ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 268 สำหรับข้ามันเป็นขยะ
การทดสอบที่แปด ห้องที่หก
เมื่อทุกคนเดินผ่านประตูเข้ามา พวกเขาก็พบกับห้องโถงสีขาวบริสุทธิ์
สองฝั่งของห้องมีรูปปั้นบุรุษและสตรีตั้งอยู่เป็นคู่ แต่ระหว่างรูปปั้นแต่ละคู่กลับมีกำแพงใสกั้นเอาไว้ ทำให้พวกเขามองเห็นกันแต่ไม่สามารถสัมผัสกันได้
บนบัลลังก์เป็นรูปปั้นคน มือข้างหนึ่งถือดอกไม้สีขาว ส่วนอีกข้างกำโซ่ซึ่งใช้แยกรูปปั้นทั้งสองฝั่งออกจากกัน
ด้านหลังบัลลังก์ยังคงมีประตูบานเดิมตั้งอยู่
การทดสอบที่แปด
ยูรันหันไปทางรูปปั้น
[ห้องที่หก ความบริสุทธิ์และการสำรวมซึ่งอยู่ตรงข้ามกับราคะ เซลาฟีเอลสินะ]
ไม่นาน ตัวอักษรสีขาวก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
ผู้ปรารถนาความบริสุทธิ์ จงละทิ้งราคะ ความรัก และความสัมพันธ์ทางกายทั้งหมด
จงให้คำสัตย์ว่าจะไม่แตะต้องบุรุษหรือสตรีอีกตลอดชีวิต
ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ
โม่ชิงเฟิงอ่านจบก็ขมวดคิ้ว
“หากทำตามข้อความนี้ พวกเราต้องตัดขาดจากความสัมพันธ์ระหว่างชายหญิงทั้งหมดเลยหรือ?”
“อืม”
ยูรันตอบโดยไม่ลังเล
“ข้าไม่ทำ”
มู่เสวี่ยหนิงหน้าแดงเล็กน้อย
“ท่านพี่ไม่คิดพิจารณาก่อนหรือเจ้าคะ?”
“จะพิจารณาทำไม?”
ยูรันชี้ไปทางรูปปั้นคู่รักซึ่งถูกกำแพงกั้นออกจากกัน
“ความบริสุทธิ์หมายถึงการรู้จักควบคุมตนเอง ไม่ปล่อยให้ราคะครอบงำจนไปสร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น”
“มันไม่ได้หมายความว่าต้องตัดความรัก ทอดทิ้งคู่ครอง หรือห้ามแตะต้องกันไปตลอดชีวิต”
เขาหันไปทางโม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิง
“ข้าเพิ่งได้ภรรยาเพิ่มมาสองคน จะให้ข้าสาบานว่าจะไม่แตะต้องพวกนางอีกหรือ?”
“ไม่มีทาง”
ใบหน้าของหญิงสาวทั้งสองแดงขึ้นพร้อมกัน ส่วนคนจากอีกสองกลุ่มรีบหันไปมองทางอื่น
โม่ชิงเฟิงกระแอมเบา ๆ
“อืม พี่สาวเห็นด้วยกับเหตุผลของเจ้า”
มู่เสวี่ยหนิงก้มหน้าลง แต่ยังคงพยักหน้าตาม
ยูรันเดินตรงไปยังประตู
“ความรักไม่ใช่บาป ราคะเองก็ไม่ใช่บาป ตราบใดที่ไม่ปล่อยให้มันทำร้ายผู้ใด”
“หากต้องทำลายความสัมพันธ์ทั้งหมดเพื่อรักษาความบริสุทธิ์ เช่นนั้นก็ไม่ใช่คุณธรรมแล้ว”
ทันใดนั้น กำแพงใสซึ่งกั้นรูปปั้นแต่ละคู่ก็แตกร้าว ก่อนสลายกลายเป็นละอองแสง
ข้อความบนประตูเปลี่ยนไป
ผู้ควบคุมความปรารถนาได้ ย่อมไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวความรัก
ครืนนนนน!
ประตูห้องสุดท้ายเปิดออก
ยูรันกวักมือเรียกทุกคน
“ไปเถอะ เหลืออีกห้องเดียว”
ยูรันกวักมือเรียกทุกคน
“ไปเถอะ เหลืออีกห้องเดียว”
การทดสอบที่แปด ห้องที่เจ็ด
ห้องสุดท้ายเป็นโถงสีเทาอันว่างเปล่า ไม่มีสมบัติ อาหาร หรือสิ่งล่อตาล่อใจใดอยู่ภายใน
กลางห้องมีบัลลังก์ตั้งอยู่บนแท่นสูง แต่กลับไม่มีผู้ใดนั่งอยู่บนนั้น
ที่เชิงบัลลังก์มีรูปปั้นอัครเทวดารากูเอลคุกเข่าอยู่ มงกุฎถูกวางลงบนพื้นข้างกาย ศีรษะของเขาก้มต่ำราวกับไม่คิดว่าตนเองคู่ควรแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา
ด้านหลังบัลลังก์มีประตูบานสุดท้ายตั้งอยู่
การทดสอบที่แปด
ยูรันหันไปทางรูปปั้น
[ความถ่อมตนซึ่งอยู่ตรงข้ามกับความเย่อหยิ่ง]
[เอาละ มาดูกันว่าห้องนี้จะให้พวกเราทำเรื่องโง่อะไรอีก]
ไม่นาน ตัวอักษรก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ
จงคุกเข่าต่อหน้าบัลลังก์
จงยอมรับว่าตนต่ำต้อย ไร้ความสามารถ และไม่คู่ควรกับสิ่งใด
ผู้ถ่อมตนอย่างแท้จริงจึงจะได้รับอนุญาตให้ผ่านไป
ผู้อาวุโสฉีอ่านจบก็ขมวดคิ้ว
“ต้องยอมรับว่าตนเองไร้ความสามารถหรือ?”
โจวถงมองประตูด้านหลังบัลลังก์
“หากเพียงคุกเข่าแล้วกล่าวตามข้อความ พวกเราก็จะผ่านห้องสุดท้ายได้ใช่หรือไม่?”
ขณะที่เขากำลังจะก้าวออกไป ยูรันก็ยกมือขวางไว้
“อย่าทำ”
ทุกคนหันมามองเขา
ยูรันเดินไปหยุดหน้าบัลลังก์ แต่ไม่มีความคิดจะคุกเข่าแม้แต่น้อย
“ข้าไม่ต่ำต้อย ไม่ได้ไร้ความสามารถ และไม่ได้ไร้คุณค่าขนาดนั้น”
โม่ชิงเฟิงมุมปากกระตุก
“พี่สาวรู้ว่าเจ้ามั่นใจ แต่ไม่ต้องพูดออกมาตรงขนาดนั้นก็ได้”
“เหตุใดจะพูดไม่ได้?”
ยูรันยกมือนับนิ้ว
“ข้าหล่อ ร่ำรวย ทำอาหารอร่อย หลอมโอสถระดับสิบได้ สร้างอาวุธเป็น ใช้คาถาได้หลายธาตุ แถมยังคิดวิชาขึ้นมาเองได้อีก”
“จะให้ข้าโกหกว่าไร้ความสามารถเพื่อเอาใจรูปปั้นก้อนหนึ่งหรือ?”
“ไม่มีทาง”
เซี่ยจิ้งหงถามขึ้น
“แต่หากไม่ยอมลดตัวลง แล้วจะเรียกว่าถ่อมตนได้อย่างไร?”
ยูรันหันไปทางองค์ชายห้า
“ความถ่อมตนคือการรู้ว่าตนเองยังมีสิ่งที่ไม่รู้ ยอมรับข้อผิดพลาด และไม่ดูถูกคุณค่าของผู้อื่น”
“มันไม่ได้หมายความว่าต้องเหยียบย่ำคุณค่าของตัวเอง”
เขาชี้ไปยังข้อความกลางอากาศ
“การปฏิเสธความสามารถกับความสำเร็จของตนไม่ใช่ความถ่อมตน แต่เป็นการโกหก”
“หากข้าทำได้ก็คือทำได้ หากข้าทำไม่ได้ก็ยอมรับว่าทำไม่ได้ แค่นั้นก็พอแล้ว”
โม่ชิงเฟิงมองเขาอย่างประหลาดใจ
“น้องชายพูดจามีเหตุผลเช่นนี้เป็นด้วยหรือ?”
“อาเจ๊ ข้ากำลังพูดเรื่องจริงจังอยู่ อย่ากวนได้หรือไม่?”
ทันใดนั้น รูปปั้นรากูเอลก็ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น มงกุฎซึ่งวางอยู่บนพื้นสลายกลายเป็นละอองแสง
ตัวอักษรเหนือบัลลังก์เปลี่ยนไป
ผู้รู้คุณค่าของตนโดยไม่เหยียบย่ำคุณค่าของผู้อื่น ย่อมเป็นผู้ถ่อมตนอย่างแท้จริง
ครืนนนนน!
ประตูบานสุดท้ายเปิดออกอย่างช้า ๆ
เบื้องหลังประตูเป็นบันไดทอดลงไปยังโถงขนาดใหญ่ ภายในมีโต๊ะ เก้าอี้ และสถานที่สำหรับพักผ่อนเตรียมเอาไว้อย่างครบถ้วน
เหนือทางเข้ามีข้อความสลักอยู่เพียงสองคำ
ห้องพัก
หลายคนถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก หลังผ่านการทดสอบติดต่อกันถึงสิบสี่ห้อง ในที่สุดพวกเขาก็มีโอกาสพักอย่างจริงจังเสียที
แต่ยูรันกลับยกมุมปากขึ้น
[หึ ง่ายจัด ๆ]
[ห้องที่เก้าสินะ]
[ข้าก็ว่าอยู่แล้ว ไม่มีทางที่สถานที่น่าสงสัยเช่นนี้จะมีการทดสอบเพียงแปดห้องตามที่ประกาศไว้หรอก]
ทุกคนเดินผ่านประตูเข้ามาภายใน และพบว่าสถานที่แห่งนี้ดูเหมือนห้องพักจริง ๆ
ภายในมีโต๊ะกับเก้าอี้วางอยู่เพียงไม่กี่ชุด ตามผนังมีชั้นตำราตั้งอยู่อย่างประปราย ไม่มีรูปปั้น บัลลังก์ หรือกลไกทดสอบใดซ่อนอยู่
ยูรันเดินสำรวจรอบห้อง ก่อนพยักหน้า
“อืม ดูเหมือนจะเป็นห้องพักจริง”
จากนั้นทุกคนก็สังเกตเห็นประตูอีกบานซึ่งตั้งอยู่สุดห้อง
เหนือประตูมีข้อความสลักเอาไว้อย่างชัดเจน
ห้องที่เก้า
มู่เสวี่ยหนิงอ่านอยู่หลายรอบ ก่อนหันกลับมาด้วยสีหน้าสับสน
“เอ่อ...การทดสอบบอกว่ามีเพียงแปดห้องไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
ทั่วทั้งห้องพลันเกิดเสียงโวยวายขึ้นทันที
โจวถงชี้ไปทางประตู
“แล้วห้องที่เก้าโผล่มาจากที่ใด?!”
กัวจื่อเหวินมีสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“พวกเราผ่านห้องย่อยมาแล้วตั้งสิบสี่ห้อง ตอนนี้ยังมีการทดสอบซ่อนอยู่อีกหรือ?”
หลินชูอวี้หันไปทางผู้อาวุโสฉี
“หรือข้อความตั้งแต่หน้าทางเข้าจะหลอกพวกเรามาตลอดเจ้าคะ?”
เซี่ยจิ้งหงมองประตูห้องที่เก้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แม้แต่ผู้ดูแลภายนอกอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหลังการทดสอบที่แปดยังมีห้องอื่นอยู่”
โม่ชิงเฟิงหันมาทางยูรัน
“น้องชายเจ้ารู้อยู่แล้วใช่ไหม?”
ยูรันกลับไม่สนใจเสียงโวยวาย เขาเดินไปยังชั้นตำราและหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่าน
“โอ้ วิธีหลอมโอสถระดับเก้า”
ผู้อาวุโสฉีหันขวับ
ยูรันพลิกอ่านอยู่สองหน้า
“ขยะ ขั้นตอนเยอะเกินไป”
เขาโยนตำราออกไปด้านข้าง ผู้อาวุโสฉีรีบพุ่งไปรับตามความเคยชิน
ยูรันหยิบอีกเล่มขึ้นมา
“วิชากระบี่ ใช้หนึ่งกระบี่แยกออกเป็นหมื่นกระบี่”
เขาส่ายหน้า
“ขยะเหมือนกัน สร้างออกมาตั้งหมื่นเล่มแต่ฟันไม่โดนก็ไม่มีประโยชน์”
เซี่ยจิ้งหงรีบรับตำราซึ่งถูกโยนมาเอาไว้
เล่มต่อไปเป็นวิชาบ่มเพาะจิตวิญญาณซึ่งต้องใช้เวลาฝึกไม่น้อยกว่าหนึ่งร้อยปี
“ขยะยิ่งกว่าเดิม อายุข้ามีค่า จะให้เสียเวลาร้อยปีกับของแบบนี้หรือ?”
ไม่นาน ตำราบนชั้นก็ถูกยูรันโยนออกมาจนเกือบหมด ส่วนคนที่เหลือคอยเดินตามเก็บ ‘ขยะ’ ของเขาอย่างขะมักเขม้น
ยูรันปัดฝุ่นออกจากมือ ก่อนเดินกลับไปนั่งลงบนเก้าอี้
“เอาเถอะ พักสักหน่อย”
เขาเอนหลัง พลางหันไปทางกองตำราซึ่งทุกคนกำลังแบ่งกันตรวจสอบ
“ดูเหมือนของที่มีค่าจริง ๆ ภายในสถานที่แห่งนี้จะเป็นตำราตามห้องพัก”
“ส่วนสมบัติที่เอามากองล่อคนระหว่างทางล้วนเป็นของเก๊หรือกับดักทั้งนั้น”
โม่ชิงเฟิงหยิบตำราวิชากระบี่ขึ้นมา
“เมื่อครู่เจ้ายังเรียกตำราพวกนี้ว่าขยะอยู่เลย”
“สำหรับข้ามันเป็นขยะ แต่สำหรับพวกเจ้าก็ยังพอใช้ได้”
“……”
ผู้อาวุโสฉีกอดตำราหลอมโอสถระดับเก้าเอาไว้แน่น
“หากตำราเหล่านี้เป็นรางวัลที่แท้จริง การวางเอาไว้ในห้องพักโดยไม่มีคำอธิบายก็แปลกเกินไป”
เซี่ยจิ้งหงพยักหน้า
“เหมือนผู้สร้างจงใจทิ้งเอาไว้ให้เฉพาะผู้ที่ไม่หลงเชื่อสมบัติระหว่างทาง”
ยูรันใช้มือเท้าคาง
“หรือไม่ก็ของเหล่านี้ไม่มีค่าในสายตาของผู้สร้างเหมือนกับที่มันไม่มีค่าในสายตาข้า”
“ไม่ว่าอย่างไร มรดกจักรพรรดิโอสถที่พวกมันโฆษณาเอาไว้ยังไม่โผล่ออกมาแม้แต่เงา”
เขาหันไปทางประตูห้องที่เก้า
“พักหนึ่งเค่อแล้วค่อยเข้าไป”
“ข้าอยากเห็นเหมือนกันว่าคราวนี้พวกมันจะเอาอะไรออกมาหลอกอีก”