ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 273 ข้าหลงทาง...
ยูรันเอียงศีรษะเล็กน้อย
“อืม ดูเหมือนข้าจะมีชื่อเสียงกว่าที่คิด”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่ออย่างจริงจัง
“หรือไม่ก็หลานอิงไปขอราชโองการสมรสกับข้า แล้วท่านดันอยู่ด้วยพอดี”
“ไม่เช่นนั้นนางก็คงไปรายงานอะไรบางอย่าง ก่อนเอาแต่เรียกข้าว่าสามีต่อหน้าพวกท่าน”
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“ข้าเดาถูกหรือไม่?”
“……”
ภายในกระโจมเงียบกริบ
เซี่ยจิ้งหงหันไปมองอ๋องเฉินด้วยดวงตาเบิกกว้าง
“องค์รัชทายาทเรียกเขาว่าสามีต่อหน้าพวกท่านจริงหรือขอรับ?”
อ๋องเฉินไม่ได้ตอบทันที เขาจ้องยูรันอยู่ครู่หนึ่งราวกับต้องการมองชายตรงหน้าให้ทะลุปรุโปร่ง
“ราชโองการสมรสยังไม่มี”
“แต่นางเรียกเจ้าว่าสามีต่อหน้าฝ่าบาทจริง”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“อ้อ เดาถูกสองในสาม ถือว่าใช้ได้”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หันมาสบตากัน
[ศิษย์น้องผู้นี้ไม่ได้เป็นเพียงสามีของพี่ใหญ่ แต่ยังเป็นสามีขององค์รัชทายาทด้วยหรือ?!]
อ๋องเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย
“เจ้าไม่สงสัยหรือว่าเหตุใดนางจึงกล้าเรียกเจ้าเช่นนั้นต่อหน้าฝ่าบาท?”
“ไม่เห็นต้องสงสัย”
ยูรันตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“นางหน้าหนาอยู่แล้ว”
ทั่วทั้งกระโจมเงียบสนิท
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ก้มหน้าลงพร้อมกัน ราวกับไม่เคยได้ยินถ้อยคำอันเป็นภัยต่อศีรษะของตนเอง
เซี่ยจิ้งหงกระแอมเบา ๆ
“เจ้าเรียกองค์รัชทายาทว่าหน้าหนาเช่นนี้ ไม่กลัวนางได้ยินหรือ?”
“ต่อหน้านางข้าก็พูด”
“แล้วนางไม่โกรธหรือ?”
“ไม่โกรธ”
ยูรันตอบอย่างมั่นใจ
“นางเคยโกรธข้าที่ไหน ข้าจะว่าอะไรนางก็ไม่โกรธทั้งนั้นแหละ แถมยังพูดเข้าข้างตัวเองว่าข้ากำลังชมนางอีกต่างหาก”
เขาถอนหายใจด้วยความเหนื่อยใจ
“ข้าว่านางต้องมีปัญหาทางสมองแน่ ๆ”
“แต่ข้าไม่เคยพูดออกไปหรอกนะ กลัวนางจะได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจ”
โม่ชิงเฟิงอดเตือนไม่ได้
“น้องชาย เมื่อครู่เจ้าพูดออกมาหมดแล้ว”
“แต่นางไม่ได้อยู่ที่นี่เสียหน่อย”
เซี่ยจิ้งหงชี้นิ้วเข้าหาตนเอง ก่อนชี้ไปทางอ๋องเฉิน
“พวกเราเป็นญาติของนางนะ”
ยูรันนิ่งไปชั่วขณะ
“อืม...พวกท่านคงไม่เอาไปฟ้องนางหรอกใช่ไหม?”
อ๋องเฉินตอบทันที
“ข้าจะเล่าให้นางฟังทุกคำ”
“อ้อ เช่นนั้นท่านก็เล่าไปเถอะ”
ยูรันไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแม้แต่น้อย
“ข้าเชื่อว่าสุดท้ายนางต้องคิดเข้าข้างตัวเองว่าข้ากำลังชมเชยอยู่แน่นอน”
อ๋องเฉินชะงักไปเล็กน้อย
[อืม เจ้าเด็กนี่พูดมีเหตุผล]
[ด้วยนิสัยของหลานอิง เรื่องเช่นนั้นเป็นไปได้จริง ๆ]
[ช่างเถอะ]
ระหว่างที่อ๋องเฉินกำลังครุ่นคิด ยูรันกลับเหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้ เขาจึงประสานมืออย่างเรียบง่าย
“คารวะท่านอ๋องเฉิน”
“พอดีข้าลืม หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ถือสา”
อ๋องเฉินหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนถอนหายใจยาว
“ไม่เป็นไร ข้าไม่ถือสา”
[หากข้าถือสาเจ้าเด็กนี่ทุกประโยค วันนี้คงไม่ได้คุยเรื่องงานกันพอดี]
มู่เสวี่ยหนิงเหมือนเพิ่งนึกขึ้นได้ นางจึงรีบก้าวออกมาประสานมือคารวะ
“คารวะท่านอ๋องเจ้าค่ะ”
อ๋องเฉินพยักหน้ารับ ก่อนมองนางอย่างพิจารณา
“ส่วนเจ้าคือ...”
“ภรรยาของท่านพี่เจ้าค่ะ”
อ๋องเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง
“ข้าหมายถึงชื่อของเจ้า”
มู่เสวี่ยหนิงชะงัก ก่อนใบหน้าจะแดงขึ้นทันที
“อะ เอ่อ...ข้ามู่เสวี่ยหนิง ศิษย์จากหุบเขาแพทย์เทวะเจ้าค่ะ”
“อืม”
อ๋องเฉินยกมือขึ้นนวดขมับ ก่อนหันไปทางโม่ชิงเฟิง
“แล้วเจ้าก็เป็นภรรยาของเขาเช่นกัน?”
โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก ก่อนยิ้มอย่างภาคภูมิใจ
“ถูกต้อง”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่มองหน้ากันอีกครั้ง
อ๋องเฉินจ้องยูรันด้วยสายตาซับซ้อน
“นอกจากสามคนนี้แล้ว เจ้ายังมีภรรยาอีกหรือไม่?”
ยูรันเริ่มยกนิ้วขึ้นนับ
อ๋องเฉินรีบยกมือห้ามทันที
“ช่างเถอะ ข้าไม่อยากรู้แล้ว”
ยูรันหันไปมองแผนที่บนโต๊ะ
“แล้วท่านมาทำอะไรที่นี่?”
เซี่ยจิ้งหงมุมปากกระตุก
“เมื่อครู่เสนาธิการทั้งสองเพิ่งอธิบายไปไม่ใช่หรือ?”
“พวกนางบอกเพียงว่ามาตรวจสอบสัตว์อสูร ข้าถามว่าเหตุใดเรื่องแค่นี้ถึงต้องให้อ๋องออกมาด้วยตนเอง”
อ๋องเฉินชี้ตำแหน่งหลายแห่งบนแผนที่
“ช่วงนี้สัตว์อสูรจากหุบเขาปรากฏตัวบ่อยผิดปกติ พวกมันไม่เพียงคลุ้มคลั่ง แต่ตบะยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วด้วย”
“สัตว์อสูรหลายฝูงเริ่มโจมตีหมู่บ้านและเส้นทางการค้ารอบเมือง กองกำลังทั่วไปไม่สามารถรับมือพวกมันได้ ข้าจึงได้รับคำสั่งให้นำทัพมาตรวจสอบต้นเหตุ”
หลัวจินเยว่กล่าวเสริม
“พวกเราพบว่าสัตว์อสูรกลายพันธุ์ทุกตัวมีผลึกประหลาดฝังอยู่บนหน้าผาก แต่ยังไม่ทราบว่าผลึกเหล่านี้มาจากที่ใดเจ้าค่ะ”
อ๋องเฉินเลื่อนนิ้วไปยังส่วนลึกที่สุดของหุบเขา
“หน่วยลาดตระเวนซึ่งถูกส่งเข้าไปบริเวณนี้ยังไม่มีผู้ใดกลับออกมา ข้ากำลังเตรียมนำกำลังเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเอง”
อ๋องเฉินเลื่อนนิ้วไปยังส่วนลึกที่สุดของหุบเขา
“หน่วยลาดตระเวนซึ่งถูกส่งเข้าไปบริเวณนี้ยังไม่มีผู้ใดกลับออกมา ข้ากำลังเตรียมนำกำลังเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเอง”
ยูรันพยักหน้า
“อืม เช่นนั้นเดี๋ยวข้าจัดการให้”
“เดี๋ยวก่อน เจ้าหมายความว่า—”
พรึ่บ!
ยังไม่ทันที่อ๋องเฉินจะกล่าวจบ ร่างของยูรันก็หายวับไปจากกระโจม
อ๋องเฉินจ้องตำแหน่งซึ่งยูรันเคยยืนอยู่ ก่อนหันไปมองโม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิง
“เขาหมายความว่าจะเข้าไปเพียงลำพัง?”
โม่ชิงเฟิงพยักหน้าอย่างเหนื่อยใจ
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้น”
“พวกเจ้าไม่คิดห้ามเขาเลยหรือ?”
“ท่านอ๋องยังกล่าวไม่ทันจบ เขาก็หายไปแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
อ๋องเฉินไม่อาจโต้แย้งได้แม้แต่คำเดียว
เซี่ยจิ้งหงเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นมา
“เช่นนั้นระหว่างรอเขากลับมา ข้าจะเล่าให้พวกท่านฟังแล้วกันว่าพวกเราไปพบอะไรมาบ้าง”
ครึ่งชั่วยามต่อมา
ภายในกระโจมบัญชาการตกอยู่ในความเงียบอย่างสมบูรณ์
เซี่ยจิ้งหงเล่าตั้งแต่การเข้าสู่แดนลับของหุบเขาราชันโอสถ การทดสอบประหลาดซึ่งอ้างว่าเป็นมรดกของจักรพรรดิโอสถ ตลอดจนห้องที่เก้าซึ่งไม่ควรมีอยู่ตั้งแต่แรก
ยิ่งฟัง สีหน้าของอ๋องเฉินก็ยิ่งเคร่งเครียด
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่เองก็ยืนอึ้งไปนานแล้ว โดยเฉพาะเมื่อได้ยินว่ายูรันนำทุกคนผ่านการทดสอบบาปและคุณธรรมทั้งหมด ทั้งยังเรียกตำราระดับสูงภายในนั้นว่าขยะ
เซี่ยจิ้งหงยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวสรุป
“เมื่อพวกเราเข้าไปในห้องที่เก้า ประตูมิติซึ่งซ่อนอยู่ด้านล่างก็เปิดออก และมีสิ่งมีชีวิตประหลาดปรากฏตัวขึ้น”
“ยูรันบอกว่าต่อให้ผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมเต๋ามาถึงก็ไม่สามารถเอาชนะมันได้ เขาจึงสั่งให้พวกเราหนีผ่านประตูมิติ ส่วนตัวเขาอยู่รับมือมันเพียงลำพัง”
อ๋องเฉินขมวดคิ้วแน่น
“แล้วหลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?”
“พวกเราไม่ทราบขอรับ”
เซี่ยจิ้งหงส่ายหน้า
“ทันทีที่เส้นทางเปิด พวกเราทั้งหมดก็กระโดดออกมาตามคำสั่ง ไม่มีผู้ใดเห็นการต่อสู้หลังจากนั้น”
“พวกเรารออยู่ด้านนอกได้ไม่นาน ประตูมิติก็เริ่มพังทลาย โชคดีที่เขากลับออกมาได้ก่อนมันจะแตกสลายอย่างสมบูรณ์”
อ๋องเฉินเงียบไปครู่หนึ่ง
“เขาได้รับบาดเจ็บหรือไม่?”
“ไม่ขอรับ เสื้อผ้าฉีกขาดเล็กน้อย แต่สิ่งมีชีวิตนั่นไม่สามารถแตะต้องตัวเขาได้”
หลัวจินหยางอดถามไม่ได้
“แล้วสิ่งมีชีวิตประหลาดนั่นอยู่ระดับใดเจ้าคะ?”
เซี่ยจิ้งหงวางถ้วยชาลงช้า ๆ
“ระดับต่ำที่สุด”
“อะไรนะเจ้าคะ?”
“ยูรันเรียกมันว่าระดับต่ำที่สุด ทั้งยังบอกว่าหากระดับของมันสูงขึ้นอีกเพียงขั้นเดียว พวกเราทั้งหมดจะไม่มีผู้ใดรอดออกมา”
ทั่วทั้งกระโจมเงียบกริบอีกครั้ง
อ๋องเฉินยกมือขึ้นนวดขมับอย่างเหนื่อยใจ
“หลังเพิ่งหนีออกมาจากสถานที่อันตรายเช่นนั้น เขายังบุกเข้าไปในหุบเขาสัตว์อสูรเพียงลำพังทันทีอีกหรือ?”
โม่ชิงเฟิงถอนหายใจ
“สำหรับน้องชาย เรื่องหนึ่งจบแล้วก็คือจบเจ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าเห็นด้วย
“เขาคงคิดว่าหากยังไม่ตาย ก็ไม่มีเหตุผลให้เสียเวลาพักเจ้าค่ะ”
อ๋องเฉินมองออกไปทางหุบเขา ก่อนพึมพำด้วยสีหน้าซับซ้อน
“หลานอิงไปพบสามีเช่นนี้มาจากที่ใดกัน...”
“เขาคงคิดว่าหากยังไม่ตาย ก็ไม่มีเหตุผลให้เสียเวลาพักเจ้าค่ะ”
อ๋องเฉินมองออกไปทางหุบเขา ก่อนพึมพำด้วยสีหน้าซับซ้อน
“หลานอิงไปพบสามีเช่นนี้มาจากที่ใดกัน...”
ไม่กี่อึดใจต่อมา ความผันผวนของมิติก็ปรากฏขึ้นกลางกระโจม
พรึ่บ!
ยูรันกลับมายืนอยู่ตรงตำแหน่งเดิม ก่อนปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้อ
“เรียบร้อย เสร็จแล้ว”
ทุกคนภายในกระโจมหันมามองเขาพร้อมกัน
อ๋องเฉินขมวดคิ้ว
“เจ้าหมายถึงสิ่งใดเสร็จแล้ว?”
“ก็เรื่องในหุบเขาไง”
“ทั้งหมดหรือ?”
“อืม ทั้งหมด”
เซี่ยจิ้งหงมองออกไปทางหุบเขา ก่อนหันกลับมาหาเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“ข้าเพิ่งเล่าเรื่องแดนลับจบเมื่อครู่นี้เองนะ”
“อ้อ เล่าจบแล้วหรือ?”
ยูรันหันไปทางเขา
“เร็วดีนี่”
เซี่ยจิ้งหงอ้าปากอยู่หลายครั้ง แต่ไม่รู้ว่าควรตอบสิ่งใด
อ๋องเฉินยกมือขึ้นนวดขมับ
“สรุปว่าเกิดอะไรขึ้นภายในหุบเขากันแน่?”
ยูรันเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะอย่างสบายใจ
“ไม่มีอะไรมาก ข้าจัดการสัตว์อสูรเสร็จแล้วก็กลับมา”
อ๋องเฉินขมวดคิ้ว
“รายละเอียดเล่า?”
“อืม เหมือนกับภารกิจแรกที่ข้าเคยได้รับ”
ยูรันหยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมาดื่มอย่างไม่เกรงใจเจ้าของ
“มีผลึกก้อนหนึ่งตกลงไปในสระน้ำ พลังของมันปนเปื้อนอยู่ในน้ำ สัตว์อสูรที่เข้าไปดื่มจึงเกิดการกลายพันธุ์และคลุ้มคลั่ง”
“ข้าก็แค่ตามหาต้นตอ ทำลายผลึกทิ้ง แล้วสัตว์อสูรทั้งหมดก็กลับมาเป็นเหมือนเดิม”
เขาวางถ้วยชาลง
“เสร็จ”
อ๋องเฉินรออยู่ครู่หนึ่ง
“มีเพียงเท่านี้?”
“อืม”
“แล้วเหตุใดเจ้าจึงใช้เวลานาน?”
“ข้าหลงทาง...”