ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 269 อ่า...พวกเราตายแน่
มู่เสวี่ยหนิงขยับเข้ามานั่งใกล้ยูรัน
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้ามีคำถาม”
“เกี่ยวกับบาปและคุณธรรมทั้งเจ็ดหรือ?”
“ใช่เจ้าค่ะ”
นางพยักหน้า ก่อนถามด้วยความสงสัย
“เหตุใดท่านพี่จึงผ่านแต่ละห้องได้อย่างง่ายดายนัก โดยเฉพาะห้องบาปสองห้องแรก การทดสอบเหล่านั้นกำลังทดสอบอะไรจากพวกเรากันแน่เจ้าคะ?”
คนอื่นภายในห้องต่างหยุดสิ่งที่กำลังทำ ก่อนหันมาฟังคำตอบเช่นกัน
ยูรันใช้มือเท้าคาง
“บาปทั้งเจ็ดประกอบด้วยความเย่อหยิ่ง ความโลภ ราคะ ความริษยา ความตะกละ ความโกรธ และความเกียจคร้าน”
“ส่วนคุณธรรมทั้งเจ็ดคือความถ่อมตน ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความสำรวม ความเมตตากรุณา ความพอประมาณ ความอดทน และความขยันหมั่นเพียร”
“ทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งตรงข้ามกัน แต่การทดสอบไม่ได้ต้องการให้พวกเจ้าไม่มีบาปหรือยึดถือคุณธรรมจนสุดโต่ง”
ผู้อาวุโสฉีถามขึ้น
“เช่นนั้นมันต้องการสิ่งใด?”
“การควบคุมและรู้จักความพอดี”
ยูรันชี้กลับไปทางห้องซึ่งทุกคนผ่านมา
“อย่างห้องแห่งความโลภ หากพวกเจ้าเกิดความโลภแล้วหยิบเหรียญวิญญาณหรือสมบัติออกมา ข้าเดาว่ารูปปั้นแมมมอนจะตื่นขึ้นและโจมตีทันที”
“เพราะฉะนั้นวิธีผ่านจึงง่ายมาก แค่ไม่หยิบอะไรเลยก็พอ”
“ส่วนสิ่งที่อยู่ตรงข้ามกับความโลภคือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่หรือการให้ทาน”
มู่เสวี่ยหนิงนึกถึงรูปปั้นขอทานในห้องแรกของการทดสอบที่แปด
“หากพวกเรามอบเหรียญให้พวกเขาจะเกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“คนใหม่ก็จะออกมาขอเพิ่มเรื่อย ๆ ไม่มีวันสิ้นสุด”
ยูรันตอบอย่างมั่นใจ
“เมื่อพวกเจ้าไม่มีอะไรเหลือให้มอบหรือปฏิเสธที่จะให้ต่อ รูปปั้นอัครเทวดาบนบัลลังก์ก็คงขยับและเข้าโจมตีพวกเจ้า”
โม่ชิงเฟิงขมวดคิ้ว
“แล้ววิธีผ่านที่แท้จริงคืออะไร?”
“มีสองวิธี”
ยูรันยกนิ้วขึ้นสองนิ้ว
“หนึ่ง ทำให้คนเหล่านั้นหาเงินและเลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่ต้องพึ่งพาการบริจาคตลอดไป”
“สอง ทำให้พวกมันหายไปทั้งหมด จะได้ไม่มีผู้ใดออกมาขออีก”
ทุกคนเงียบลง ก่อนหันกลับไปนึกถึงทะเลเพลิงซึ่งเผารูปปั้นขอทานจนไม่เหลือซาก
มู่เสวี่ยหนิงถามด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย
“แล้วเหตุใดท่านพี่จึงไม่เลือกวิธีแรกเจ้าคะ?”
“เสียเวลา”
ยูรันตอบทันที
“ข้าจึงเลือกช่วยให้ปัญหาจบลงรวดเร็วขึ้น”
“ด้วยการเผาพวกเขาทั้งหมดหรือ?”
“เรียกว่าปลดปล่อยด้วยความตาย”
“……”
โม่ชิงเฟิงยกมือกุมหน้าผาก
“นั่นเรียกว่าสังหาร ไม่ใช่ปลดปล่อย”
“ต่างกันเพียงวิธีเรียก ผลลัพธ์เหมือนกัน”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ห้องอื่นก็ใช้หลักเดียวกัน”
“ความตะกละไม่ได้หมายความว่าห้ามกิน แต่ต้องรู้จักหยุดเมื่อเพียงพอ ความพอประมาณก็ไม่ได้หมายความว่าต้องปฏิเสธทุกอย่าง แต่ต้องรับเท่าที่ตนเองจำเป็น”
“ความเมตตาไม่ได้แปลว่าต้องปล่อยคนชั่ว ความอดทนไม่ได้แปลว่าต้องนั่งรอไปตลอด ส่วนความขยันก็ไม่ได้หมายความว่าต้องทำงานไร้สาระจนตาย”
เขาหันไปทางประตูห้องที่เก้า
“พูดง่าย ๆ คือ บาปต้องควบคุม ส่วนคุณธรรมต้องใช้ให้ถูกสถานการณ์”
“หากทำอะไรโดยไม่ใช้สมอง ต่อให้สิ่งนั้นเริ่มต้นจากเจตนาดี สุดท้ายก็สร้างหายนะได้เหมือนกัน”
ยูรันหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ
“ส่วนที่ถามว่าเหตุใดข้าจึงผ่านแต่ละห้องได้รวดเร็วนัก...”
เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“เพราะข้าคือผู้ที่ไปถึงจุดสูงสุดของทั้งบาปและคุณธรรมทั้งเจ็ดอย่างไรเล่า”
ทุกคนภายในห้องมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
ยูรันยกนิ้วขึ้นนับทีละข้อ
“ข้าเกียจคร้านถึงที่สุด แต่เพราะต้องการใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย ข้าจึงต้องขยันจัดการทุกอย่างให้เสร็จ จะได้ไม่เหลืองานมารบกวนในภายหลัง”
“ข้ามีความโกรธซึ่งบางครั้งไร้เหตุผล เพราะรู้ดีว่าหากปล่อยมันออกมา ทุกอย่างอาจพังพินาศ ข้าจึงต้องฝึกความอดทนเอาไว้”
“ข้าโลภอย่างไม่รู้จักพอ จึงหาเงินจนร่ำรวย แต่เพราะมีมากเกินกว่าจะใช้หมด ข้าจึงใจกว้างและมอบให้ผู้อื่นได้โดยไม่ต้องคิดมาก”
“ข้าตะกละเป็นอย่างยิ่ง ถึงได้ตั้งใจทำอาหารอร่อย ๆ กินเองทุกวัน แต่ข้าก็รู้จักหยุด เพราะเมื่อเป็นคนทำเอง อยากกินเมื่อไรก็ทำใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องยัดทุกอย่างลงท้องในมื้อเดียว”
โม่ชิงเฟิงฟังแล้วมุมปากกระตุก
“ฟังดูเหมือนเจ้ากำลังชมตัวเองมากกว่าอธิบายบททดสอบนะ”
ยูรันไม่สนใจและกล่าวต่อ
“ข้าอิจฉาความสามารถของผู้อื่นมาก จึงต้องฝึกทุกอย่างให้เป็น เมื่อเรียนรู้สำเร็จแล้ว ข้าก็ไม่ได้หวงวิชาและยังแบ่งปันให้คนอื่นศึกษา”
“ข้าโอหังและไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องเหยียบผู้อื่นให้ต่ำลง ข้าถึงได้สอนวิชาให้คนอื่น เพื่อให้พวกเขามีโอกาสยืนอยู่ในระดับเดียวกัน”
จากนั้นยูรันก็หันไปทางโม่ชิงเฟิง
“ส่วนข้อสุดท้าย ข้าคือราคะอันไม่มีที่สิ้นสุด”
“แต่เพราะข้าควบคุมตนเองได้ ข้าถึงอดทนต่อการล่อลวงของอาเจ๊มาตั้งนานอย่างไรเล่า”
ใบหน้าของโม่ชิงเฟิงแดงขึ้นทันที
“ใครล่อลวงเจ้ากัน!”
“ต้องให้ข้าทบทวนเหตุการณ์ในเตาหลอมต่อหน้าทุกคนหรือไม่?”
“ไม่ต้อง!”
มู่เสวี่ยหนิงยกมือปิดหน้า ส่วนคนจากอีกสองกลุ่มรีบหันไปมองทางอื่นพร้อมกัน
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ
“เพราะข้ารู้จักบาปเหล่านั้นดีกว่าผู้ใด ข้าจึงรู้ว่าต้องควบคุมมันอย่างไร”
“และเพราะรู้ว่าคุณธรรมสามารถกลายเป็นโทษได้ ข้าจึงไม่ยึดถือมันอย่างงมงาย”
“เหตุผลก็มีเพียงเท่านี้แหละ”
มู่เสวี่ยหนิงมองยูรันด้วยสีหน้าประหลาดใจ
“ฟังดูน่าเหลือเชื่อมากเลยเจ้าค่ะ”
หลินชูอวี้พยักหน้าเห็นด้วย
“คนผู้หนึ่งจะมีทั้งบาปและคุณธรรมที่ตรงข้ามกันอยู่ในระดับสูงสุดพร้อมกันได้จริงหรือ?”
โจวถงลูบคางอย่างครุ่นคิด
“ข้ารู้สึกเหมือนคุณชายกำลังนำข้อเสียของตนเองมาอธิบายให้ฟังดูดีมากกว่า”
ผู้อาวุโสฉีกระแอมเบา ๆ
“แม้ฟังดูมีเหตุผลอยู่บ้าง แต่คำกล่าวว่าสามารถควบคุมบาปทั้งเจ็ดได้อย่างสมบูรณ์ก็ยังน่าเหลือเชื่อเกินไปจริง ๆ”
เซี่ยจิ้งหงมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง
“อย่างน้อยข้ายังไม่เคยพบผู้ที่ยอมรับอย่างภาคภูมิใจว่าตนเองมีบาปครบทั้งเจ็ดประการ”
โม่ชิงเฟิงคลี่พัดขึ้นปิดบังใบหน้าครึ่งล่าง
“ส่วนเรื่องข้อสุดท้าย พี่สาวเชื่ออยู่บ้าง”
ยูรันหันมาทางนางทันที
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ภรรยาของเจ้ามีกี่คนแล้วเล่า?”
“อืม เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกัน”
ทุกคนมองเขาด้วยสายตาไม่เชื่อถืออย่างเห็นได้ชัด
ยูรันโบกมือ
“ไม่เชื่อก็ตามใจ แต่ข้าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ”
เขาพูดต่อด้วยสีหน้าจริงจังราวกับกำลังประกาศเรื่องน่าภาคภูมิใจ
“ข้าชอบราคะจะตายไป”
มู่เสวี่ยหนิงหน้าแดงขึ้นทันที ส่วนโม่ชิงเฟิงถึงกับสำลักน้ำชา
“เจ้าจำเป็นต้องพูดออกมาตรงขนาดนั้นเลยหรือ?”
“ชอบก็คือชอบ จะให้ข้าโกหกทำไม?”
ยูรันยักไหล่
“แต่การชอบไม่ได้หมายความว่าต้องปล่อยให้มันควบคุมตนเองเสียหน่อย”
เขาหันไปทางโม่ชิงเฟิง
“ไม่เช่นนั้นอาเจ๊คงถูกข้าจัดการตั้งแต่พวกเราพบกันครั้งแรกแล้ว”
“ยาปลุกกำหนัดข้ามีตั้งมากมาย ต่อให้ไม่มีติดตัว ข้าก็เข้าไปหลอมขึ้นมาในแหวนมิติเดี๋ยวนั้นได้”
โม่ชิงเฟิงลดพัดลงช้า ๆ ก่อนขยับออกห่างจากเขา
มู่เสวี่ยหนิงเองก็ขยับตามไปด้วย
ผู้อาวุโสฉีกับลูกศิษย์ทั้งสองมองยูรันด้วยสายตาเปลี่ยนไป ส่วนกลุ่มราชวงศ์พร้อมใจกันเงียบราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น
โม่ชิงเฟิงชี้พัดมาทางเขา
“นั่นไม่ได้พิสูจน์ว่าเจ้าควบคุมราคะได้”
“มันพิสูจน์ว่าเจ้าอันตรายมากต่างหาก!”
ยูรันส่ายหน้า
“อาเจ๊นี่เข้าใจอะไรยากจริง ๆ”
“ข้ามีทั้งความสามารถ โอกาส และของพร้อมใช้ แต่ไม่เคยทำอะไรท่าน นั่นยังไม่เรียกว่าควบคุมตนเองอีกหรือ?”
มู่เสวี่ยหนิงยกมือปิดหน้า
“ท่านพี่เจ้าคะ ข้าว่าท่านอย่าใช้เรื่องนี้เป็นหลักฐานเลยดีกว่า”
“ทำไม? หลักฐานชัดเจนจะตายไป”
“เพราะยิ่งอธิบาย ท่านพี่ยิ่งดูน่ากลัวขึ้นเรื่อย ๆ เจ้าค่ะ”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย
“อ๋อ อย่างนั้นหรือ?”
เขาใช้มือลูบคางอย่างครุ่นคิด
“อืม...แต่ข้าไม่คิดว่าภรรยาคนอื่น ๆ จะมองข้าแบบนี้นะ”
“หากพวกเจ้าสองคนเอาแต่ถอยหนี ระวังจะเสียเปรียบพวกนางเอาได้”
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ!”
โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงชะงักพร้อมกัน ก่อนหันมาสบตากัน
จากนั้นทั้งสองก็ขยับกลับมาหายูรันอย่างรวดเร็ว
โม่ชิงเฟิงคว้าแขนข้างหนึ่งเอาไว้
“ใครบอกว่าพี่สาวกลัวเจ้า?”
มู่เสวี่ยหนิงกอดแขนอีกข้าง
“ข้าเองก็ไม่ได้กลัวท่านพี่นะเจ้าคะ”
ยูรันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เอาละ พักพอแล้ว”
“ไปดูห้องที่เก้ากันเถอะ”
ยูรันเดินมาหยุดอยู่หน้าประตู ก่อนวางมือลงบนพื้นผิวศิลา
[สถานที่แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อข้าอย่างแน่นอน]
[ทั้งบาปทั้งเจ็ด คุณธรรมทั้งเจ็ด รวมถึงคำถามปัญญาอ่อนเหล่านั้น ทุกอย่างล้วนเหมาะกับข้ามากเกินไป]
[คนที่สร้างสถานที่แห่งนี้ต้องรู้จักข้าอย่างแน่นอน]
ครืนนนนน!
ประตูห้องที่เก้าค่อย ๆ เปิดออก
ทุกคนเดินผ่านเข้าไปพร้อมกัน
ห้องที่เก้า
เบื้องหลังประตูไม่มีบัลลังก์ ไม่มีรูปปั้น ไม่มีตำรา และไม่มีสมบัติแม้แต่ชิ้นเดียว
ภายในเป็นเพียงห้องสีขาวอันว่างเปล่า
ผนัง พื้น และเพดานล้วนเรียบสนิท ไม่มีข้อความ ร่องรอย หรือสิ่งใดซ่อนอยู่
มู่เสวี่ยหนิงกวาดมองรอบห้องหลายครั้ง
“ไม่มีอะไรเลยหรือเจ้าคะ?”
โม่ชิงเฟิงใช้พัดเคาะกำแพงเบา ๆ
“อาจมีประตูลับซ่อนอยู่หรือไม่?”
ผู้อาวุโสฉีขมวดคิ้ว
“หรือห้องนี้ต้องรอให้การทดสอบเริ่มขึ้นก่อน?”
องค์ชายห้าเซี่ยจิ้งหงเดินตรวจสอบทั่วทั้งห้อง แต่ไม่พบสิ่งผิดปกติแม้แต่น้อย
ทุกคนเริ่มพูดคุยและเสนอความคิดของตนเองออกมา ทว่ากลับไม่มีผู้ใดเข้าใจว่าการทดสอบห้องนี้คืออะไร
มีเพียงยูรันที่ยังคงยืนอยู่ตรงทางเข้า
เขาไม่ขยับแม้แต่น้อย
โม่ชิงเฟิงสังเกตเห็นความผิดปกติ จึงหันกลับมามองเขา
“น้องชาย?”
ยูรันไม่ตอบ
สายตาของทุกคนภายในห้องค่อย ๆ หันมารวมอยู่ที่เขาพร้อมกัน
ยูรันยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“อ่า...พวกเราตายแน่”