ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 274 หุบปากแล้วออกไปได้แล้ว ข้าจะดื่มสุรา
ทุกคนภายในกระโจมเงียบลงอีกครั้ง
เซี่ยจิ้งหงหันไปมองทางหุบเขาซึ่งกว้างใหญ่ ก่อนหันกลับมามองยูรัน
“เจ้าหลงทาง แต่ยังจัดการทุกอย่างเสร็จภายในเวลาเท่านี้?”
ยูรันถอนหายใจอย่างผิดหวังในตนเอง
“ใช่ เสียเวลาไปตั้งเยอะ”
โม่ชิงเฟิงหันไปทางอ๋องเฉิน ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านอ๋องโปรดอย่าใส่ใจ น้องชายหลงทางอยู่บ่อย ๆ เจ้าค่ะ”
อ๋องเฉินยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
“ข้าไม่ได้ติดใจเรื่องที่เจ้าหลงทาง”
ยูรันเอียงศีรษะ
“แล้วติดใจเรื่องอะไร?”
“ข้าติดใจว่าเหตุใดคนซึ่งหลงทางจึงสามารถจัดการปัญหาที่กองทัพของข้าตรวจสอบมาหลายวันให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่กี่อึดใจต่างหาก!”
“อ๋อ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“เพราะข้าเก่ง”
หลัวจินหยางมองสลับไปมาระหว่างยูรันกับโม่ชิงเฟิง
[นี่หรือศิษย์น้องผู้มีชื่อเสียงซึ่งข้าได้ยินเรื่องราวมานาน]
[ไม่ได้พบพี่ใหญ่เพียงไม่นาน นางถึงกับนำศิษย์น้องของตนเองมาทำเป็นสามีเสียแล้ว]
[ขนาดเย่อ้าวเทียนตามเกี้ยวมาตั้งหลายปี พี่ใหญ่ยังไม่เคยชายตามองด้วยซ้ำ]
[ไม่ได้การ ข้าต้องสังเกตศิษย์น้องผู้นี้ให้ดีเสียหน่อย]
หลัวจินเยว่ซึ่งเป็นฝาแฝดเหลือบมองพี่สาวของตนเพียงครั้งเดียวก็เดาความคิดของอีกฝ่ายได้ทันที
นางขยับเข้าไปใกล้ ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
[ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาใช้วิธีใดพิชิตใจพี่ใหญ่]
ยูรันไม่สนใจสายตาของหญิงสาวทั้งสอง เขาโบกมือก่อนเปลี่ยนเรื่อง
“ช่างเถอะ ข้าจัดการปัญหาให้แล้ว ไม่เห็นจะยากตรงไหน”
จากนั้นจึงหันไปทางอ๋องเฉิน
“เหลืออีกกี่วันกว่าจะถึงการประลองร่วมสำนัก ท่านอ๋องทราบหรือไม่?”
“พิธีเปิดจะเริ่มในอีกเจ็ดวัน”
อ๋องเฉินหรี่ตามองเขา
“เหตุใด เจ้าคิดจะเข้าร่วมด้วยหรือ?”
ยูรันชะงักไปเล็กน้อย
[เจ็ดวัน?]
[ต่อให้นับเวลาที่เสียไปทั้งหมด หลังออกจากแดนลับมิติโง่ ๆ นั่นก็ควรเหลือเวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือนสิ]
[หรือความแปรปรวนจะเกิดขึ้นในตอนที่ประตูมิติพังทลาย?]
[ช่างเถอะ ประตูมิติไม่เสถียรอยู่แล้ว การไหลของเวลาแปรปรวนไปบ้างก็ถือเป็นเรื่องปกติ]
ยูรันเงยหน้าขึ้น ก่อนกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“เหลืออีกตั้งเจ็ดวัน ยังพอมีเวลา”
เขาสัมผัสแสงแดดซึ่งส่องเข้ามาจากด้านนอกกระโจม
“ตอนนี้ก็เที่ยงพอดี”
จากนั้นจึงหันไปทางหญิงสาวทั้งสอง
“อาเจ๊ เสวี่ยหนิง คืนนี้ไม่ได้พักด้วยกันนะ แยกกันคนละห้อง”
“ข้าต้องปรับพลังสักหน่อย”
โม่ชิงเฟิงซึ่งกำลังคลี่พัดชะงักทันที
“พี่สาวยังไม่ได้พูดอะไรเลยนะ”
“ข้ารู้ว่าท่านกำลังคิดอะไร”
มู่เสวี่ยหนิงกลับมองเขาด้วยความกังวล
“พลังของท่านพี่มีปัญหาหรือเจ้าคะ?”
“ไม่มี เพียงได้ของบางอย่างมาและต้องใช้เวลาจัดการกับมัน”
ยูรันโบกมือ
“ไม่ต้องเป็นห่วง พรุ่งนี้เช้าก็เสร็จแล้ว”
อ๋องเฉินนึกบางอย่างขึ้นมาได้ จึงหันไปทางยูรัน
“ยูรัน เจ้าภาพของการประลองครั้งนี้คือหลานอิงกับอ๋องหมิง น้องชายของข้า”
“อืม”
“เจ้าพาศิษย์พี่ทั้งสองของเจ้าไปด้วยสิ”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ชะงักพร้อมกัน
อ๋องเฉินกล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“หลังจากนี้พวกนางไม่จำเป็นต้องทำงานให้ข้าอีกแล้ว เดี๋ยวข้าจะรายงานเรื่องนี้กับน้องสาวของข้าเอง”
“ท่านอ๋อง?”
หญิงสาวทั้งสองมองเขาด้วยความประหลาดใจ ไม่เข้าใจว่าเหตุใดตนจึงถูกปลดออกจากตำแหน่งอย่างกะทันหัน
ยูรันกลับพยักหน้าช้า ๆ
“อืม...”
เขาหันหน้าไปทางอ๋องเฉิน
“ท่านกำลังโยนเรื่องยุ่งยากมาให้ข้าใช่หรือไม่?”
อ๋องเฉินหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มโดยไม่ตอบคำถาม
ยูรันยังคงจ้องเขาเขม็ง
“ใช่ไหม?”
“แค่ก ๆ!”
อ๋องเฉินสำลักน้ำชา ก่อนรีบวางถ้วยลง
“ข้าเพียงส่งพวกนางกลับไปอยู่กับสำนักของตนเอง จะเรียกว่าโยนเรื่องยุ่งยากให้เจ้าได้อย่างไร?”
“แต่ท่านเจาะจงให้พวกนางเดินทางไปกับข้า”
“เพราะพวกเจ้าเป็นศิษย์ร่วมสำนัก”
“อาเจ๊ก็เป็นศิษย์ร่วมสำนักเหมือนกัน แต่กลายเป็นภรรยาข้าไปแล้ว”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หันไปมองอ๋องเฉินทันที
อ๋องเฉินหลบสายตาของทั้งสอง ก่อนหยิบถ้วยชาขึ้นมาดื่มอีกครั้ง
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม ชัดเจนแล้ว ท่านกำลังโยนเรื่องยุ่งยากมาให้ข้าจริง ๆ”
อ๋องเฉินมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมาเบา ๆ
“ยิ่งพูดคุยก็ยิ่งถูกใจ เจ้าเด็กนี่ดูเหมือนจะรู้ทันไปเสียทุกเรื่อง”
เขาเอนตัวพิงเก้าอี้
“ถูกใจข้าแล้วสิ คืนพรุ่งนี้มาดื่มสุราเป็นเพื่อนข้าหน่อยก็แล้วกัน”
“ได้”
ยูรันตอบตกลงอย่างง่ายดาย
“ข้ามีสุราที่หมักเอาไว้เองอยู่พอดี ไม่รู้ว่าจะถูกปากท่านอ๋องหรือไม่”
เขาพลิกฝ่ามือ ไหสุราสีดำขนาดไม่ใหญ่นักพลันปรากฏขึ้นบนโต๊ะ
ภายนอกของมันดูเรียบง่ายจนแทบไม่มีสิ่งใดสะดุดตา ทันทีที่ยูรันเปิดผนึก กลิ่นสุราอันเข้มข้นกลับแผ่กระจายไปทั่วทั้งกระโจมในพริบตา
กลิ่นแรกให้ความรู้สึกนุ่มลึกและเย็นสดชื่น แต่หลังสูดเข้าไปเพียงเล็กน้อย ความอบอุ่นกลับไหลเวียนไปทั่วร่าง ราวกับมีกระแสพลังปราณบริสุทธิ์แทรกซึมเข้าสู่เส้นลมปราณ
แม้แต่ผู้ที่ไม่ชื่นชอบสุรายังอดกลืนน้ำลายไม่ได้
ยูรันรินสุราลงในถ้วย
ของเหลวภายในใสกระจ่างราวกับน้ำค้าง ทว่าเมื่อกระทบแสงกลับปรากฏประกายหลากสีหมุนวนอยู่ภายใน คล้ายท้องฟ้ายามค่ำคืนซึ่งถูกย่อส่วนลงมาไว้ในถ้วยใบเล็ก
อ๋องเฉินมองสุราในถ้วยด้วยความประหลาดใจ
“นี่คือสุราที่เจ้าหมักเองจริงหรือ?”
“อืม”
ยูรันเลื่อนถ้วยไปตรงหน้าเขา
“ไหน ๆ งานของท่านก็เสร็จแล้ว ที่เหลือคงมีเพียงเฝ้าดูสถานการณ์เท่านั้น”
“เช่นนั้นลองชิมดูก่อน ไม่มีพิษแน่นอน”
มือของอ๋องเฉินซึ่งกำลังเอื้อมไปหาถ้วยชะงักกลางอากาศ
“เหตุใดเจ้าต้องย้ำว่าไม่มีพิษ?”
“พูดให้ท่านสบายใจ”
อ๋องเฉินก้มมองสุราในถ้วย แม้ภายในใจจะยังระแวงคำว่า ‘ไม่มีพิษ’ อยู่บ้าง แต่กลิ่นหอมซึ่งลอยขึ้นมากลับยั่วยวนเกินกว่าจะปฏิเสธได้
สำหรับผู้ที่หลงใหลในสุราอย่างเขา การวางของดีเช่นนี้ไว้ตรงหน้าแล้วบอกว่าอย่าดื่มแทบไม่ต่างจากการทรมาน
[ช่างเถอะ เจ้าเด็กนี่ไม่มีเหตุผลต้องวางยาข้า]
[ต่อให้มีพิษจริง ข้าก็ขอลองสักจิบก่อนแล้วกัน]
อ๋องเฉินยกถ้วยขึ้นดื่มเพียงเล็กน้อย
ทันทีที่สุราสัมผัสปลายลิ้น รสชาติอันนุ่มลึกก็แผ่กระจายไปทั่วปาก ความเย็นสดชื่นไหลผ่านลำคอ ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นกระแสอบอุ่นเมื่อเข้าสู่ร่างกาย
กลิ่นหอมหลายชั้นค่อย ๆ เปิดเผยออกมาทีละส่วน ทั้งเข้มข้น กลมกล่อม และมีรสหวานติดปลายลิ้นเพียงเล็กน้อย ไม่มีความแสบร้อนหยาบกระด้างแม้แต่น้อย
พลังปราณภายในร่างของเขาหมุนเวียนเร็วขึ้นเองโดยไม่ต้องชักนำ จิตวิญญาณซึ่งเหนื่อยล้าจากการทำงานมาหลายวันพลันปลอดโปร่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ดวงตาของอ๋องเฉินเบิกกว้าง
เขาก้มมองสุราในถ้วย ก่อนดื่มส่วนที่เหลือจนหมดโดยไม่ลังเล
ยูรันถามอย่างคาดหวัง
“เป็นอย่างไร?”
อ๋องเฉินวางถ้วยลงด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“ธรรมดา”
พูดจบเขาก็เลื่อนไหสุราเข้าหาตนเอง แล้วรินเพิ่มอีกถ้วยอย่างเป็นธรรมชาติ
ยูรันหรี่ตาลง
“อืม...ธรรมดาอย่างนั้นหรือ?”
เขายื่นมือออกไปหาไหสุรา
“เช่นนั้นเอาคืนมา”
อ๋องเฉินรีบดึงไหสุราไปกอดไว้กับอกทันที
“ไม่!”
ทุกคนภายในกระโจมหันมามองเขาพร้อมกัน
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ถึงกับอ้าปากค้าง พวกนางติดตามอ๋องเฉินมานานหลายปี แต่ไม่เคยเห็นเขาสูญเสียท่าทีเพราะสิ่งใดถึงเพียงนี้มาก่อน
ยูรันยื่นมือค้างอยู่กลางอากาศ
“ไหนท่านบอกว่าธรรมดา?”
“ธรรมดาแล้วอย่างไร ข้าดื่มไม่ได้หรือ?”
“ได้ แต่ข้าเสียดาย เอากลับไปให้งูที่ยอดเขาดื่มยังดีกว่า”
“เหลวไหล! สุราดีเช่นนี้จะนำไปให้งูได้อย่างไร!”
ทันทีที่คำพูดหลุดออกมา อ๋องเฉินก็ชะงัก
ยูรันยกมุมปากขึ้น
“อ้อ สุราดีสินะ?”
อ๋องเฉินกระแอมเบา ๆ ก่อนหันหน้าหนี
“พอใช้ได้”
ยูรันยื่นมือเข้าไปอีกครั้ง
“เอาคืนมา”
“ของที่มอบให้ผู้อาวุโสแล้ว เจ้าจะทวงคืนได้อย่างไร?”
“ข้าให้ท่านลองชิม ไม่ได้ยกให้ทั้งไห”
อ๋องเฉินกอดไหสุราแน่นกว่าเดิม
“ตอนนี้เป็นของข้าแล้ว”
ยูรันแค่นเสียง
“หึ ตาแก่ติดสุรา”
เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้ ก่อนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“เท่านี้แหละ ข้าไปแล้ว ข้ายังมีสุราชนิดอื่นอยู่อีก พรุ่งนี้ท่านค่อยลองก็แล้วกัน”
ดวงตาของอ๋องเฉินสว่างขึ้นทันที
“ยังมีแบบอื่นอีกหรือ?”
“อืม แต่วันนี้ไม่ให้แล้ว”
ยูรันหันหลังเดินออกจากกระโจม
“ขอตัว”
มู่เสวี่ยหนิงรีบตามเขาไป
“ท่านพี่ รอข้าด้วยเจ้าค่ะ!”
โม่ชิงเฟิงหันไปเรียกหญิงสาวอีกสองคน
“น้องห้า น้องหก ไปเร็ว”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หันกลับมาประสานมือให้อ๋องเฉินเป็นครั้งสุดท้าย
“ท่านอ๋อง พวกเราขอตัวลาเจ้าค่ะ”
อ๋องเฉินโบกมือไล่โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากไหสุรา
“ไป ๆ อย่ารบกวนการดื่มสุราของข้า”
หญิงสาวทั้งสองมองอดีตผู้บังคับบัญชาซึ่งกำลังกอดไหสุราไว้แน่น ก่อนหันหลังเดินตามโม่ชิงเฟิงออกจากกระโจมอย่างเงียบ ๆ
เซี่ยจิ้งหงมองภาพตรงหน้าแล้วถอนหายใจ
“ท่านอา เมื่อครู่ท่านยังบอกว่าสุรานี้ธรรมดาอยู่เลย”
อ๋องเฉินรินสุราลงในถ้วยอีกครั้ง
“เด็กอย่างเจ้าไม่เข้าใจหรอก”
“ข้าไม่เข้าใจเรื่องใด?”
“หุบปากแล้วออกไปได้แล้ว ข้าจะดื่มสุรา”