างกำลังอุ้มเด็กเอาไว้ในอ้อมแขน บ้างนอนหมดเรี่ยวแรงอยู่กับพื้น
กลางห้องมีบัลลังก์ตั้งอยู่เช่นเดิม
บนบัลลังก์เป็นรูปปั้นคนมีปีกขนาดใหญ่กางออกอยู่ด้านหลัง ดาบถูกเก็บไว้ข้างกาย ขณะที่มือข้างหนึ่งโปรยเหรียญลงไปเบื้องล่าง ส่วนอีกข้างยื่นอาหารให้แก่ผู้คนซึ่งคุกเข่าอยู่รอบบัลลังก์
ด้านหลังบัลลังก์มีประตูบานใหญ่ พร้อมข้อความสลักเอาไว้ว่า
การทดสอบที่แปด
ยูรันหันไปทางรูปปั้น ก่อนใช้มือลูบคาง
[การทดสอบที่เจ็ดแบ่งออกตามบาปทั้งเจ็ด]
[เช่นนั้นการทดสอบที่แปดคงแบ่งตามคุณธรรมทั้งเจ็ดสินะ]
[ห้องแรกอยู่ตรงข้ามกับความโลภ...ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือความใจกว้าง มิคาเอล...]
[แต่จากคำถามก่อนหน้า คุณธรรมเหล่านี้หากมีมากเกินไปย่อมกลายเป็นผลเสีย]
ครืนนนนน!
ประตูด้านหลังปิดลง ขณะที่รูปปั้นมนุษย์สองฝั่งทางเดินเริ่มขยับตัวพร้อมกัน
พวกมันยื่นมือออกมาหาผู้เข้าทดสอบ ก่อนส่งเสียงร้องขอด้วยความน่าสงสาร
“ช่วยข้าด้วย...”
“ข้าหิวเหลือเกิน...”
“ได้โปรดมอบเหรียญวิญญาณให้ข้าสักเล็กน้อย...”
เสียงร้องขอดังขึ้นเรื่อย ๆ จากทั่วทั้งห้อง แต่ละเสียงฟังดูจริงใจและน่าสงสารจนยากจะปฏิเสธ
ยูรันยืนนิ่งฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า
“ได้ ข้าจะช่วยเอง”
โม่ชิงเฟิงหันมามองเขาอย่างประหลาดใจ
“วันนี้น้องชายใจดีผิดปกตินะ”
“เจ็ดห้องก่อนหน้านี้ข้าอดทนมามากพอแล้ว”
ยูรันยกมือขึ้น ก่อนขยับนิ้วประสานอินอย่างต่อเนื่อง
“ขอปลดปล่อยสักหน่อยเถอะ”
ทุกคนภายในห้องพลันรู้สึกถึงพลังปราณอันร้อนระอุซึ่งกำลังรวมตัวอยู่ภายในร่างของเขา
ยูรันหันมาทางโม่ชิงเฟิง
“อาเจ๊ตั้งใจดูเสีย นี่แหละวิธีประสานอิน”
มู่เสวี่ยหนิงมีสีหน้าไม่ดีขึ้นมาทันที
“ท่านพี่คิดจะช่วยพวกเขาด้วยวิธีใดหรือเจ้าคะ?”
ยูรันประสานอินสุดท้ายเสร็จพอดี
เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนพ่นเปลวเพลิงออกไปเบื้องหน้า
“คาถาไฟ เพลิงยักษ์ทำลายล้าง!”
ฟูมมมมมมมมมม!
ทะเลเพลิงขนาดมหึมาระเบิดออกจากปากของเขา เปลวไฟแผ่ขยายปกคลุมทางเดินทั้งสายภายในพริบตา
รูปปั้นมนุษย์ซึ่งกำลังยื่นมือร้องขอถูกเพลิงกลืนกินพร้อมกัน เสียงวิงวอนเปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องระงมไปทั่วห้อง
“อ๊ากกกกก!”
“ช่วยด้วย!”
“ร้อน! ร้อนเหลือเกิน!”
ทุกคนรีบถอยหนีไปด้านหลังยูรัน ผู้อาวุโสฉีถึงกับกางพลังป้องกันเอาไว้โดยสัญชาตญาณ
โม่ชิงเฟิงมองทะเลเพลิงตรงหน้าด้วยสีหน้าแข็งค้าง
“นี่คือสิ่งที่เจ้าเรียกว่าช่วยหรือ?”
ยูรันยังคงพ่นเปลวเพลิงต่อไป
“อืม ช่วยให้พวกมันไม่ต้องหิวอีกตลอดไปอย่างไรเล่า!”