ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 270 ข้าบอกว่าจะตามไป! รีบกระโดด!
[หากเป็นเพียงระดับเศษเดน ข้ายังพอมีทางรับมือ]
[แต่สิ่งที่อยู่ภายในห้องนี้เป็นระดับใดกันแน่?]
[ทหารเลว? มหาดเล็ก? อัศวิน? หรือชนชั้นขุนนาง?]
[หากเป็นระดับบารอนขึ้นไป...]
[พวกเราทุกคนตายอย่างแน่นอน]
นิ้วมือของยูรันกระตุกเล็กน้อย สีหน้าซึ่งมักไม่ทุกข์ร้อนเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
[ด้านล่างสัมผัสได้ว่าเป็นประตูมิติ]
[มันต้องออกมาจากทางนั้นอย่างแน่นอน]
[แต่ข้าจะใช้อะไรจัดการ? ทำลายมิติแห่งนี้ทิ้งหรือ?]
[ด้วยตบะเพียงเท่านี้ ข้าจะทำได้อย่างไรกัน]
มู่เสวี่ยหนิงรีบเดินกลับมาหาเขา
“ท่านพี่ อย่าเงียบสิเจ้าค่ะ”
“ท่านเงียบเช่นนี้แล้วข้ารู้สึกไม่ดีเลย”
โม่ชิงเฟิงเองก็เข้ามาจับแขนอีกข้างของเขา
“นั่นสิน้องชาย พบสิ่งใดก็รีบบอกพวกเรามาเร็วเข้า”
ยูรันกำมือแน่นขึ้นเล็กน้อย
[ข้าเองก็อยากบอก]
[แต่มันยังไม่ถึงเวลาที่พวกนางควรรู้เรื่องเหล่านี้]
[ไม่คิดเลยว่าจะต้องเผชิญหน้ากับพวกมันรวดเร็วถึงเพียงนี้]
เมื่อเห็นยูรันยังคงไม่ตอบ ทุกคนจึงรีบถอยออกจากกลางห้องและเข้ามารวมตัวอยู่ใกล้เขา ไม่มีผู้ใดกล้าแยกออกไปตรวจสอบตามลำพังอีก
บรรยากาศภายในห้องว่างเปล่าพลันหนักอึ้งขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่ยังไม่มีสิ่งใดปรากฏออกมาแม้แต่น้อย
ยูรันสูดหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ทุกคนตั้งแถว เตรียมสมาธิ และเปิดการป้องกันทั้งหมดที่มีเสีย”
ไม่มีผู้ใดกล้าชักช้า ทุกคนรีบเคลื่อนตัวเข้ามารวมกลุ่มตามคำสั่งทันที
ยูรันชี้ลงไปยังพื้นห้อง
“ด้านล่างมีประตูอยู่บานหนึ่ง พวกเราจะออกจากสถานที่แห่งนี้ผ่านทางนั้น”
ผู้อาวุโสฉีขมวดคิ้ว
“แล้วสิ่งที่คุณชายกล่าวว่าจะปรากฏออกมาเล่า?”
“ข้าจะรับมือมันเพียงคนเดียว”
โม่ชิงเฟิงกำลังจะกล่าวคัดค้าน แต่ยูรันพูดต่อโดยไม่เปิดโอกาสให้นางแทรก
“ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกท่านสามารถต่อสู้กับมันได้”
“ต่อให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมเต๋ามาอยู่ที่นี่ ก็ไม่มีทางเอาชนะมันได้”
ทุกคนภายในห้องสูดหายใจเข้าพร้อมกัน
เซี่ยจิ้งหงถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“มันแข็งแกร่งถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“ความแข็งแกร่งเป็นเพียงส่วนหนึ่ง”
ยูรันกำมือช้า ๆ
“สิ่งนั้นมีคุณสมบัติพิเศษอยู่สองประการ ซึ่งทำให้ผู้บำเพ็ญในโลกนี้แทบไม่มีโอกาสต่อกรกับมัน”
มู่เสวี่ยหนิงถามขึ้นอย่างกังวล
“คุณสมบัติอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ข้าจะไม่อธิบายเพิ่ม”
ยูรันตอบทันที
“พวกท่านรู้เพียงเท่านี้ก็พอ”
เขาก้าวออกไปยืนด้านหน้าทุกคน ก่อนหันหลังให้ห้องว่างเปล่า
“เมื่อประตูด้านล่างเปิดออกให้รีบเข้าไปทันที”
“อย่าหยุด อย่าหันกลับมา และไม่ว่าจะเห็นอะไร ห้ามเข้ามาช่วยข้าเด็ดขาด”
ยูรันหันกลับไปทางห้องว่างเปล่า
“ภาวนาให้ระดับของมันต่ำที่สุดก็แล้วกัน”
น้ำเสียงของเขาราบเรียบ แต่ไม่มีผู้ใดมองข้ามความหมายซึ่งซ่อนอยู่ภายใน
หากแม้แต่ยูรันยังต้องพึ่งพาคำว่าภาวนา สิ่งซึ่งกำลังจะปรากฏออกมาย่อมน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าที่พวกเขาจะจินตนาการได้
โม่ชิงเฟิงเม้มริมฝีปากแน่น
“น้องชาย...”
“ไม่ต้องพูด”
ยูรันยกมือห้าม
“ตั้งสมาธิไว้ เตรียมวิ่งทันทีที่ประตูเปิด”
ทุกคนเร่งพลังป้องกันขึ้นถึงขีดสุด ก่อนจับจ้องแผ่นหลังของยูรันโดยไม่มีผู้ใดกล้าหายใจแรง
ยูรันยกเท้าขึ้นช้า ๆ
[ระดับเศษเดน...]
[ขอเพียงเป็นระดับเศษเดนก็พอ]
[ข้ายังไม่ได้ดวงตากลับคืนมา ไม่ว่ามันจะเป็นระดับใด ข้าก็ยังไม่พร้อมรับมือทั้งนั้น]
จากนั้นเขาก็ก้าวผ่านธรณีประตูเข้าไปในห้องที่เก้า
วูบ!
พื้นสีขาวเบื้องล่างพลันสั่นไหว ก่อนรอยแตกร้าวสีดำจะแผ่ขยายออกไปทุกทิศทาง
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
รอยแยกมิติปรากฏขึ้นใต้พื้นห้อง ความมืดอันไร้ขอบเขตแทรกซึมออกมาจากด้านล่าง พร้อมกับเสียงแหบพร่าหลายเสียงซึ่งซ้อนทับกันอย่างผิดธรรมชาติ
“อ่า...”
“พวกเราเจอแล้ว...”
สีหน้าของยูรันเปลี่ยนไปทันที
“หุบปากกกก!”
ร่างของเขาพุ่งทะยานขึ้นไปด้านบน พร้อมกับปลดปล่อยจิตคุกคามทั้งหมดออกมาในคราวเดียว
ครืนนนนนน!
แรงกดดันมหาศาลกวาดไปทั่วห้อง ทุกคนด้านหลังถึงกับร่างสั่นสะท้าน
[คาถาเพลิง ระเบิดเปลวเพลิงมังกรผลาญพิภพสุดคลั่ง!]
โฮกกกกกก!
มังกรเพลิงขนาดมหึมาพุ่งออกมาท่ามกลางเสียงคำราม เปลวไฟทั่วร่างบิดตัวอย่างบ้าคลั่ง ก่อนโถมลงสู่รอยแยกมิติเบื้องล่าง
ตู้มมมมมมมมมม!
ทะเลเพลิงระเบิดขึ้นกลางห้อง แรงปะทะกวาดพื้นสีขาวแตกกระจายออกเป็นวงกว้าง พร้อมกลืนเสียงประหลาดเหล่านั้นหายเข้าไปในเปลวไฟทั้งหมด
แต่ภายในส่วนลึกของรอยแยกมิติ เสียงหัวเราะแผ่วเบายังคงดังลอดออกมา
“ฮ่า...ฮ่า...”
“ในที่สุด...ก็เจอเจ้าแล้ว...”
เปลวเพลิงค่อย ๆ แยกออกจากกัน เผยให้เห็นสิ่งซึ่งกำลังลอยขึ้นมาจากรอยแยกมิติ
สิ่งซึ่งลอยอยู่กลางห้องยังไม่มีรูปร่างแน่นอน มันเป็นเพียงหมอกสีม่วงดำขนาดมหึมาที่กำลังบีบอัดเข้าหากันอย่างช้า ๆ
ตรงกลางกลุ่มหมอกมีดวงตาขนาดใหญ่ลอยอยู่เพียงดวงเดียว ม่านตาภายในหมุนวนเป็นเกลียว ส่งกลิ่นอายเก่าแก่และน่าขนลุกออกมาไม่หยุด
แขนขาอันเลือนรางเริ่มงอกออกจากกลุ่มหมอก ราวกับมันกำลังพยายามสร้างร่างกายให้แก่ตนเอง
ยูรันหรี่ตาลง
[ระดับเศษเดน...ง่ายขึ้นเยอะ]
[แต่ไอ้เวรนี่กำลังวิวัฒน์ รูปร่างนั่นกับดวงตาตรงกลาง...]
มู่เสวี่ยหนิงถอยหลังไปครึ่งก้าว
“นั่นมันตัวอะไรกันเจ้าคะ? มันพูดได้ด้วยหรือ?”
คนที่เหลือต่างมองสิ่งมีชีวิตตรงหน้าด้วยสีหน้าตื่นตระหนก เสียงพูดคุยดังระงมขึ้นทันที
ยูรันตวาดโดยไม่หันกลับไป
“เตรียมตัว!”
ทุกคนชะงัก ก่อนรีบตั้งแถวและรวบรวมพลังป้องกันขึ้นตามคำสั่ง
“จับตาดูประตูมิติด้านล่างเอาไว้ เมื่อข้าเปิดทางได้ให้กระโดดลงไปทันที ห้ามหยุด ห้ามหันกลับมา และไม่ว่าเห็นอะไรอยู่ข้างล่างก็จงวิ่งต่อไป!”
โม่ชิงเฟิงถามด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
“แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?”
“ข้าจะตามไปทีหลัง”
เสียงหัวเราะหลายเสียงดังออกมาจากกลุ่มหมอกพร้อมกัน
“เจ้า...อ่อนแอลงอย่างมหาศาล...”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนยกมุมปากขึ้น
[ฮ่า ๆ ๆ! ดูเหมือนโชคของข้ายังไม่หมดสินะ]
[ไอ้เวรนี่ถือกำเนิดขึ้นมาจากดวงตาดวงนั้นเอง มิน่าถึงได้ส่งเสียงเรียกหาข้าอยู่ตลอด]
[ไม่ว่าจะเป็นเนตรบ้าบออะไรก็ช่าง ข้าจะนำมันมาฟื้นคืนเนตรดาราสวรรค์ของข้า!]
หมอกสีม่วงดำพุ่งเข้าใส่เขาอย่างฉับพลัน
ยูรันไม่คิดหลบ เขากำหมัดแน่นแล้วชกออกไปตรง ๆ
ตู้มมมม!
กลุ่มหมอกจนกระจายออกเป็นวงกว้าง เสียงกรีดร้องหลายเสียงดังซ้อนทับกันไปทั่วทั้งห้อง
หมอกซึ่งควรปล่อยให้การโจมตีทั่วไปทะลุผ่านกลับถูกฉีกกระชากออกไปจริง ๆ แม้แต่ดวงตาตรงกลางยังสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
[เป็นอย่างที่คิด กายเทพของข้าทำร้ายมันได้]
มวลน้ำมหาศาลพลันปรากฏขึ้นกลางอากาศ ก่อตัวเป็นมังกรวารีขนาดใหญ่ ก่อนพุ่งเข้ากัดกลุ่มหมอกและลากมันกระแทกลงกับพื้น
ตูม!
ยูรันสะบัดแขนตามไปทันที คลื่นพลังรูปจันทร์เสี้ยวนับสิบสายพุ่งตัดร่างของมันจนขาดกระจาย
ยังไม่ทันที่ชิ้นส่วนเหล่านั้นจะรวมตัวกลับมา ทะเลเพลิงก็โหมเข้ากลืนกิน ตามด้วยเสาหินจำนวนมากซึ่งพุ่งขึ้นจากพื้น บดอัดหมอกสีม่วงดำเอาไว้ตรงกลาง
กระแสน้ำแรงดันสูงซัดกระหน่ำเข้าใส่จากทุกทิศทาง
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
ยูรันพุ่งตามเข้าไปกลางแรงระเบิด หมัด ศอก และเข่าของเขากระแทกร่างซึ่งยังสร้างไม่สมบูรณ์อย่างต่อเนื่อง ไม่มีการประสานมุทรา ไม่มีการเรียกชื่อวิชา และไม่มีการเคลื่อนไหวที่สูญเปล่าแม้แต่น้อย
ทุกครั้งที่หมอกพยายามรวมตัว มันจะถูกพลังชนิดใหม่ฉีกกระชากออกจากกันอีกครั้ง
คนที่เหลือได้แต่ยืนมองอย่างตกตะลึง
ตอนนี้พวกเขาจึงเข้าใจแล้วว่า การประสานอินซึ่งยูรันเคยใช้ก่อนหน้านี้มีไว้เพื่อความสวยงามจริง ๆ
เมื่อต้องต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย เขาสามารถปลดปล่อยทุกสิ่งออกมาได้ทันทีเพียงความคิดเดียว
หมอกสีม่วงดำส่งเสียงคำราม ก่อนแผ่ขยายออกไปปกคลุมทั่วทั้งห้อง
ดวงตาตรงกลางหมุนวนอย่างรวดเร็ว หมอกทั้งหมดเริ่มบีบอัดกลับเข้าหามันอีกครั้ง แขน ขา และเกราะสีดำทะมึนค่อย ๆ ก่อตัวชัดเจนยิ่งขึ้น
[มันยังวิวัฒน์ต่อได้]
[จะปล่อยให้สร้างร่างเสร็จไม่ได้]
ยูรันกระแทกเท้าลงกับพื้น คลื่นพลังรุนแรงระเบิดออกไป กวาดกลุ่มหมอกให้ถอยห่างจากประตูมิติด้านล่างในทันที
เส้นทางเปิดออกแล้ว
“ตอนนี้แหละ! กระโดดลงไป!”
ผู้อาวุโสฉีไม่ลังเลอีก เขาพาหลินชูอวี้กับโจวถงกระโดดเข้าสู่ประตูมิติเป็นกลุ่มแรก
เซี่ยจิ้งหง กัวจื่อเหวิน และเว่ยคุนตามลงไปติด ๆ
มู่เสวี่ยหนิงยังคงยืนอยู่ที่เดิม
“ท่านพี่ แล้วท่านเล่าเจ้าคะ?!”
หมอกสีม่วงดำฉีกเสาหินออก ก่อนพุ่งเข้าใส่ยูรันอีกครั้ง
เขาหมุนตัวเตะมันกลับไปโดยไม่แม้แต่จะหันมองนาง
“ข้าบอกว่าจะตามไป! รีบกระโดด!”
โม่ชิงเฟิงกัดฟัน ก่อนคว้าข้อมือของมู่เสวี่ยหนิงเอาไว้
“ไป! อยู่ต่อมีแต่จะถ่วงมือเขา!”
“แต่ว่า—”
“เชื่อเขา!”
ทั้งสองกระโดดเข้าสู่ประตูมิติพร้อมกัน
เมื่อสัมผัสได้ว่าทุกคนออกไปหมดแล้ว ยูรันจึงปล่อยพลังออกมาโดยไม่ต้องกังวลอีกต่อไป
แรงกดดันปะทุขึ้นจนทั้งห้องสั่นสะเทือน เปลวเพลิง มวลน้ำ คมวายุ และเสาหินถาโถมเข้าใส่สิ่งมีชีวิตประหลาดพร้อมกันจากทุกทิศทาง
หมอกสีม่วงดำถูกบดขยี้จนแทบไม่เหลือ เผยให้เห็นดวงตาตรงกลางอย่างชัดเจน
ยูรันถีบพื้นจนแตกร้าว ร่างของเขาพุ่งทะลุม่านพลังทั้งหมดเข้าไปในพริบตา