คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 272 เจ้าคงเป็นยูรันสินะ7,608 ตัวอักษร

ตอนที่ 272 เจ้าคงเป็นยูรันสินะ

ยูรันหันไปทางผู้อาวุโสฉีกับกลุ่มของเซี่ยจิ้งหง

“แล้วพวกท่านเล่า จะกลับกันเลยหรือไม่?”

“ได้ของดีไปตั้งมากมายแล้วนี่”

ผู้อาวุโสฉีเหวินซานพยักหน้า

“พวกเราควรกลับตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์ก่อนขอรับ ทั้งตำราและเรื่องที่เกิดขึ้นภายในแดนลับล้วนสำคัญเกินกว่าจะปล่อยเอาไว้นาน”

หลินชูอวี้รีบกล่าวเสริม

“แต่เรื่องการชี้แนะวิชาหลอมโอสถ—”

“ไปหาข้าที่สำนักเมฆาจันทร์ภายหลัง”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“หากข้าอารมณ์ดีจะสอนให้”

ดวงตาของหลินชูอวี้กับโจวถงสว่างขึ้นทันที

“ขอบคุณคุณชาย!”

จากนั้นยูรันก็หันไปทางเซี่ยจิ้งหง

“แล้วองค์ชายเล่า?”

เซี่ยจิ้งหงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตอบ

“พวกเราจะเดินทางไปยังเมืองเบื้องหน้าก่อน แล้วจึงค่อยแยกทางกลับราชวงศ์”

ยูรันพยักหน้า

“ดี เช่นนั้นก็ไปเมืองพร้อมกัน หลังจากนั้นใครอยากกลับก็กลับ”

เว่ยคุนอดถามไม่ได้

“แล้วคุณชายจะเข้าไปในหุบเขาสัตว์อสูรจริงหรือ?”

“ใช่”

“ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าข้างในมีอะไร?”

“เพราะไม่รู้นั่นแหละถึงต้องเข้าไปดู”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ดี เช่นนั้นเพื่อความรวดเร็ว—”

โม่ชิงเฟิงพลันรู้สึกถึงลางร้าย

“เดี๋ยวก่อน น้องชาย—”

พรึ่บ!

ยังไม่ทันที่นางจะพูดจบ ร่างของคนทั้งหกก็หายวับไปจากป่าโดยไม่มีสัญญาณเตือน

เหลือเพียงผู้อาวุโสฉีเหวินซาน หลินชูอวี้ และโจวถงยืนอยู่ท่ามกลางความเงียบ

โจวถงกะพริบตาปริบ ๆ

“ผู้อาวุโส พวกเขาไปแล้วหรือขอรับ?”

ผู้อาวุโสฉีมองตำแหน่งซึ่งยูรันเคยยืนอยู่ ก่อนถอนหายใจ

“อืม ไปแล้ว”

“พวกเราก็กลับกันเถอะ”

หลินชูอวี้หันไปมองทางเหนือด้วยความเสียดาย

“คุณชายยูไม่คิดจะกล่าวลาให้เรียบร้อยเลยหรือเจ้าคะ?”

“สำหรับเขา ประโยคเมื่อครู่น่าจะถือว่ากล่าวลาเรียบร้อยแล้ว”

ไม่กี่อึดใจต่อมา คนทั้งหกก็มาปรากฏตัวอยู่บนหน้าผาสูงแห่งหนึ่ง

พรึ่บ!

ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้น คนทั้งห้านอกจากยูรันต่างเซถลาไปคนละทิศละทาง

“แหวะ!”

“แหวะ! แหวะ!”

เซี่ยจิ้งหงรีบคว้าต้นไม้ข้างตัวเอาไว้ ส่วนกัวจื่อเหวินกับเว่ยคุนทรุดลงคุกเข่ากับพื้น ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงเองก็ต้องยืนเกาะกัน แม้จะเคยผ่านการเดินทางเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่อาจปรับตัวได้

ยูรันกวาดหน้ามองทุกคน ก่อนส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“จิ๊ ๆ อ่อนแอกันจริง ๆ”

โม่ชิงเฟิงเงยหน้าขึ้นทั้งที่ยังหอบหายใจ

“น้องชาย ต่อให้เดินทางกี่ครั้ง พี่สาวก็ไม่มีทางชินหรอก!”

“เอาเถอะ ดูข้างล่างนั่นสิ”

ยูรันชี้ลงไปยังหุบเขาเบื้องล่าง

“มีคนสองคนกำลังซัดกับสัตว์อสูรกลายพันธุ์กิ๊กก๊อกอยู่ด้วย”

โม่ชิงเฟิงหันไปมองตาม ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไปทันที

ท่ามกลางต้นไม้ซึ่งหักโค่น มีคนสองคนกำลังถูกฝูงสัตว์อสูรล้อมโจมตีอย่างดุเดือด

“นั่นมันน้องห้ากับน้องหกนี่!”

“อ้อ”

ยูรันตอบเพียงคำเดียว ก่อนยืนมองการต่อสู้ต่ออย่างสงบ

โม่ชิงเฟิงหันกลับมาหาเขา

“อ้อแล้วอย่างไรเล่า?”

“แล้วท่านต้องการให้ข้าพูดอะไร?”

“พวกเราไม่ควรลงไปช่วยพวกเขาหรือ?”

“อาเจ๊ พวกนั้นยังไม่ได้แพ้เสียหน่อย”

เซี่ยจิ้งหงเพ่งมองคนทั้งสองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแสดงสีหน้าประหลาดใจ

“นั่นคือเสนาธิการซ้ายและขวาที่องค์จักรพรรดินีแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยของท่านอ๋องเฉินนี่!”

ยูรันพยักหน้าเล็กน้อย

“อ้อ”

เซี่ยจิ้งหงหันมามองเขา

“ท่านไม่ประหลาดใจเลยหรือ?”

“อาเจ๊บอกว่าเป็นศิษย์น้องของนาง ส่วนเจ้าบอกว่าเป็นผู้ช่วยอ๋องเฉิน ข้าก็เข้าใจแล้ว จะให้ข้าทำอะไรอีก?”

“อย่างน้อยก็ควรมีปฏิกิริยามากกว่าคำว่า ‘อ้อ’ ไม่ใช่หรือ?”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันกลับไปมองการต่อสู้เบื้องล่าง

“โอ้โฮ”

โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้นกุมหน้าผาก

“น้องชาย หากไม่เต็มใจก็ไม่ต้องฝืน”

ยูรันโบกมืออย่างรำคาญ

“เอาเถอะ ๆ แค่ฝูงสัตว์อสูรกิ๊กก๊อกไม่กี่ตัว ยังสู้กันอยู่นานสองนาน”

เขาก้าวออกจากขอบหน้าผา

“ข้าลงไปก่อนละ”

ร่างของยูรันร่วงลงจากหน้าผาสูง ก่อนหยุดนิ่งกลางอากาศเหนือสนามรบ

คนสองคนซึ่งกำลังต่อสู้อยู่ด้านล่างเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน แต่ยังไม่ทันมองเห็นผู้มาใหม่อย่างชัดเจน แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวก็ระเบิดออกจากร่างของยูรัน

เปรี้ยงงงง!

จิตมารอันมืดมิดกับจิตเทวะอันสูงส่งผสานเข้าด้วยกัน ก่อนแผ่กวาดไปทั่วทั้งหุบเขาราวกับคลื่นที่มองไม่เห็น

สัตว์อสูรกลายพันธุ์ทุกตัวชะงักพร้อมกัน

ผลึกประหลาดซึ่งฝังอยู่กลางหน้าผากของพวกมันสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง

เปรี๊ยะ!

เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

ผลึกทั้งหมดแตกละเอียดในเวลาเดียวกัน

สัตว์อสูรซึ่งเมื่อครู่ยังคลุ้มคลั่งพลันดวงตาเหลือกค้าง ร่างขนาดใหญ่ทยอยล้มกระแทกพื้นเสียงดังสนั่น

ตุบ! ตุบ! ตุบ!

เพียงไม่กี่ลมหายใจ ฝูงสัตว์อสูรทั้งฝูงก็สลบเหมือด ไม่มีตัวใดยังยืนอยู่ได้แม้แต่ตัวเดียว

ยูรันร่อนลงท่ามกลางร่างของสัตว์อสูรอย่างสบาย ๆ ก่อนปัดฝุ่นบนแขนเสื้อ

ไม่นาน คนที่เหลือก็รีบตามลงมาจากหน้าผา

ทันทีที่เท้าแตะพื้น โม่ชิงเฟิงก็ตรงเข้าไปหาหญิงสาวทั้งสอง

“น้องห้า! น้องหก!”

หลัวจินหยางหันมาเห็นนาง ก่อนเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ

“พี่ใหญ่?! ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไรเจ้าคะ?”

หลังจินเยว่เก็บอาวุธ ก่อนประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม

“คารวะพี่ใหญ่เจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงกวาดตามองทั้งสองตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า

“พวกเจ้าได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”

“เพียงบาดเจ็บเล็กน้อยเท่านั้นเจ้าค่ะ”

หลัวจินหยางตอบ ก่อนหันไปมองยูรันซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางฝูงสัตว์อสูร

“เมื่อครู่เป็นฝีมือของคุณชายท่านนั้นหรือเจ้าคะ?”

“อืม”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออกด้วยรอยยิ้ม

“เขาคือยูรัน ศิษย์ลำดับที่แปดของอาจารย์”

นางเว้นไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริมอย่างภาคภูมิใจ

“แล้วก็เป็นสามีของข้าด้วย”

หลัวจินหยางกับหลังจินเยว่แข็งค้างไปพร้อมกัน

โม่ชิงเฟิงเหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“อ้อ แล้วก็เป็นศิษย์น้องของพวกเจ้าด้วย”

หลัวจินหยางมุมปากกระตุก

[เหตุใดเรื่องที่เขาเป็นสามีของท่านจึงมาก่อนเรื่องที่เขาเป็นศิษย์น้องของพวกเราเล่า?!]

ยูรันหันไปทางหญิงสาวทั้งสอง ก่อนประสานมืออย่างเรียบง่าย

“คารวะศิษย์พี่หญิงทั้งสอง”

หลัวจินหยางรีบประสานมือตอบ

“สวัสดีศิษย์น้อง พวกเราได้ยินเรื่องของศิษย์น้องมาจากท่านอ๋องเฉินแล้ว”

“อ้อ"

ความเงียบปกคลุมพื้นที่อยู่หลายอึดใจ

หลัวจินหยางรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นยูรันไม่มีท่าทีจะกล่าวอะไรต่อจึงอดถามไม่ได้

“ศิษย์น้องไม่อยากรู้หรือว่าท่านอ๋องเฉินกล่าวถึงเจ้าอย่างไร?”

“ไม่ละ”

“เหตุใด?”

“หากเป็นเรื่องดีก็ไม่จำเป็นต้องถาม แต่หากเป็นเรื่องไม่ดี ข้าถามไปก็อารมณ์เสียเปล่า ๆ”

หลังจินเยว่พยักหน้าช้า ๆ

“ฟังดูมีเหตุผลอย่างน่าประหลาดเลยเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงถอนหายใจ

“อย่าพยายามชวนเขาคุยเรื่องที่เขาไม่สนใจเลย ต่อให้ถามอีกสิบครั้งก็ได้เพียงคำว่า ‘อ้อ’ นั่นแหละ”

เซี่ยจิ้งหงเดินออกมาจากด้านหลัง ก่อนยกมือทักทายหญิงสาวทั้งสอง

“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ ท่านเสนาธิการทั้งสอง”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หันมาทางเขา ก่อนประสานมือคารวะพร้อมกัน

“คารวะองค์ชายห้าเจ้าค่ะ”

เซี่ยจิ้งหงพยักหน้ารับ

“พาพวกเราไปพบท่านอ๋องหน่อยสิ พวกท่านมาทำภารกิจกันใช่หรือไม่?”

หลัวจินหยางตอบทันที

“ใช่เจ้าค่ะ ช่วงนี้สัตว์อสูรปรากฏตัวออกมาจากหุบเขาบ่อยครั้ง ทั้งยังคลุ้มคลั่งและโจมตีผู้คนโดยไม่มีสาเหตุ”

หลัวจินเยว่ชี้ไปยังผลึกที่แตกกระจายอยู่บนพื้น

“พวกมันบางส่วนยังเกิดการกลายพันธุ์เช่นเดียวกับฝูงเมื่อครู่ พวกเราจึงได้รับคำสั่งให้นำกำลังมาตรวจสอบพร้อมกับท่านอ๋องเฉินเจ้าค่ะ”

“แล้วตอนนี้ท่านอ๋องอยู่ที่ใด?”

“ตั้งค่ายอยู่ไม่ไกลจากเมืองเบื้องหน้าเจ้าค่ะ พวกเรากำลังจะกลับไปรายงานเรื่องสัตว์อสูรกลายพันธุ์เหล่านี้พอดี”

เซี่ยจิ้งหงหันมาทางยูรัน

“เช่นนั้นไปพบท่านอ๋องพร้อมกันเลยดีหรือไม่?”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ตามสบายเลย องค์ชายห้า”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่นำทุกคนออกจากหุบเขา ไม่นานก็เห็นค่ายทหารขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ราบนอกเมือง

ทหารจำนวนมากเดินลาดตระเวนอยู่รอบค่าย ส่วนอีกหลายกลุ่มกำลังลำเลียงผู้บาดเจ็บและซากสัตว์อสูรกลับเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อเห็นเสนาธิการทั้งสองกลับมา ทหารเฝ้าทางเข้าก็รีบเปิดเส้นทางให้ทันที

หลัวจินหยางนำทุกคนตรงไปยังกระโจมบัญชาการกลางค่าย

“ท่านอ๋องเจ้าคะ พวกเรากลับมาแล้ว”

“เข้ามา”

เสียงสุขุมดังออกมาจากภายใน

เมื่อเปิดม่านกระโจม ทุกคนก็เห็นอ๋องเฉินกำลังยืนอยู่หน้าโต๊ะขนาดใหญ่ บนนั้นมีแผนที่ของเมือง หุบเขา และตำแหน่งซึ่งสัตว์อสูรเคยปรากฏตัววางอยู่เต็มไปหมด

เซี่ยจิ้งหงก้าวเข้าไปเป็นคนแรก

“คารวะท่านอาเฉิน”

อ๋องเฉินเงยหน้าขึ้น เมื่อเห็นองค์ชายห้าก็แสดงสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย

“จิ้งหง? เหตุใดเจ้าจึงมาอยู่ที่นี่?”

“เรื่องมันค่อนข้างยาวขอรับ”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่เข้ามาคารวะ ก่อนรายงานสั้น ๆ

“ระหว่างตรวจสอบหุบเขา พวกเราถูกฝูงสัตว์อสูรกลายพันธุ์ล้อมโจมตี โชคดีที่พี่ใหญ่กับศิษย์น้องมาช่วยเอาไว้เจ้าค่ะ”

อ๋องเฉินมองผ่านคนทั้งสองไปยังโม่ชิงเฟิง ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่ชายตาบอดซึ่งยืนปัดฝุ่นบนเสื้อผ้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน

ภายในกระโจมเงียบลงเล็กน้อย

“ชายตาบอด ขอบเขตแก่นทองคำ และมีสตรีติดตามอยู่ข้างกาย...”

อ๋องเฉินหรี่ตาลง

“เจ้าคงเป็นยูรันสินะ”