คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 275 ตอนเที่ยงจึงเหมาะสมที่สุด7,440 ตัวอักษร

ตอนที่ 275 ตอนเที่ยงจึงเหมาะสมที่สุด

ภายในห้องของยูรัน

หลังปิดประตู ยูรันก็กางม่านพลังปิดกั้นเสียงและการรบกวนจากภายนอก ก่อนหยิบดวงตาซึ่งแย่งมาจากสิ่งมีชีวิตประหลาดออกมา

ดวงตาลอยนิ่งอยู่เหนือฝ่ามือ เส้นพลังสีม่วงดำยังคงเคลื่อนไหวอยู่ภายในเป็นครั้งคราว แต่ไม่อาจต่อต้านการควบคุมของเขาได้อีก

ยูรันตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง

“ไหนดูสิ...เนตรนี่ดูเหมือนจะเคยเป็นของใครบางคนมาก่อน”

“เจ้าของเดิมคงถูกล่อลวง จนสุดท้ายมันตกไปเป็นของไอ้เศษเดนนั่น”

เขาส่ายหน้าอย่างเห็นใจ

“อืม น่าสงสาร”

ยูรันวางดวงตาเอาไว้กลางอากาศ ก่อนนั่งลงขัดสมาธิ

“เอาละ เริ่มเลยแล้วกัน”

เปลวเพลิงแห่งปัญญาค่อย ๆ ลุกโชนขึ้นรอบตัวเขา ก่อนเข้าห่อหุ้มดวงตาตรงหน้าเอาไว้อย่างสมบูรณ์

“พิธีกรรมเพลิงแห่งปัญญา”

ยูรันกำลังจะกล่าวคำสังเวย แต่กลับชะงักไปครู่หนึ่ง

“ข้าจะสังเวยเนตร...”

“ช่างมันเถอะ จะชื่ออะไรก็ไม่สำคัญ”

เปลวเพลิงพลันสว่างเจิดจ้า อักขระจำนวนมากปรากฏขึ้นรอบดวงตา ก่อนดึงพลังซึ่งซ่อนอยู่ภายในออกมาทีละน้อย

ตลอดทั้งคืน ยูรันใช้พิธีกรรมเพลิงแห่งปัญญาหลอมรวมดวงตา เพื่อฟื้นคืนเนตรดาราสวรรค์ของตนเอง

อีกด้านหนึ่ง

ภายในห้องพักอีกห้อง หญิงสาวทั้งสี่นั่งล้อมโต๊ะอยู่ด้วยกัน

หลัวจินหยางจ้องโม่ชิงเฟิงอยู่นาน ในที่สุดก็อดถามออกมาไม่ได้

“พี่ใหญ่ ท่านไปทำอะไรมากันแน่ ถึงได้จับศิษย์น้องมาเป็นสามี?”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออกด้วยท่าทีสง่างาม

“พูดให้ถูก พี่สาวไม่ได้จับเขามา เขาต่างหากที่รับผิดชอบพี่สาว”

มู่เสวี่ยหนิงกระแอมเบา ๆ

“เรื่องจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นทั้งหมดนะเจ้าคะ”

“……”

หลัวจินเยว่รีบขยับเข้ามาใกล้

“ตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

โม่ชิงเฟิงจึงเล่าเรื่องที่พวกนางถูกชายชราจับเข้าไปขังในเตาหลอม หวังหลอมทั้งสามให้กลายเป็นโอสถมนุษย์ รวมถึงวิธีเดียวที่ยูรันคิดขึ้นมาเพื่อเรียกทัณฑ์สวรรค์ทำลายเตาหลอมออกจากภายใน

หลังฟังจบ หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ก็นิ่งค้างไปนาน

หลัวจินหยางค่อย ๆ หันไปทางมู่เสวี่ยหนิง

“เดี๋ยวนะ เจ้าเองก็อยู่ในเตาหลอมด้วยหรือ?”

มู่เสวี่ยหนิงก้มหน้าลงด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

“เจ้าค่ะ”

“เช่นนั้นพวกเจ้าทั้งสามก็...”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม

“สถานการณ์บังคับ ไม่มีทางเลือก”

มู่เสวี่ยหนิงเม้มริมฝีปาก ก่อนพึมพำออกมาเบา ๆ

“ข้าคิดว่าพี่หญิงดูเต็มใจมากเลยนะเจ้าคะ”

“น้องหญิง เรื่องเล็กน้อยเช่นนั้นไม่จำเป็นต้องเล่าก็ได้”

โม่ชิงเฟิงกวาดตามองฝาแฝดทั้งสอง ก่อนคลี่พัดออกปิดบังรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“หากพวกเจ้าคิดจะจับศิษย์น้องมาเป็นสามี พี่สาวก็ไม่ว่าอะไรหรอกนะ”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ชะงักพร้อมกัน

“พี่ใหญ่ ท่านกำลังพูดอะไรเจ้าคะ?!”

“ดูเหมือนพวกเจ้าเองก็สนใจเขาไม่น้อย แต่พี่สาวต้องเตือนไว้ก่อนว่าศิษย์น้องมีภรรยาหลายคนแล้ว”

นางเริ่มยกนิ้วขึ้นนับ

“ไป๋หลิง หนานอวี้ และหลานชิงอวี้ซึ่งเข้าสำนักมาพร้อมศิษย์น้อง เป็นน้องเล็กสุดของพวกเรา”

“ยังมีลู่ชิงถาน สหายของไป๋หลิง องค์รัชทายาทเซี่ยหลานอิง รวมถึงเซี่ยเยว่หลี หลานสาวของนาง”

“นอกจากนี้ก็มีเซียวซินเยวี่ยกับผู้อาวุโสซูเม่ยเหยาจากตำหนักโอสถ”

โม่ชิงเฟิงชี้มาทางตนเอง ก่อนเลื่อนไปทางมู่เสวี่ยหนิง

“แล้วตอนนี้ก็มีพี่สาวกับเสวี่ยหนิงเพิ่มเข้ามาอีกสองคน”

หลัวจินหยางนับจำนวนตาม ก่อนมุมปากจะกระตุก

“นี่ไม่เรียกว่าหลายคนแล้วกระมัง?”

“อืม เรียกว่าเยอะมากเลยต่างหาก”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้าอย่างอารมณ์ดี

“เพราะฉะนั้น หากพวกเจ้ารับได้ พี่สาวก็ไม่ขัดขวางหรอกนะ”

“ฮี่ ๆ”

หลัวจินเยว่รีบกล่าวแก้ตัว

“พวกเราเพียงสนใจเพราะเขาเป็นศิษย์น้องซึ่งไม่เคยพบหน้ามาก่อนเท่านั้นเจ้าค่ะ!”

“ใช่แล้ว!”

หลัวจินหยางพยักหน้ารัว ๆ

มู่เสวี่ยหนิงมองใบหน้าแดงระเรื่อของฝาแฝดทั้งสอง ก่อนหันไปสบตากับโม่ชิงเฟิง

หญิงสาวทั้งสองซึ่งมีประสบการณ์มาก่อนย่อมมองออกทันทีว่า คำแก้ตัวนั้นไม่น่าเชื่อถือแม้แต่น้อย

โม่ชิงเฟิงหรี่ตามองพวกนาง

“ข้าไม่เชื่อหรอก”

“พวกเจ้าคงได้ยินเรื่องของศิษย์น้องมาจากที่ใดสักแห่ง จึงสนใจเขามานานแล้ว พอได้พบตัวจริงก็ยิ่งสนใจเข้าไปอีก”

หลัวจินหยางอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยอมรับออกมา

“ท่านอ๋องเฉินเคยกล่าวถึงเขาหลายครั้งจริง ๆ ทั้งเรื่องที่ทำลายตระกูลใหญ่ การหลอมโอสถระดับสูง และเรื่องขององค์รัชทายาท”

หลัวจินเยว่รีบเสริม

“พวกเราเพียงอยากรู้ว่าบุรุษตาบอดขอบเขตต่ำผู้หนึ่งทำเรื่องเหล่านั้นได้อย่างไรเท่านั้น”

“แล้วหลังจากพบตัวจริงเล่า?”

โม่ชิงเฟิงถามด้วยรอยยิ้ม

ฝาแฝดทั้งสองเงียบลงพร้อมกัน

มู่เสวี่ยหนิงหัวเราะเบา ๆ

“ตอนแรกข้าเองก็เคยคิดว่าเพียงสนใจท่านพี่เท่านั้นเจ้าค่ะ”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หันมามองนางทันที

โม่ชิงเฟิงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“เห็นหรือไม่? อาการเริ่มต้นเหมือนกันไม่มีผิด”

โม่ชิงเฟิงโน้มตัวเข้าไปใกล้ฝาแฝดทั้งสอง พร้อมลดเสียงลงอย่างมีเลศนัย

“ให้พี่สาวช่วยหรือไม่เล่า?”

“ไหน ๆ เขาก็กวาดสตรีบนยอดเขาไปเกือบหมดแล้ว...ไม่สิ เมื่อดูจากนิสัยของเขา คงต้องบอกว่าทุกคนร่วมมือกันจับเขากินมากกว่า”

นางหัวเราะเบา ๆ

“พรุ่งนี้ศิษย์น้องมีนัดดื่มสุรากับท่านอ๋อง พวกเจ้าก็ฉวยโอกาสตอนเขาเมาเป็นอย่างไร?”

จากนั้นจึงหันไปทางหลัวจินหยาง

“จินหยาง เจ้าเอาก่อนไหม?”

“หรือจะพร้อมกันเลยก็ได้ เขารับมือพร้อมกันได้นาาาา”

ใบหน้าของฝาแฝดทั้งสองแดงก่ำในทันที

“พี่ใหญ่!”

หลัวจินหยางรีบลุกขึ้น

“การฉวยโอกาสตอนเขาเมาไม่ถูกต้องนะ!”

หลัวจินเยว่พยักหน้าเห็นด้วย ก่อนชะงักไปเล็กน้อย

“แล้วเหตุใดต้องให้พี่หญิงเป็นคนแรกด้วยเจ้าคะ?”

“จินเยว่!”

“ขะ ข้าเพียงสงสัยเท่านั้น!”

มู่เสวี่ยหนิงยกมือขึ้นปิดปากเพื่อกลั้นหัวเราะ

“ข้าว่าแผนนี้ใช้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ ท่านพี่เป็นคนหมักสุรานั่นเอง เขาคงไม่เมาง่ายถึงเพียงนั้น”

โม่ชิงเฟิงถอนหายใจอย่างเสียดาย

“นั่นสินะ ถึงเมาจริงก็ไม่ควรทำอะไรโดยที่เขาไม่ยินยอม”

นางมองใบหน้าแดงจัดของฝาแฝดทั้งสอง ก่อนยกมุมปากขึ้นอีกครั้ง

“แต่พวกเจ้าสามารถสารภาพกับเขาตรง ๆ ได้นะ”

“พี่ใหญ่เลิกพูดเรื่องนี้เสียทีเถอะเจ้าค่ะ!”

เสียงของฝาแฝดดังประสานกันไปทั่วทั้งห้อง

โม่ชิงเฟิงยักไหล่อย่างไม่เห็นว่าเป็นเรื่องใหญ่

“ทำไมเล่า? คนกันเองทั้งนั้น”

“ข้าได้น้องหญิงเพิ่มขึ้นมาตั้งหลายคน ดีจะตายไป”

นางแค่นเสียงเบา ๆ

“อย่างไรก็ดีกว่าไอ้สวะเย่อ้าวเทียนนั่นตั้งเยอะ”

หลัวจินหยางชะงัก

“พี่ใหญ่ ท่านยังไม่ชอบศิษย์พี่เย่อีกหรือ? เขาตามเกี้ยวท่านมานานมากแล้วนะ”

“ตามเกี้ยวนานแล้วอย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงหุบพัดลง

“ปากของมันพูดจาอ่อนหวาน แต่แววตากลับมองสตรีเหมือนสิ่งของที่ตนต้องครอบครอง ข้าเห็นก็รำคาญแล้ว”

หลัวจินเยว่ถามอย่างสงสัย

“แล้วศิษย์น้องแตกต่างกันอย่างไรเจ้าคะ? ภรรยาของเขามีตั้งมากมาย”

“อย่างน้อยศิษย์น้องก็ไม่เคยหลอกใคร”

โม่ชิงเฟิงตอบทันที

“ชอบก็บอกว่าชอบ มีภรรยาหลายคนก็บอกตามตรง กระทั่งเรื่องที่ตนเองชอบราคะยังยอมรับออกมาอย่างหน้าตาเฉย”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าเห็นด้วย

“ท่านพี่ไม่เคยบังคับผู้ใดด้วยเจ้าค่ะ ต่อให้พวกเราเข้าไปยั่วยุ เขายังอดทนได้นานกว่าที่คิดเสียอีก ไม่สิเขาอดทนได้เรื่อยๆเลยต่างหาก”

โม่ชิงเฟิงกระแอมเบา ๆ

“ไม่ต้องกล่าวถึงส่วนนั้นละเอียดนักก็ได้”

จากนั้นนางจึงคลี่พัดออกอีกครั้ง

“ที่สำคัญ ศิษย์น้องทำอาหารอร่อยกว่าเย่อ้าวเทียนหลายร้อยเท่า”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่รู้สึกว่าประโยคสุดท้ายน่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่สุด

หลัวจินหยางนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตบโต๊ะแล้วลุกขึ้นด้วยสีหน้ามุ่งมั่น

“ดีละ เช่นนั้นพรุ่งนี้ตอนเที่ยงข้าจะจับเขากินเลย!”

ภายในห้องเงียบสนิท

หลัวจินเยว่หันไปมองพี่สาวฝาแฝดของตนอย่างไม่อยากเชื่อ

“พี่หญิง! เมื่อครู่ท่านยังปฏิเสธอยู่เลยไม่ใช่หรือเจ้าคะ?!”

“ข้าเพียงใช้เวลาพิจารณาให้ถี่ถ้วน”

“ท่านใช้เวลาพิจารณาไม่ถึงหนึ่งเค่อด้วยซ้ำ!”

หลัวจินหยางกอดอก

“เรื่องบางเรื่องคิดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ ในเมื่อสนใจก็ควรลองพูดกับเขาตรง ๆ”

โม่ชิงเฟิงกะพริบตาปริบ ๆ

“เดี๋ยวก่อน พี่สาวยอมรับว่ายุพวกเจ้า แต่คำว่า ‘จับกิน’ ของเจ้าหมายถึงถามความยินยอมเขาก่อนใช่หรือไม่?”

“แน่นอนสิ”

หลัวจินหยางตอบด้วยสีหน้าจริงจัง

“หากศิษย์น้องตกลง ข้าก็จะจับเขากิน”

“หากไม่ตกลงเล่า?”

“ข้าก็จะเกี้ยวเขาจนกว่าจะตกลง”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออกด้วยความพึงพอใจ

“ดีมาก สมกับเป็นน้องห้าของข้า”

หลัวจินเยว่รีบดึงแขนเสื้อพี่สาว

“แล้วเหตุใดต้องเป็นพรุ่งนี้ตอนเที่ยงด้วย?”

“ตอนเช้าศิษย์น้องต้องปรับพลัง ส่วนตอนค่ำเขามีนัดดื่มสุรากับท่านอ๋อง”

หลัวจินหยางพยักหน้าอย่างมีเหตุผล

“ตอนเที่ยงจึงเหมาะสมที่สุด”

มู่เสวี่ยหนิงหันไปกระซิบกับโม่ชิงเฟิง

“พี่หญิง ข้ารู้สึกว่าท่านไปปลุกบางสิ่งที่ไม่ควรปลุกเข้าแล้วเจ้าค่ะ”

“พี่สาวก็เริ่มรู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน”

หากยูรันได้ยินบทสนทนาทั้งหมดภายในห้องนี้ ความคิดแรกที่ปรากฏขึ้นในหัวของเขาคงมีเพียงประโยคเดียว

[นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับสตรีจากยอดเขาจันทรากันแน่วะ?!]

[เหตุใดแต่ละคนถึงจ้องจะจับข้ากินกันหมดเลย?!]