คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 281 นั่นมันอะไร8,133 ตัวอักษร

ตอนที่ 281 นั่นมันอะไร

หลังจากทุกคนแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็ลงมานั่งรออยู่ชั้นล่างของโรงเตี๊ยม

ยูรันเข้าไปใช้ห้องครัวเช่นเดิม ไม่นานอาหารหลายจานก็ถูกยกออกมาวางจนเต็มโต๊ะ

อ๋องเฉินพิจารณาอาหารตรงหน้า ก่อนกล่าวขึ้น

“อืม ข้าเคยเห็นอาหารเช่นนี้มาก่อน”

“หลานอิงเคยนำกลับไปให้พวกเราครั้งหนึ่ง พร้อมกับโต๊ะทั้งตัว”

ยูรันพยักหน้า

“อ๋อ ข้าเป็นคนยกโต๊ะให้นางเอง จะได้ไม่ต้องเสียเวลาย้ายอาหารลงจากโต๊ะ”

อ๋องเฉินมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน

“เจ้าจึงยกโต๊ะทั้งตัวให้นางเพราะขี้เกียจย้ายอาหาร?”

“อืม สะดวกดีไม่ใช่หรือ?”

อ๋องเฉินไม่รู้จะโต้แย้งอย่างไร จึงคีบเนื้อชิ้นหนึ่งเข้าปาก

ทันทีที่รสชาติแผ่กระจาย ดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง ตะเกียบหยุดค้างอยู่กลางอากาศ

เขาเคี้ยวช้า ๆ ก่อนคีบอาหารจากจานที่สอง ตามด้วยจานที่สามอย่างรวดเร็ว

ยูรันเท้าคางมองเขา

“เป็นอย่างไร?”

อ๋องเฉินไม่ได้ตอบ เขาเพียงเลื่อนจานเนื้อเข้ามาใกล้ตนเอง แล้วคีบอาหารต่อด้วยความเร็วมากกว่าเดิม

โม่ชิงเฟิงขมวดคิ้ว

“ท่านอ๋อง นั่นเป็นอาหารของทุกคนนะเจ้าคะ”

“ผู้ใดคีบได้ก่อนก็เป็นของผู้นั้น”

ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“เมื่อคืนแย่งสุรา เช้านี้ยังแย่งอาหาร ท่านนี่มันใช้ไม่ได้จริง ๆ”

อ๋องเฉินไม่สนใจ เขาคีบอาหารเข้าปากอีกคำ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง

“คราวหน้าหากเจ้าจะฝากอาหารมาให้หลานอิง อย่าลืมยกโต๊ะให้นางอีก”

“เหตุใด?”

“เพราะข้าจะได้ยกกลับไปทั้งโต๊ะเหมือนกัน”

ยูรันถอนหายใจยาว

“เฮ้ออออ...เอาเถอะ”

เขาคีบอาหารคำสุดท้ายเข้าปาก ก่อนหันไปทางอ๋องเฉิน

“ท่านอ๋อง หลังจากกินอาหารเสร็จ พวกเราจะกลับยอดเขาเลย”

อ๋องเฉินชะงัก

“หืม? กลับเลยหรือ?”

“อืม”

“เจ้าคิดจะลงแข่งขันด้วยสินะ แต่หากกลับสำนักตอนนี้แล้วค่อยเดินทางไปยังสถานที่จัดงาน เจ้าจะแน่ใจหรือว่าไปทัน?”

“ใช่ ข้าจะลงแข่ง”

ยูรันตอบอย่างมั่นใจ

“ไปทันแน่นอน”

จากนั้นเขาก็หยุดไปเล็กน้อย

“แล้วสถานที่จัดการประลองอยู่ตรงไหน?”

อ๋องเฉินวางตะเกียบลงช้า ๆ

“เจ้าไม่รู้สถานที่จัดงาน แต่กลับมั่นใจว่าจะไปทัน?”

“การประลองจัดขึ้นที่สนามประลองหลวงภายในนครหลวงเทียนอู่

เขาทำเครื่องหมายลงบนตำแหน่งจุดหมายอย่างชัดเจน

“เก็บแผนที่นี้เอาไว้ และมอบให้ผู้อื่นเป็นคนดูทาง”

ยูรันขมวดคิ้ว

“เหตุใดต้องให้ผู้อื่นดู?”

ทุกคนบนโต๊ะตอบขึ้นพร้อมกัน

“เพราะเจ้าอ่านแล้วก็ยังหลง!”

อ๋องเฉินชี้จากตำแหน่งปัจจุบันลงไปยังส่วนล่างของแผนที่

“สถานที่จัดการประลองอยู่เกือบใต้สุดของทวีป ส่วนพวกเราอยู่ทางเหนือสุด”

นิ้วของเขาลากผ่านระยะทางอันยาวไกล

“ห่างจากที่นี่ประมาณสองหมื่นลี้”

ยูรันพยักหน้า

“อืม เข้าใจแล้ว”

เขาพลิกฝ่ามือหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมา ก่อนโยนให้อ๋องเฉินอย่างกะทันหัน

“เอ้านี่ เก็บไว้กินนะ”

อ๋องเฉินรับแหวนเอาไว้ตามสัญชาตญาณ

“อะไร?”

เมื่อส่งจิตเข้าไปตรวจสอบ ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างขึ้นทันที

ภายในแหวนมีไหสุราวางเรียงกันอย่างเป็นระเบียบถึงสองร้อยไห ข้างกันนั้นยังมีปิ่นโตอย่างดีอีกหนึ่งร้อยชุด แต่ละชุดบรรจุอาหารเอาไว้ครบถ้วนและถูกผนึกเพื่อรักษาความสดใหม่อย่างสมบูรณ์

มือของอ๋องเฉินเริ่มสั่นเล็กน้อย

“สุราสองร้อยไห...”

เขากลืนน้ำลาย ก่อนตรวจสอบอีกครั้งเพื่อให้แน่ใจว่าตนไม่ได้มองผิด

“อาหารอีกหนึ่งร้อยชุด?”

“อืม”

“ทั้งหมดนี้ให้ข้า?”

“ไม่ให้ท่านแล้วข้าจะโยนแหวนให้ทำไม?”

อ๋องเฉินกำแหวนแน่น ก่อนรีบเก็บเข้าไปในแขนเสื้อราวกับกลัวยูรันจะเปลี่ยนใจ

“ในเมื่อเจ้ายืนยัน ข้าก็จะรับเอาไว้”

ยูรันหรี่ตามองเขา

“ท่านอ๋อง ข้ายังไม่ได้คิดจะเอาคืน ไม่ต้องรีบซ่อนขนาดนั้นก็ได้”

“ของล้ำค่าควรเก็บรักษาให้ดี”

“แล้วอย่าดื่มหมดภายในคืนเดียวอีกล่ะ”

อ๋องเฉินแค่นเสียง

“เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนเช่นใด?”

ทุกคนบนโต๊ะมองเขาอย่างพร้อมเพรียง

อ๋องเฉินกระแอมเบา ๆ

“อย่างน้อยข้าก็ใช้เวลาสองคืน”

หลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อย ทุกคนก็กล่าวลาอ๋องเฉิน ก่อนเดินทางมารวมตัวกันที่หน้าประตูเมือง

ยูรันกางแผนที่ออกตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง

“เอาละ หากนับรวมวันนี้ พวกเราเหลือเวลาอีกห้าวัน”

เขาเก็บแผนที่กลับเข้าไป

“จากความเร็วของวิชาที่อาจารย์ใช้ พวกนางน่าจะออกเดินทางจากยอดเขาตั้งแต่เมื่อวานแล้ว”

โม่ชิงเฟิงเลิกคิ้วขึ้น

“ถ้าเช่นนั้นพวกเราควรมุ่งหน้าไปยังสถานที่จัดการประลองเลยไม่ใช่หรือ?”

“ไม่”

ยูรันตอบทันที

“พวกเราจะกลับยอดเขาก่อน”

หลัวจินหยางถามด้วยความสงสัย

“แต่เมื่อครู่เจ้าบอกเองไม่ใช่หรือว่าอาจารย์ออกเดินทางไปแล้ว?”

“อืม”

“เช่นนั้นจะกลับไปทำไม?”

ยูรันนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ข้าอยากตรวจสอบให้แน่ใจว่าพวกนางออกเดินทางแล้วจริง ๆ”

มู่เสวี่ยหนิงมองเขาด้วยความไม่เชื่อ

“ท่านพี่ไม่ได้ลืมสิ่งใดไว้บนยอดเขาใช่ไหมเจ้าคะ?”

“เปล่า”

“เหตุใดจึงตอบช้าจังเจ้าคะ?”

ยูรันกระแอม ก่อนหันหลังให้ประตูเมือง

“เรื่องนั้นไม่สำคัญ เตรียมตัวออกเดินทางได้แล้ว”

ทันทีที่ได้ยินคำพูดนั้น โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงก็หน้าซีดลงพร้อมกัน

ทั้งสองรีบสูดหายใจเข้าลึกและเตรียมใจรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่กลับมองพวกนางด้วยความไม่เข้าใจ

“พี่ใหญ่ เหตุใดพวกท่านจึงทำหน้าเช่นนั้นเจ้าคะ?”

โม่ชิงเฟิงตบไหล่หลัวจินหยางเบา ๆ

“เดี๋ยวพวกเจ้าก็เข้าใจเอง”

หลัวจินเยว่เลิกคิ้ว

“เพียงเดินทางด้วยความเร็วสูงไม่ใช่หรือ? พวกเราอยู่ถึงขอบเขตวิญญาณทารก ไม่น่ามีปัญหาอะไรนะเจ้าคะ”

มู่เสวี่ยหนิงมองฝาแฝดทั้งสองด้วยสายตาเห็นใจ

“ตอนแรกข้าเองก็เคยคิดเช่นนั้นเจ้าค่ะ...”

ยูรันหันกลับมามองหญิงสาวทั้งสี่

“ใครบอกว่าข้าจะอุ้มพวกท่านไป?”

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงชะงักพร้อมกัน

“เจ้าไม่อุ้มพวกเราหรือ?”

“ไม่”

มู่เสวี่ยหนิงถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกทันที

“ดีเหลือเกินเจ้าค่ะ...”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่มองหน้ากันด้วยความสงสัย

“หากศิษย์น้องไม่อุ้ม แล้วพวกเราจะเดินทางกลับยอดเขาอย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงเองก็หันมามองเขา

“จริงด้วย หรือเจ้าคิดจะให้พวกเราเดินทางด้วยตนเอง?”

ยูรันมองหญิงสาวทั้งสี่ ก่อนกล่าวอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“วิชาที่ข้าใช้มีชื่อว่าก้าวพริบตา”

“ทุกคนบนยอดเขาใช้ได้หมดนั่นแหละ”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้า

“อืม เรื่องนี้ข้ารู้แล้ว”

จากนั้นนางก็ชะงัก

“เดี๋ยวก่อน พี่สาวเพียงรู้ชื่อวิชา แต่ยังใช้ไม่เป็นนะ”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่พยักหน้าตาม

“พวกเราเองก็ไม่เคยเรียนเจ้าค่ะ”

มู่เสวี่ยหนิงยกมือขึ้นเล็กน้อย

“ข้าไม่ใช่ศิษย์ของยอดเขาจันทราด้วยซ้ำเจ้าค่ะ”

มู่เสวี่ยหนิงยกมือขึ้นเล็กน้อย

“ข้าไม่ใช่ศิษย์ของยอดเขาจันทราด้วยซ้ำเจ้าค่ะ”

ยูรันหันมาทางนาง

“ข้าเพียงพูดให้ฟังเฉย ๆ ไว้ไปถึงยอดเขาแล้วค่อยให้คนอื่นสอนก็ได้”

“แล้วพวกเราจะกลับไปอย่างไรเจ้าคะ?”

“วิธีที่พวกเราจะใช้กลับคือจุดสูงสุดของวิชาก้าวพริบตา”

ยูรันกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ชื่อของมันคือเทพนภาเหิน”

หญิงสาวทั้งสี่มองหน้ากัน

“เทพนภาเหิน?”

โม่ชิงเฟิงขมวดคิ้ว

“พี่สาวไม่เคยได้ยินชื่อวิชานี้มาก่อนเลย”

“ไม่สำคัญ”

ยูรันยื่นแขนออกไป

“จับตัวข้าไว้ พวกเราจะกลับถึงยอดเขาทันที”

ทุกคนยังคงมองหน้ากันอย่างลังเล

หลัวจินหยางถามขึ้น

“ทันทีที่ว่าคือเร็วเพียงใด?”

“ทันที ก็คือทันทีนั่นแหละ”

เมื่อเห็นยูรันเริ่มรำคาญ โม่ชิงเฟิงจึงเข้าไปกอดแขนซ้ายของเขา มู่เสวี่ยหนิงจับแขนขวา ส่วนฝาแฝดทั้งสองคว้าชายเสื้อเอาไว้คนละด้าน

“จับแน่นแล้วนะ”

ยูรันประสานมุทรา

“เทพนภาเหิน”

พรึ่บ!

ร่างของคนทั้งห้าหายไปจากหน้าประตูเมืองโดยไม่ทิ้งแม้แต่ร่องรอยพลังไว้เบื้องหลัง

เพียงพริบตาเดียว ภาพตรงหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์

สายลมเย็นพัดผ่านใบหน้า กลิ่นอายคุ้นเคยของสำนักเมฆาจันทร์แผ่เข้ามารอบตัว ขณะที่ใต้ฝ่าเท้ากลายเป็นดาดฟ้าของตำหนักบนยอดเขาจันทรา

หญิงสาวทั้งสี่ยังคงเกาะยูรันแน่น ไม่มีผู้ใดทันรู้สึกว่าตนเองเคลื่อนที่ด้วยซ้ำ

ยูรันกวาดตามองรอบด้าน

“ถึงแล้ว”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ค่อย ๆ ปล่อยชายเสื้อของเขา ก่อนมองทิวทัศน์อันคุ้นเคยด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“พวกเรากลับมาถึงยอดเขาแล้วจริง ๆ หรือ?”

“อืม”

ยูรันยักไหล่

“ข้าบอกแล้วว่าใช้เวลาทันที”

มู่เสวี่ยหนิงกวาดตามองทิวทัศน์โดยรอบด้วยแววตาตื่นตะลึง

“นี่สินะยอดเขาจันทรา งดงามมากเลยเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงกลับชะงักอยู่บนดาดฟ้า

“เดี๋ยวก่อน...”

นางยกมือขึ้นขยี้ตาหลายครั้ง ก่อนกวาดตามองพื้นที่โดยรอบใหม่อีกครั้ง

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่เองก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน

สถานที่แห่งนี้มีกลิ่นอายของยอดเขาจันทราไม่ผิดแน่ แต่ทุกอย่างรอบตัวกลับเปลี่ยนแปลงไปจนแทบจำไม่ได้

โม่ชิงเฟิงหันมาหายูรัน

“ที่นี่คือที่ใด?”

“ยอดเขาจันทราไง”

ยูรันกระทืบเท้าลงบนพื้นเบา ๆ

“ตอนนี้พวกเรายืนอยู่บนดาดฟ้าของตำหนักหลัก”

“ข้าย้ายตำหนักหลักมาไว้ด้านหลังยอดเขาแล้ว จะได้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น”

หญิงสาวทั้งสามรีบเดินไปยังขอบดาดฟ้า ก่อนมองลงไปด้านล่าง

สระมรกตซึ่งเคยมีขนาดไม่ใหญ่นักถูกขุดขยายออกไปจนกลายเป็นบ่อเพาะเลี้ยงหลายบ่อมีศาลากลางน้ำ

ที่รอบๆ มีสวนสมุนไพร และมีตึกใหม่ที่พวกนางไม่เคยเห็นโผล่ขึ้นมา

โม่ชิงเฟิงชี้ลงไปด้านล่างด้วยมือสั่น ๆ

“นั่นมันอะไร?”

รากครวญวิญญาณหลายต้นกำลังเดินไปมา ร่างกายส่วนบนของพวกมันเต็มไปด้วยกล้ามเนื้อเป็นมัด บางต้นกำลังแบกถังน้ำ ส่วนบางต้นยกก้อนหินขนาดใหญ่ขึ้นเหนือศีรษะอย่างสบาย ๆ

“รากครวญวิญญาณ...มีกล้าม?”

หลัวจินหยางมองไปอีกด้าน

“ผึ้ง ลูกเจี๊ยบ แถมยังมี...”

ผึ้งวิญญาณจำนวนมากบินเข้าออกจากรัง ขณะที่ลูกเจี๊ยบหงส์ฟ้ากำลังวิ่งเล่นกัน

หลัวจินเยว่จ้องฝูงผึ้งซึ่งปกคลุมอยู่เหนือสวน

“ผึ้งเต็มไปหมดเลย...”

มู่เสวี่ยหนิงมองสีหน้าตกตะลึงของทั้งสามคนด้วยความสงสัย

“ปกติยอดเขาจันทราไม่ได้เป็นเช่นนี้อยู่แล้วหรือเจ้าคะ?”

โม่ชิงเฟิง หลัวจินหยาง และหลัวจินเยว่ตอบพร้อมกันทันที

“ไม่ใช่!”