คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 276 ลำเอียงชัด ๆ...8,014 ตัวอักษร

ตอนที่ 276 ลำเอียงชัด ๆ...

ยอดเขาจันทรา ดาดฟ้าตำหนัก

สายลมยามค่ำคืนพัดผ่านดาดฟ้าอันกว้างใหญ่ เบื้องล่างเต็มไปด้วยผู้คนซึ่งกำลังเตรียมสัมภาระสำหรับการประลองร่วมสำนัก

หนานอวี้ยืนอยู่บนขอบดาดฟ้า ก่อนชูมือขึ้นอย่างกระตือรือร้น

“พรุ่งนี้เช้าเราจะออกเดินทางงงงงงงงงงง!”

“ด้วยวิชาก้าวพริบตาที่ศิษย์น้องสอน พวกเราจะไปถึงภายในสองวันอย่างแน่นอน!”

หลานชิงอวี้ถอนหายใจยาว

“เฮ้อออออออ...”

“หากไม่หยุดพักเลยก็คงถึงภายในวันเดียวเจ้าค่ะ ที่ต้องเสียเวลาถึงสองวันก็เพราะต้องนั่งรอท่านนั่นแหละ”

นางมองหนานอวี้ด้วยสายตาเหนื่อยหน่าย

“ท่านยังไม่ชำนาญวิชาเสียที ทำให้ผู้อื่นเสียเวลากันหมด”

หนานอวี้หันขวับ

“ใครบอกว่าข้ายังไม่ชำนาญ?!”

ไป๋หลิงซึ่งยืนอยู่ข้างหลานชิงอวี้ยกมือขึ้นทันที

“ข้าเห็นด้วยกับชิงอวี้”

“ศิษย์พี่รอง!”

หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งดื่มชาอยู่ไม่ไกลกล่าวขึ้นอย่างเรียบเฉย

“อืม หากใช้วิชาได้อย่างถูกต้อง พวกเราควรไปถึงภายในครึ่งวันด้วยซ้ำ”

“อาจารย์!”

หนานอวี้หันไปมองนางอย่างไม่อยากเชื่อ

“เหตุใดแม้แต่ท่านก็เข้าข้างพวกนาง?!”

“ข้าไม่ได้เข้าข้างผู้ใด เพียงกล่าวตามความจริง”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ

“ทุกคนเรียนวิชาเดียวกัน แต่มีเพียงเจ้าที่ต้องหยุดพักทุกสิบครั้ง หากไม่ใช่เพราะเจ้ายังไม่ชำนาญแล้วจะเป็นเพราะอะไร?”

หนานอวี้อึกอักอยู่ครู่หนึ่ง

“ข้าเพียงรักษาพลังเอาไว้เผื่อเกิดเหตุไม่คาดคิด!”

ไป๋หลิงกับหลานชิงอวี้หันมาสบตากัน ก่อนตอบพร้อมกัน

“ข้ออ้าง”

“พวกเจ้าเข้าข้างกันเกินไปแล้ว!”

เซี่ยเยว่หลีเหนื่อยใจกับสิ่งนี้


อีกด้านหนึ่ง ตำหนักโอสถ

ภายในห้องปรุงโอสถ เซียวซินเยวี่ยกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง แม้ตรงหน้าจะมีตำรากางอยู่ แต่สายตาของนางกลับไม่ได้จับจ้องตัวอักษรแม้แต่น้อย

ซูเม่ยเหยาวางขวดยาในมือลง ก่อนเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

“อีกไม่กี่วันก็จะได้พบเขาแล้ว”

“คิดถึงเขาละสิ?”

เซียวซินเยวี่ยชะงักเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าตามตรง

“เจ้าค่ะ”

ซูเม่ยเหยาหัวเราะเบา ๆ

“เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกเดินทาง”

“วิชาก้าวพริบ เจ้าใช้ได้ชำนาญแล้วใช่หรือไม่?”

“ข้าชำนาญแล้วเจ้าค่ะ”

“ดี”

ซูเม่ยเหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ทางฝั่งหลิงเยวี่ยก็คงคิดไม่ต่างจากพวกเรา พวกนางน่าจะออกเดินทางในวันพรุ่งนี้เช่นกัน”

“หากเดินทางราบรื่น พวกเราคงไปสมทบกับพวกนางได้ภายในวันพรุ่งนี้ อย่างช้าก็ไม่เกินสองวัน”

นางเดินผ่านเซียวซินเยวี่ย ก่อนตบไหล่อีกฝ่ายเบา ๆ

“คืนนี้รีบพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ต้องออกเดินทางแต่เช้า”

เซียวซินเยวี่ยปิดตำรา ก่อนมองออกไปยังท้องฟ้ายามค่ำคืนอีกครั้ง

“เจ้าค่ะ”

[อีกไม่นานก็จะได้พบกันแล้ว...]


รุ่งเช้าวันต่อมา

ยูรันสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนยกมือขึ้นปลดผ้าปิดตาออกช้า ๆ

เปลือกตาซึ่งปิดสนิทมาตลอดทั้งคืนค่อย ๆ เปิดขึ้น

“อ่าาาาา...”

“เนตรดาราสวรรค์ ขั้นแรกประกายดารา”

ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเปลี่ยนแปลงไปอย่างสมบูรณ์

ส่วนซึ่งควรเป็นตาขาวถูกย้อมด้วยภาพของห้วงจักรวาลอันกว้างใหญ่ สีสันไม่สว่างเจิดจ้าจนแสบตา และไม่มืดมิดจนชวนหวาดกลัว ภายในนั้นมีสะเก็ดดาวขนาดเล็กนับไม่ถ้วนกระจายตัวอยู่ทั่วราวกับท้องฟ้ายามราตรี

วงแหวนหลายชั้นปรากฏขึ้นภายในดวงตา แต่ละวงแผ่ซ้อนออกจากจุดศูนย์กลางคล้ายระลอกคลื่นบนผิวน้ำ

ส่วนตาดำถูกแบ่งด้วยวงแหวนอีกชุดหนึ่ง ตัดกับพื้นหลังจักรวาลโดยรอบอย่างชัดเจน ประกายดาวภายในสว่างกว่าเดิมหลายเท่า ทั้งหมุนวนเข้าหาศูนย์กลางเป็นรูปก้นหอยอย่างช้า ๆ

เมื่อวงแหวนทุกชั้นหมุนประสานกัน ดวงตาของยูรันก็ดูไม่ต่างจากกาแล็กซีสองแห่งซึ่งกำลังเคลื่อนไหวอยู่ภายในห้วงจักรวาล

แสงดาววูบไหวผ่านม่านตาครั้งหนึ่ง ก่อนทุกอย่างจะสงบนิ่งลง

ยูรันตรวจสอบพลังภายในดวงตาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพบว่าทัณฑ์สวรรค์ซึ่งสะสมเอาไว้ถูกใช้ไปกับพิธีกรรมไม่น้อย

“สุดท้ายก็ยังต้องดูดกลืนทัณฑ์สวรรค์มาใช้อยู่ดี”

เขาถอนหายใจ ก่อนยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจ

“แต่ช่างเถอะ อย่างน้อยก็ฟื้นคืนมาแล้ว”

ยูรันส่งจิตเข้าไปตรวจสอบทารกภายในร่าง

ทารกตัวน้อยค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างของมันมีพื้นหลังเป็นห้วงจักรวาล วงแหวนหลายชั้นหมุนวนอยู่ท่ามกลางประกายดาวเช่นเดียวกับเขาไม่มีผิด

“บู่!”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“อืม หลังตรวจสอบดูแล้ว ทารกเองก็มีดวงตาแบบเดียวกัน”

“ถ้าทารกเติบโตขึ้น เนตรดาราสวรรค์ก็คงฟื้นคืนพลังกลับมาทีละขั้นพร้อมกันสินะ”

“เท่านี้ก็พอใช้ได้”

เขาลุกขึ้นยืดตัว ก่อนเดินไปทางประตูราวกับเรื่องซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นไม่ได้สำคัญอะไรนัก

“ไปหาอะไรกินดีกว่า”

ทันทีที่ได้ยินเสียงประตูเปิด โม่ชิงเฟิงก็รีบลุกขึ้นจากเตียง

“น้องหญิง เขาตื่นแล้ว เร็วเข้า!”

นางเปิดประตูห้องแล้วเร่งฝีเท้าออกไป เมื่อเห็นยูรันยืนอยู่ตรงทางเดินก็รีบพุ่งเข้าไปหา

“น้องชาย เป็นอย่า—”

คำพูดของโม่ชิงเฟิงหยุดลงกลางคัน

ร่างของนางชะงักอยู่ตรงหน้าเขา ดวงตาจับจ้องใบหน้าของยูรันอย่างไม่อาจละสายตา

ภายในดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยห้วงจักรวาลและประกายดาว วงแหวนหลายชั้นกำลังหมุนวนอย่างแช่มช้า ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกราวกับจิตวิญญาณกำลังถูกดึงเข้าสู่ท้องฟ้าอันไร้ขอบเขต

มือซึ่งกำลังจะโอบกอดเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสัมผัสข้างแก้มอย่างแผ่วเบา

“ดวงตาของเจ้า...งดงามมาก”

ยูรันยิ้มเล็กน้อย

“อย่างนั้นหรือ?”

“อืม”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้า ดวงตาของนางอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด

“งดงามที่สุดเท่าที่พี่สาวเคยพบเห็นมาเลย”

มู่เสวี่ยหนิงกับฝาแฝดทั้งสองรีบตามออกมาจากห้อง ก่อนจะหยุดนิ่งไปพร้อมกันเมื่อเห็นดวงตาของยูรัน

มู่เสวี่ยหนิงถามด้วยความยินดี

“ท่านพี่มองเห็นแล้วหรือเจ้าคะ?”

“อืม เห็นชัดมากด้วย”

ยูรันกวาดตามองใบหน้าของพวกนางทีละคน ก่อนสายตาจะกลับมาหยุดอยู่ที่โม่ชิงเฟิง

“เพิ่งได้เห็นกับตาตัวเองนี่แหละ”

โม่ชิงเฟิงยิ้มกว้างขึ้น

“เป็นอย่างไร พี่สาวงดงามเหมือนที่เจ้าคิดเอาไว้หรือไม่?”

ยูรันพิจารณานางอย่างละเอียดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม ท่านดูเหมือนบัณฑิตเก๊จริง ๆ ด้วย”

โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้นทาบหน้าอก ก่อนแสดงสีหน้าเจ็บปวดเกินจริง

“พูดเช่นนี้พี่สาวเสียใจนะ”

ยูรันยักไหล่

“เอาตามตรง ข้าแทบจะรู้อยู่แล้วว่าใบหน้าของท่านเป็นอย่างไร”

“ก่อนหน้านี้ถึงมองไม่เห็นด้วยดวงตา แต่ข้าก็รับรู้รูปร่างและรายละเอียดรอบตัวได้อยู่ดี เพราะฉะนั้นมองเห็นกับมองไม่เห็นจึงไม่ได้แตกต่างกันมากนัก”

“แต่เจ้าก็ควรชมพี่สาวสักหน่อยไม่ใช่หรือ?”

“อืม ท่านงดงามดี”

โม่ชิงเฟิงหรี่ตามองเขา

“เหตุใดฟังดูเหมือนพูดส่ง ๆ?”

“เพราะท่านบังคับให้ข้าชมไง”

“……”

มู่เสวี่ยหนิงเดินเข้ามาใกล้ ก่อนจ้องดวงตาของเขาด้วยความหลงใหล

“อย่างนั้นหรือเจ้าคะ แต่ว่าดวงตาของท่านพี่งดงามมาก”

นางขยับเข้ามามองใกล้ขึ้นอีกเล็กน้อย

“งดงามจริง ๆ เจ้าค่ะ ข้าไม่เคยพบเห็นดวงตาเช่นนี้มาก่อนเลย”

“อ๋อ อย่างนั้นหรือ?”

ยูรันกะพริบตาครั้งหนึ่ง ประกายดาวภายในพลันหมุนวนตามวงแหวนอย่างช้า ๆ

“นี่เป็นเพียงขั้นแรกเท่านั้น ยังมีอีกหลายขั้น”

หลัวจินหยางอดถามไม่ได้

“หมายความว่ารูปลักษณ์ของดวงตาจะเปลี่ยนแปลงไปอีกหรือ?”

“อืม เมื่อฟื้นคืนไปทีละขั้น ก็คงมีบางอย่างเติมเข้ามาเรื่อย ๆ”

หลัวจินเยว่มองวงแหวนกับสะเก็ดดาวซึ่งมีอยู่เต็มดวงตาของเขา

“ขนาดนี้ยังเป็นเพียงขั้นแรกอีกหรือเจ้าคะ?”

ยูรันพยักหน้า

“ใช่”

“แล้วขั้นสุดท้ายจะเป็นเช่นไร?”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“จำไม่ได้”

“รู้สึกว่า...อืม น่าจะสวยกว่านี้กระมัง”

หลัวจินหยางยังคงจ้องดวงตาของเขาโดยไม่กะพริบ นางเดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงหน้า ก่อนสูดหายใจเข้าลึก

“ศิษย์น้อง”

“หืม?”

“ข้ารักเจ้า”

นางกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“ตอนกลางวันนี้ข้าอยากกินเจ้า”

ทางเดินทั้งสายตกอยู่ในความเงียบ

ยูรันกะพริบตาปริบ ๆ

มู่เสวี่ยหนิงยกมือขึ้นปิดปาก ส่วนหลัวจินเยว่หันไปมองพี่สาวฝาแฝดของตนอย่างตกตะลึง

“พี่หญิง! ท่านพูดออกไปตรง ๆ เช่นนั้นเลยหรือ?!”

“การอ้อมค้อมเสียเวลา”

หลัวจินหยางตอบโดยไม่ละสายตาจากยูรัน

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามขึ้น

“เดี๋ยวนะ พวกเราเพิ่งพบกันเมื่อวานไม่ใช่หรือ?”

“แต่ข้าได้ยินเรื่องของเจ้ามานานแล้ว”

“แล้วเหตุใดต้องเป็นตอนกลางวัน?”

“ตอนเช้าเจ้าต้องปรับพลัง ส่วนตอนค่ำมีนัดดื่มสุรากับท่านอ๋อง”

หลัวจินหยางตอบอย่างมีเหตุผล

“ตอนกลางวันจึงเหมาะสมที่สุด”

ยูรันหันไปมองโม่ชิงเฟิงช้า ๆ

โม่ชิงเฟิงรีบคลี่พัดขึ้นปิดบังใบหน้า ก่อนหันไปชมทิวทัศน์นอกหน้าต่างราวกับไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง

“อาเจ๊”

“หืม?”

“ฝีมือท่านใช่ไหม?”

“พี่สาวไม่รู้เรื่อง”

ยูรันหันกลับมาทางหลัวจินหยาง ก่อนหรี่ตามองนางอย่างพิจารณา

หลัวจินหยางสบตาเขาโดยไม่หลบหนี

“ข้ารู้แล้วว่าเจ้ามีภรรยาหลายคน”

“ข้ารับได้ ไม่มีปัญหา”

พูดจบนางก็กะพริบตาปริบ ๆ ส่งให้ ราวกับพยายามแสดงท่าทางน่ารักที่สุดเท่าที่ตนเองทำได้

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“อืมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมมม...”

ทุกคนยืนรอฟังคำตอบอย่างลุ้นระทึก

ในที่สุดยูรันก็พยักหน้า

“ได้”

หลัวจินหยางยกมุมปากขึ้นอย่างพึงพอใจ

โม่ชิงเฟิงกลับลดพัดลงทันที

“น้องชาย!”

“อะไร?”

“ตอนพี่สาวขอ เหตุใดเจ้าไม่ยอมตอบเร็วเช่นนี้บ้างงงงงงง?!”

ยูรันหันไปมองนางด้วยสีหน้าแปลกประหลาด

“ท่านเคยขอข้าดี ๆ ตอนไหน?”

“ตอนอยู่ในเตาหลอมอย่างไรเล่า!”

“อาเจ๊ ตอนนั้นท่านพุ่งเข้ามาจูบข้าก่อน แล้วค่อยบอกให้ข้าดับไฟให้”

“นั่นก็นับว่าเป็นการขอ!”

มู่เสวี่ยหนิงกล่าวขึ้นเบา ๆ

“ข้าคิดว่ามันใกล้เคียงกับการบังคับมากกว่านะเจ้าคะ”

“น้องหญิง เหตุใดเจ้าจึงเข้าข้างเขา?!”

ยูรันยักไหล่

“เห็นไหม ตอนนั้นข้าไม่มีโอกาสตอบด้วยซ้ำ”

โม่ชิงเฟิงยกพัดขึ้นปิดใบหน้าอีกครั้ง ก่อนพึมพำอย่างไม่พอใจ

“ลำเอียงชัด ๆ...”