คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 278 อืม แบบนี้ค่อยดีหน่อย7,527 ตัวอักษร

ตอนที่ 278 อืม แบบนี้ค่อยดีหน่อย

ยูรันมองฝาแฝดทั้งสองด้วยความไม่เข้าใจ

“ได้ก่อนหรือได้หลังมันสำคัญตรงไหน?”

“สำคัญ!”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ตอบพร้อมกัน

“สำคัญอย่างไร?”

หลัวจินหยางชี้เข้าหาตนเอง

“ข้าเป็นพี่ ย่อมต้องได้ก่อนเจ้าค่ะ!”

หลัวจินเยว่รีบโต้แย้ง

“เพราะเป็นพี่หญิง ท่านจึงแย่งทุกอย่างไปก่อนข้าตลอด คราวนี้ข้าจะไม่ยอมแล้ว!”

“แต่ข้าเป็นคนสารภาพก่อน!”

“ข้าสนใจศิษย์น้องก่อนท่านอีก!”

“เจ้ามีหลักฐานหรือ?”

“เรื่องเช่นนี้จะเอาหลักฐานจากที่ใดเล่า?!”

ยูรันยกมือขึ้นกุมขมับ

“พอแล้ว”

เขามองฝาแฝดทั้งสองสลับกัน

“ใครได้ก่อนหรือได้หลังไม่สำคัญทั้งนั้นแหละ”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หันมาสบตากันอยู่ครู่หนึ่ง

ยูรันเอนหลังเล็กน้อย

“มาสิ”

สิ้นเสียงนั้น ฝาแฝดทั้งสองก็พุ่งเข้าไปหาพร้อมกัน คนหนึ่งคว้าแขนซ้าย อีกคนโอบแขนขวา ก่อนร่วมแรงกันผลักเขาลงบนเตียง

ตุบ!

หลัวจินเยว่สะบัดมือกางม่านพลังปิดกั้นเสียงและการรับรู้จากภายนอกทันที

ยูรันมองหญิงสาวทั้งสองซึ่งเมื่อครู่ยังตีกันแทบเป็นแทบตาย ก่อนยกมุมปากขึ้น

“สามัคคีกันก็ทำได้นี่”

“เฉพาะเรื่องนี้เท่านั้นเจ้าค่ะ”

หลัวจินหยางก้มลงจุมพิตเขาโดยไม่เปิดโอกาสให้กล่าวอะไรต่อ ส่วนหลัวจินเยว่โอบกอดเขาจากอีกด้าน รอยยิ้มของนางเต็มไปด้วยความตื่นเต้นและเขินอาย

เสียงโต้เถียงเบา ๆ ดังขึ้นอีกไม่กี่ครั้ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นเสียงหัวเราะกระซิบกระซาบ

ม่านข้างเตียงค่อย ๆ ปิดลง พร้อมกับแสงแดดยามเที่ยงซึ่งส่องผ่านหน้าต่างเข้ามา

ช่วงบ่ายสาม

แสงแดดภายในห้องเริ่มเอนคล้อยไปทางทิศตะวันตก

ม่านกั้นเสียงยังคงทำงานอยู่ ขณะที่ภายในห้องกลับเงียบสงบลงแล้ว

ยูรันนั่งพิงหัวเตียงด้วยท่าทีสบาย ๆ ส่วนฝาแฝดทั้งสองนอนห่มผ้าอยู่คนละข้าง เส้นผมยุ่งเล็กน้อยและใบหน้ายังคงแดงระเรื่อ

หลัวจินหยางสูดหายใจเข้าลึก ก่อนพึมพำออกมา

“ในที่สุดข้าก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดพี่ใหญ่ถึงดูภูมิใจนัก...”

หลัวจินเยว่พยักหน้าอย่างอ่อนแรง

“ข้าเองก็เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ...”

อีกด้านหนึ่ง ห้องหมายเลขสอง

โม่ชิงเฟิงเดินวนไปมาภายในห้องอยู่หลายรอบ ก่อนจะหยุดเท้าลงอย่างกะทันหัน

“โอ๊ย! ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งกำลังอ่านตำราเงยหน้าขึ้นด้วยความตกใจ

“พี่หญิงเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”

โม่ชิงเฟิงกำพัดในมือแน่น

“พี่สาวจะไปร่วมวงด้วย!”

“เอ่อ...ข้าว่าไม่ค่อยดีมั้งเจ้าคะ”

“ทำไมจะไม่ดี?”

โม่ชิงเฟิงหันมาทางนาง

“เจ้ากับข้าก็เคยอยู่พร้อมกันมาแล้ว เพิ่มอีกสองคนจะเป็นอะไรไป?”

“แต่ว่า—”

“ไม่รู้ละ พี่สาวไปแล้ว!”

พูดจบนางก็เปิดประตูแล้วรีบเดินตรงไปยังห้องหมายเลขหนึ่งทันที

มู่เสวี่ยหนิงนั่งนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจแล้วรีบตามออกไป

โม่ชิงเฟิงหยุดอยู่หน้าประตู ก่อนเคาะเสียงดัง

ก๊อก! ก๊อก! ก๊อก!

“น้องชาย เปิดประตูให้พี่สาวเดี๋ยวนี้!”

ไม่นาน ม่านพลังซึ่งปิดกั้นห้องก็เปิดช่องออก

เสียงของยูรันดังมาจากด้านใน

“อาเจ๊ ท่านมีอะไร?”

“พี่สาวจะเข้าร่วมด้วย”

ภายในห้องเงียบไปชั่วขณะ

“ท่านถามศิษย์พี่ทั้งสองก่อน”

โม่ชิงเฟิงจึงชะโงกหน้าเข้าไป หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หันมาสบตากัน ก่อนพยักหน้าด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

“พี่ใหญ่เป็นคนช่วยพวกเราเองนี่เจ้าคะ”

“เข้ามาเถอะเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงยกมุมปากอย่างพึงพอใจ

“ได้ยินแล้วนะน้องชาย?”

“อืม เข้ามาสิ”

นางหันกลับไปคว้าข้อมือมู่เสวี่ยหนิงซึ่งเพิ่งตามมาถึง

“ไปกันเถอะน้องหญิง”

“เดี๋ยวก่อน ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะ—”

ประตูปิดลงพร้อมกับม่านกั้นเสียงซึ่งกลับมาทำงานอีกครั้ง

จากนั้นภายในห้องก็ไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาอีกเลย

ช่วงเย็น

ภายในห้องหมายเลขหนึ่ง ม่านกั้นเสียงยังคงปิดสนิท

มู่เสวี่ยหนิงเป็นคนแรกที่ยกมือยอมแพ้

“ข้าไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ...มันดีเกินไปจนข้าอ่อนแรงไปหมดแล้ว”

นางทิ้งตัวลงนอนใต้ผ้าห่ม ก่อนหลับตาลงอย่างหมดสภาพ

โม่ชิงเฟิงกัดริมฝีปาก แม้ใบหน้าจะแดงก่ำและลมหายใจติดขัด แต่ยังคงไม่ยอมถอย

“อึก...ข้าไม่ยอมแพ้หรอก”

“พี่สาวจะแพ้น้องห้ากับน้องหกได้อย่างไร?”

นางหันไปทางยูรันอย่างท้าทาย

“น้องชาย พี่สาวยังไหว ต่อได้เลย!”

หลัวจินหยางเหลือบมองนาง ก่อนยกมุมปากอย่างเหนือกว่า

“หึ หากพี่ใหญ่กระจอกก็ถอยไปเถอะ”

หลัวจินเยว่พยักหน้าเห็นด้วย

“ถูกต้อง หากพี่ใหญ่อ่อนแอก็ยอมแพ้เสียเถอะเจ้าค่ะ”

การแข่งขันอันไร้สาระของหญิงสาวทั้งสามจึงดำเนินต่อไปหลังม่านปิด โดยไม่มีผู้ใดยอมลดราวาศอกให้กัน

อีกสองเค่อต่อมา โม่ชิงเฟิงก็เป็นคนถัดไปที่หมดแรง นางทิ้งตัวลงข้างมู่เสวี่ยหนิงพร้อมกับหอบหายใจอย่างหมดสภาพ

ส่วนฝาแฝดทั้งสองยังคงฝืนไม่ยอมแพ้ กระทั่งผ่านไปอีกครึ่งชั่วยามจึงร่วงตามกันไปในที่สุด

หลัวจินหยางนอนกอดผ้าห่ม ก่อนบ่นด้วยเสียงอ่อนแรง

“ป่าเถื่อนเกินไปแล้ว...พวกเราท้าทายเพียงเล็กน้อย เจ้ากลับเอาจริงถึงเพียงนี้”

ยูรันลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าด้วยท่าทีสบาย ๆ

“คราวหน้าศิษย์พี่ก็อย่าท้าทายข้าสิ”

เขาจัดแขนเสื้อให้เรียบร้อย ก่อนเปิดม่านกั้นเสียง

“ข้าแต่งตัวเสร็จแล้ว ต้องไปดื่มสุรากับท่านอ๋องตามนัด”

โม่ชิงเฟิงพยายามยกมือขึ้น

“น้องชาย...พี่สาวไปด้วย...”

“ท่านลุกให้ไหวก่อนเถอะ”

ยูรันกำลังจะก้าวออกจากห้อง แต่พลันหยุดชะงักอยู่หน้าประตู

“มีปัญหาแล้ว”

หญิงสาวทั้งสี่ซึ่งนอนหมดสภาพอยู่บนเตียงเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน

โม่ชิงเฟิงถามอย่างอ่อนแรง

“มีอะไรหรือน้องชาย?”

ยูรันยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง

“ข้าลืมไปว่าท่านอ๋องไม่เคยบอกสถานที่ดื่มสุราเอาไว้”

ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท

หลัวจินหยางพยายามยกตัวขึ้น

“ก็ไปหาท่านอ๋องที่ค่ายเดิมสิ”

“แล้วค่ายอยู่ทางไหน?”

หลัวจินเยว่กะพริบตาปริบ ๆ

“พวกเราเพิ่งเดินทางมาจากที่นั่นเมื่อวานนะ”

“ตอนนั้นข้าเดินตามพวกท่าน ไม่ได้จำทาง”

โม่ชิงเฟิงยกมือขึ้นกุมหน้าผาก

“น้องชาย ตอนนี้เจ้ามองเห็นแล้วนะ”

“มองเห็นไม่ได้หมายความว่าข้าจะรู้ทางเสียหน่อย”

มู่เสวี่ยหนิงถอนหายใจ

“ท่านพี่ลงไปถามเจ้าของโรงเตี๊ยมเถอะเจ้าค่ะ ค่ายทหารตั้งอยู่นอกเมือง ผู้คนทั่วไปน่าจะทราบทาง”

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“อืม มีเหตุผล”

เขาก้าวออกจากห้อง ก่อนปิดประตูตามหลัง

หญิงสาวทั้งสี่นอนเงียบอยู่ครู่หนึ่ง

หลัวจินหยางจึงพึมพำขึ้นมา

“ศิษย์น้องเก่งทุกเรื่องจริงหรือเจ้าคะ?”

โม่ชิงเฟิงหลับตาลงอย่างเหนื่อยใจ

“ยกเว้นเรื่องเส้นทาง...”

หลังจากสอบถามเส้นทางจากเจ้าของโรงเตี๊ยม ยูรันก็เดินทางไปถึงค่ายทหารได้โดยไม่หลงทาง

ทว่าเมื่อไปถึง กลับได้รับแจ้งว่าอ๋องเฉินไม่ได้อยู่ภายในค่าย แต่เดินทางไปยังหอสุราแห่งหนึ่งภายในเมืองตั้งแต่ช่วงบ่าย

ยูรันจึงต้องสอบถามเส้นทางอีกรอบ ก่อนจะมาถึงหอสุราในช่วงเย็น

บนชั้นสอง อ๋องเฉินกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างเพียงลำพัง บนโต๊ะมีอาหารวางอยู่หลายจาน แต่แทบไม่มีร่องรอยว่าถูกแตะต้อง

ยูรันเดินเข้าไป ก่อนนั่งลงฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงใจ

“ไม่คิดว่าท่านอ๋องจะมีอารมณ์มานั่งดื่มในที่สาธารณะเช่นนี้ด้วย”

อ๋องเฉินกำลังจะตอบ แต่เมื่อเงยหน้าขึ้นมองยูรัน เขาก็ชะงักไปทันที

“หืม?”

สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ดวงตาซึ่งเต็มไปด้วยห้วงจักรวาลและประกายดาว

“ดวงตาของเจ้า...เจ้าไม่ได้ตาบอดหรอกหรือ?”

“ดวงตาข้าทำไม?”

ยูรันกะพริบตาหนึ่งครั้ง

“ข้าได้มันกลับคืนมาเมื่อเช้า ตอนนี้จึงไม่ตาบอดแล้ว”

อ๋องเฉินพิจารณาดวงตาคู่นั้นอย่างละเอียด ก่อนกล่าวตามตรง

“อืม งดงามมาก”

“ท่านอ๋องก็กล่าวเกินไป”

ยูรันยกมุมปาก ก่อนเหลือบมองไหสุราของตนซึ่งว่างเปล่าและถูกวางซ่อนอยู่ข้างเก้าอี้

“เอาละ ข้าขอเดาสักหน่อย”

“ท่านเผลอดื่มสุราที่ข้าให้ไปจนหมดตั้งแต่เมื่อวาน แล้ววันนี้ก็เลยมานั่งซังกะตายรอข้าอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”

มือของอ๋องเฉินซึ่งกำลังยกถ้วยชาหยุดชะงัก

“เหลวไหล ข้าไม่ได้มานั่งรอเจ้า”

“อ้อ แล้วไหเปล่าข้างเก้าอี้นั่นคืออะไร?”

อ๋องเฉินใช้เท้าเขี่ยไหสุราเข้าไปใต้โต๊ะอย่างแนบเนียน

“ขยะของทางร้าน”

“บนไหมีชื่อข้าเขียนอยู่”

ยูรันเท้าคางมองเขา

“ตาแก่ติดสุราแล้วยังปากแข็งอีก”

ยูรันก้มลงหยิบไหสุราจากใต้โต๊ะขึ้นมา ก่อนพลิกดูตราประทับตรงก้นไห

“ไหใบนี้ข้าเป็นคนทำเอง ยังคิดจะหลอกข้าอีกหรือ?”

เขาเปิดฝาแล้วเขย่าเบา ๆ ภายในไม่มีสุราเหลืออยู่แม้แต่หยดเดียว

“แถมยังติดลม ถึงกับนำไหเปล่ามานั่งดมต่อ”

ยูรันมองอ๋องเฉินด้วยสายตาดูแคลน

“ท่านนี่มันขี้เหล้าจริง ๆ”

อ๋องเฉินกระแอมเสียงดัง

“ข้าเพียงกำลังตรวจสอบว่ากลิ่นของสุราชนิดนี้ติดอยู่ภายในไหได้นานเพียงใด”

“อ้อ”

“เป็นการศึกษาคุณสมบัติของสุรา”

“ขอรับ ท่านนักวิชาการด้านสุรา”

“เหตุใดคำพูดของเจ้าจึงฟังดูไม่เชื่อข้าแม้แต่น้อย?”

“เพราะข้าไม่เชื่อไง”

อ๋องเฉินสูดหายใจเข้าลึก ก่อนตบโต๊ะเบา ๆ

“เอาละ เลิกพูดเรื่องไร้สาระ เจ้านำสุราชนิดอื่นมาด้วยหรือไม่?”

ยูรันยกมุมปาก

“ยอมรับก่อนว่าท่านชอบสุราของข้า”

“หากไม่ยอมรับ ข้าจะกลับ”

ยูรันทำท่าจะลุกขึ้น อ๋องเฉินจึงรีบคว้าข้อมือเขาเอาไว้

“ชอบ!”

เสียงของอ๋องเฉินดังไปทั่วทั้งชั้นสอง

ผู้คนโดยรอบหันมามองพร้อมกัน

อ๋องเฉินชะงัก ก่อนรีบลดเสียงลง

“ข้าชอบสุราของเจ้า พอใจแล้วหรือยัง?”

ยูรันนั่งลงตามเดิมด้วยรอยยิ้มผู้ชนะ

“อืม แบบนี้ค่อยดีหน่อย”