คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 280 ได้ยินก็ดี คราวหน้าจะได้รู้จักเคาะประตู7,480 ตัวอักษร

ตอนที่ 280 ได้ยินก็ดี คราวหน้าจะได้รู้จักเคาะประตู

หลายชั่วยามต่อมา ไหสุราใบสุดท้ายถูกวางลงบนโต๊ะ

สุราทั้งห้าสิบห้าไหถูกดื่มจนหมดเกลี้ยง ไม่มีเหลือแม้แต่หยดเดียว

อ๋องเฉินพยายามยกถ้วยขึ้นเป็นครั้งสุดท้าย แต่แขนกลับอ่อนแรง ศีรษะของเขาค่อย ๆ ฟาดลงกับโต๊ะ

ตุบ!

จากนั้นก็สลบเหมือดไปทันที

ยูรันกวาดตามองไหเปล่าซึ่งวางกองอยู่เต็มห้อง ก่อนหันมองอ๋องเฉินอย่างดูแคลน

“คออ่อนแล้วจะฝืนดื่มไปทำซากอะไร?”

เขาถอนหายใจยาว

“เฮ้อออออ...สุดท้ายข้าก็ต้องแบกอีก”

ยูรันจับอ๋องเฉินพาดบ่า ก่อนเดินลงมาจากชั้นบนสุด

เจ้าของหอสุราซึ่งเฝ้ารออยู่ด้านล่างรีบวิ่งเข้ามาทันที เมื่อเห็นอ๋องเฉินหมดสภาพอยู่บนบ่าของยูรันก็ชะงักไปเล็กน้อย

“ทะ ท่านอ๋องเป็นอะไรหรือขอรับ?”

“เมา”

“ดื่มไปมากเพียงใด?”

“ห้าสิบห้าไห”

“……”

เจ้าของหอสุรามองอ๋องเฉินด้วยความเคารพขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

ยูรันกำลังจะเดินออกจากหอ แต่พลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“จริงสิ เจ้าของหอ”

“ขอรับ?”

“ข้ามีสูตรสุราอยู่สองสามสูตร สนใจหรือไม่?”

ดวงตาของเจ้าของหอสุราสว่างวาบขึ้นทันที

“สนใจขอรับ!”

เขารีบเข้าไปหายูรันจนแทบสะดุดชายเสื้อของตนเอง

“ไม่ว่าจะเป็นสูตรใด ข้ายินดีรับซื้อทั้งหมด!”

ยูรันลูบคางอย่างครุ่นคิด

“ปกติแล้วสูตรสุราเขาขายกันราคาเท่าไรกันน้าาาาา...”

เจ้าของหอสุรากลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

เขาเริ่มรู้สึกว่าคำตอบของตนในอีกไม่กี่อึดใจข้างหน้า อาจตัดสินชะตากรรมของหอสุราแห่งนี้ไปอีกหลายร้อยปี

ยูรันพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

“โอ้ ใจดีจริง ๆ”

“เช่นนั้นสิบล้านก็พอ”

เจ้าของหอสุราชะงัก

“สิบล้าน...ต่อหนึ่งสูตรหรือขอรับ?”

“ทั้งหมด”

ยูรันหยิบม้วนตำราสามเล่มออกมาจากช่องเก็บของ ก่อนยื่นให้อีกฝ่าย

“ข้าใจกว้าง เอาไปสามสูตรเลย”

เจ้าของหอสุรามองตำราทั้งสามเล่มตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ

“คุณชาย ข้าเสนอสามสิบล้านเหรียญนะขอรับ”

“ได้ยินแล้ว แต่ขี้เกียจคิดราคา”

ยูรันยัดตำราทั้งหมดใส่มือเขา

“สิบล้านก็พอ ส่วนแบ่งกำไรอะไรนั่นก็ไม่ต้อง ข้าไม่อยากกลับมาตรวจบัญชีให้ยุ่งยาก”

เจ้าของหอสุรารีบเปิดตำราเล่มแรกตรวจสอบเพียงเล็กน้อย มือของเขาก็เริ่มสั่น

ภายในไม่ได้มีเพียงรายชื่อวัตถุดิบ แต่ยังระบุวิธีคัดเลือก ขั้นตอนการหมัก อุณหภูมิ ระยะเวลา ตลอดจนวิธีแก้ไขหากรสชาติผิดเพี้ยนเอาไว้อย่างละเอียด

อีกทั้งวัตถุดิบส่วนใหญ่ยังหาได้ไม่ยากจนเกินไป เห็นได้ชัดว่าสูตรเหล่านี้ถูกปรับมาเพื่อให้สามารถผลิตและจำหน่ายได้จริง

“นี่...ทั้งสามสูตรสมบูรณ์แบบมาก!”

ยูรันยื่นมือออกไปตรงหน้า

“อืม แต่ว่าเงินต้องได้ตอนนี้”

“ได้ขอรับ! โปรดรอสักครู่!”

เจ้าของหอสุรารีบวิ่งไปหลังร้านด้วยความเร็วสูงสุด ไม่นานก็กลับมาพร้อมถุงเก็บของใบหนึ่ง

“ภายในมีสิบล้านเหรียญ ขอคุณชายตรวจสอบด้วยขอรับ”

ยูรันรับถุงมา ก่อนเก็บเข้าไปโดยไม่ตรวจนับแม้แต่น้อย

เจ้าของหอสุราอดถามไม่ได้

“ท่านไม่ตรวจดูสักหน่อยหรือขอรับ?”

“ไม่จำเป็น หากเงินขาด ข้าก็กลับมาระเบิดหอของท่านทีหลัง”

เจ้าของหอสุรารู้สึกว่าคำว่า ‘เชื่อใจ’ ของคุณชายผู้นี้น่ากลัวอย่างประหลาด

ยูรันพาดอ๋องเฉินซึ่งสลบเหมือดอยู่บนบ่า ก่อนลากกลับมาถึงโรงเตี๊ยม

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบน เขาก็เดินตรงไปยังห้องหมายเลขสองแล้วถีบประตูเปิดออกทันที

ปัง!

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงซึ่งกำลังนั่งพูดคุยกันอยู่ภายในหันมามองด้วยความตกใจ

“น้องชาย?”

ยูรันเดินเข้าไป ก่อนวางอ๋องเฉินลงบนเตียง

ตุบ!

“อาเจ๊ คืนนี้มานอนกับข้า”

โม่ชิงเฟิงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนดวงตาจะสว่างขึ้น

“น้องชายเป็นคนชวนพี่สาวเองหรือ?”

“อืม ห้องนี้ให้ท่านอ๋องนอนไป”

ยูรันเหลือบมองชายวัยกลางคนซึ่งหมดสติไม่ได้สติ ก่อนส่ายหน้าอย่างดูแคลน

“เดี้ยงไปแล้ว คออ่อนจริง ๆ”

มู่เสวี่ยหนิงมองอ๋องเฉินซึ่งมีกลิ่นสุราคละคลุ้งไปทั่วร่าง

“ท่านอ๋องดื่มไปมากเพียงใดหรือเจ้าคะ?”

“ห้าสิบห้าไห”

โม่ชิงเฟิงกะพริบตาปริบ ๆ

“แล้วน้องชายเล่า?”

“ข้าก็ดื่มด้วย”

“เหตุใดเจ้าจึงยังดูปกติดี?”

ยูรันยักไหล่

“เพราะข้าคอแข็งกว่าตาแก่นี่ไง”

โม่ชิงเฟิงตอบรับทันทีด้วยรอยยิ้มกว้าง

“ได้ รอพี่สาวนะคนดี”

ยูรันมองท่าทางกระตือรือร้นของนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันหลังกลับไปยังห้องหมายเลขหนึ่ง

ทันทีที่ประตูปิดลง โม่ชิงเฟิงก็คว้ามือมู่เสวี่ยหนิงแล้ววิ่งตรงไปยังห้องหมายเลขสาม

ปัง!

นางเปิดประตูเข้าไปโดยไม่เคาะ

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ซึ่งกำลังพักผ่อนอยู่บนเตียงสะดุ้งพร้อมกัน

“พี่ใหญ่ มีอะไรหรือเจ้าคะ?”

โม่ชิงเฟิงเดินเข้าไปดึงผ้าห่มออกจากตัวฝาแฝด

“พวกเจ้าสองคนลุกเร็ว คืนนี้ไปนอนกับศิษย์น้องกัน!”

“คืนนี้อีกหรือเจ้าคะ?!”

หลัวจินหยางยกมือขึ้นกุมเอวโดยไม่รู้ตัว

“พวกเราเพิ่งผ่านช่วงบ่ายมาเองนะ!”

“อย่าคิดมาก พี่สาวบอกเพียงว่าไปนอนด้วยกัน”

โม่ชิงเฟิงยิ้มอย่างมีเลศนัย

“คืนนี้พวกเราโชคดีมาก ท่านอ๋องอยู่ห้องข้าง ๆ แต่เมาแอ๋จนไม่ได้สติ ศิษย์น้องจึงยกห้องของข้าให้เขานอน”

“แล้วอย่างไรต่อเจ้าคะ?”

“ห้องถูกยึดไปแล้ว พี่สาวจึงมาชวนพวกเจ้าไปอยู่กับศิษย์น้องด้วยกันทั้งหมดนี่แหละ”

หลัวจินเยว่กะพริบตาปริบ ๆ

“แต่พวกเรายังมีห้องนี้อยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

“……”

โม่ชิงเฟิงหรี่ตามองนาง

“น้องหก บางครั้งคนเราก็ไม่จำเป็นต้องพูดเรื่องจริงออกมาทุกอย่าง”

“สรุปว่าพี่ใหญ่เพียงหาเหตุผลเข้าไปนอนกับเขาสินะเจ้าคะ?”

“ถูกต้อง”

โม่ชิงเฟิงตอบอย่างภาคภูมิใจ

“เอาละ เลิกถามแล้วรีบไปกันเถอะ!”

หญิงสาวทั้งสี่พากันเข้ามาภายในห้องหมายเลขหนึ่ง ก่อนปิดประตูลงอย่างพร้อมเพรียง

ยูรันซึ่งนั่งอยู่บนเตียงเงยหน้าขึ้นมองพวกนาง

“หืม? มากันทำไมเยอะแยะ?”

โม่ชิงเฟิงไม่คิดจะอธิบาย นางเดินตรงเข้าไปผลักเขาให้นอนลงบนเตียง

“อย่าพูดมาก”

นางก้มลงมองเขาด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์

“ให้พี่สาวกินเสียดี ๆ คืนนี้พี่สาวเก็บแรงเอาไว้แล้วววว!”

สิ้นเสียงนั้น ม่านกั้นเสียงก็ถูกเปิดใช้งาน ปิดกั้นห้องทั้งหมดจากโลกภายนอก

ยูรันเลิกคิ้วขึ้น

“นี่ยังจะเอาอีกหรือ? ท่านไม่—”

โม่ชิงเฟิงไม่ยอมให้เขากล่าวจบ นางก้มลงจูบเขาทันที

ยูรันนิ่งไปชั่วขณะ ก่อนโอบเอวของนางและตอบรับอย่างไม่คิดปฏิเสธ

มู่เสวี่ยหนิงกับฝาแฝดทั้งสองหันมาสบตากัน ใบหน้าของพวกนางค่อย ๆ แดงขึ้นพร้อมกัน

ม่านข้างเตียงเลื่อนปิดลงช้า ๆ

จากนั้นแสงภายในห้องก็ดับลง เหลือเพียงม่านกั้นเสียงซึ่งทำงานต่อเนื่องไปตลอดทั้งคืน

รุ่งเช้าวันต่อมา

อ๋องเฉินสะดุ้งตื่นขึ้นบนเตียง ก่อนยกมือขึ้นกุมศีรษะซึ่งยังคงหนักอึ้งจากฤทธิ์สุรา

“หืม?”

เขากวาดตามองห้องซึ่งไม่คุ้นเคยอยู่ครู่หนึ่ง

“โรงเตี๊ยม?”

ความทรงจำช่วงสุดท้ายก่อนหมดสติค่อย ๆ ย้อนกลับมา

“ไอ้เจ้าหนูนั่นลากข้ามาโรงเตี๊ยมสินะ”

อ๋องเฉินลุกขึ้นจัดเสื้อผ้า ก่อนเปิดประตูออกไป

“แล้วมันอยู่ห้องไหน?”

เขาเลี้ยวซ้าย เดินไปเปิดประตูห้องหมายเลขสาม แต่กลับพบเพียงห้องว่างเปล่า ไม่มีผู้ใดอยู่ด้านในแม้แต่คนเดียว

“ไม่อยู่?”

อ๋องเฉินหันกลับมา ก่อนเดินไปยังห้องหมายเลขหนึ่งแล้วเปิดประตูออกโดยไม่เคาะ

แอ๊ด...

แสงยามเช้าส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาภายในห้อง

บนเตียงขนาดใหญ่ ยูรันกำลังนอนอยู่ตรงกลางโดยมีโม่ชิงเฟิงกอดแขนซ้าย มู่เสวี่ยหนิงซบอยู่ทางขวา ส่วนหลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่นอนเบียดกันอยู่ใกล้ ๆ ภายใต้ผ้าห่มผืนเดียวกัน

อ๋องเฉินยืนแข็งค้างอยู่หน้าประตู

ฤทธิ์สุราซึ่งยังหลงเหลืออยู่พลันหายไปจนหมดสิ้น

เขาค่อย ๆ ปิดประตูลง

ปัง

ผ่านไปหนึ่งอึดใจ อ๋องเฉินก็เปิดประตูขึ้นมาอีกครั้งเพื่อยืนยันว่าตนไม่ได้ตาฝาด

ภาพตรงหน้ายังคงเหมือนเดิมทุกประการ

คราวนี้ยูรันลืมตาขึ้นแล้ว มองตรงมาทางเขาอย่างไม่พอใจ

“ท่านอ๋องเปิด ๆ ปิด ๆ ประตูเล่นอะไรแต่เช้า?”

อ๋องเฉินยกนิ้วขึ้นชี้หญิงสาวทั้งสี่บนเตียง

“พวกนาง...”

“อืม”

“ทั้งหมดเลยหรือ?”

“อืม”

“เมื่อคืน?”

ยูรันหาวออกมา

“พวกนางมานอนด้วยเอง ข้าจะไล่ก็เสียมารยาทไม่ใช่หรือ?”

อ๋องเฉินรู้สึกว่าคำว่า ‘นอน’ ของชายผู้นี้ไม่น่าเรียบง่ายอย่างที่กล่าวแม้แต่น้อย

ยูรันดึงผ้าห่มขึ้นเล็กน้อย ก่อนมองอ๋องเฉินด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ

“ท่านอ๋อง รอสักครู่ได้หรือไม่?”

“แล้วถ้าปิดประตูให้ด้วย ข้าจะขอบคุณมาก”

อ๋องเฉินชะงัก ก่อนเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าตนเปิดประตูเข้าห้องผู้อื่นโดยไม่เคาะ

“แค่ก ๆ...”

เขารีบเบือนหน้าหนี

“ข้าจะรออยู่ข้างนอก พวกเจ้ารีบจัดการตัวเองให้เรียบร้อย”

ปัง!

ประตูถูกปิดลงทันที

ยูรันมองประตูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนหายใจ

“ตาแก่นี่ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย”

โม่ชิงเฟิงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

“น้องชาย เมื่อครู่เป็นท่านอ๋องหรือ?”

“อืม เปิดประตูเข้ามาดูพวกเราสองรอบด้วย”

มู่เสวี่ยหนิงรีบดึงผ้าห่มขึ้นปิดใบหน้าที่แดงก่ำ

“สองรอบเลยหรือเจ้าคะ?!”

“รอบแรกคงตกใจ รอบที่สองกลับมายืนยัน”

หลัวจินหยางยกมือขึ้นกุมหน้าผาก

“ข้าคงไม่มีหน้าไปพบท่านอ๋องอีกแล้ว...”

ยูรันลุกขึ้นจากเตียงอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“คิดมากไปทำไม ท่านอ๋องต่างหากที่ควรอาย เป็นถึงอ๋องแต่กลับเปิดประตูห้องผู้อื่นโดยไม่เคาะ”

จากด้านนอก เสียงของอ๋องเฉินดังลอดประตูเข้ามา

“ข้าได้ยินนะ!”

“ได้ยินก็ดี คราวหน้าจะได้รู้จักเคาะประตู”