ตอนที่ 283 ได้เวลาไปแล้ว
ทันทีที่เขากล่าวจบ ลูกหงส์ฟ้าธาตุแสงคู่หนึ่งก็แยกออกจากฝูง
ขนสีขาวบริสุทธิ์ของพวกมันเปล่งประกายรุ้งอยู่ตรงปลายปีก ทั้งคู่เดินวนรอบหลัวจินหยางอยู่หลายครั้ง ก่อนกระโดดขึ้นไปเกาะไหล่คนละข้าง
หลัวจินหยางเบิกตากว้าง
“พวกมันเลือกข้าหรือ?”
“อืม”
ลูกหงส์ฟ้าธาตุแสงทั้งสองส่งเสียงร้อง ก่อนใช้ศีรษะถูแก้มของหลัวจินหยางอย่างสนิทสนม
ทางด้านหลัวจินเยว่ ลูกหงส์ฟ้าธาตุจันทราเดินเข้ามาสำรวจนางก่อนเป็นคู่แรก ลวดลายจันทร์เสี้ยวบนหน้าผากของพวกมันส่องแสงขึ้นเล็กน้อย
แต่ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ เงาใต้ฝ่าเท้าของหลัวจินเยว่ก็สั่นไหว
ลูกหงส์ฟ้าธาตุเงาคู่หนึ่งโผล่ขึ้นมาจากภายในเงาของนางโดยไม่มีสัญญาณเตือน ขนสีดำสนิทของพวกมันดูดกลืนแสงรอบกายจนแทบมองไม่เห็นรูปร่าง
ทั้งคู่เข้าไปซ่อนอยู่หลังชายกระโปรงของหลัวจินเยว่ ก่อนโผล่ศีรษะออกมาคนละด้าน
หลัวจินเยว่ย่อตัวลง ก่อนอุ้มพวกมันขึ้นมาทีละตัว
“น่ารักมากเลยเจ้าค่ะ”
ส่วนคู่ธาตุจันทรามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินกลับเข้าไปในฝูงอย่างสงบ
โม่ชิงเฟิงเห็นฝาแฝดทั้งสองได้รับเลือกก็รีบคลี่พัดออก นางยืนตัวตรงและแสดงท่าทางสง่างามราวกับบัณฑิตผู้ทรงภูมิ
ลูกหงส์ฟ้าธาตุมายาคู่หนึ่งหันมามอง ก่อนสีขนจะเปลี่ยนให้เหมือนลวดลายบนชุดของนาง
จากนั้นพวกมันก็สร้างภาพติดตาขึ้นมาหลายร่าง แต่ละร่างยืดอกและเชิดศีรษะเลียนแบบท่าทางของโม่ชิงเฟิงไม่มีผิด
ยูรันมองอยู่ครู่หนึ่ง
“อืม พวกมันรู้ว่าเจ้าเป็นบัณฑิตเก๊ด้วย”
“สามี!”
แม้คู่ธาตุมายาจะเข้ามาเล่นกับนาง แต่พวกมันยังไม่ได้แสดงท่าทีเลือกอย่างชัดเจน เมื่อโม่ชิงเฟิงพยายามอุ้ม ร่างตรงหน้ากลับกลายเป็นเพียงภาพติดตา ส่วนตัวจริงไปโผล่อยู่ด้านหลังนางแล้ว
ทางด้านมู่เสวี่ยหนิงไม่มีธาตุพิเศษเช่นกัน แต่กลิ่นสมุนไพรและโอสถซึ่งติดอยู่บนร่างทำให้ลูกหงส์ฟ้าธาตุดินกับธาตุน้ำเดินเข้ามาสำรวจ
คู่ธาตุดินยอมให้นางลูบศีรษะอย่างสงบ ส่วนคู่ธาตุน้ำกระโดดขึ้นไปเกาะแขนได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นสายน้ำลื่นหลุดจากมือแล้วกลับไปวิ่งเล่นริมบ่อ
“ดูเหมือนพวกมันจะชอบกลิ่นสมุนไพรของเจ้า แต่ยังไม่ได้เลือกอย่างจริงจัง”
ยูรันกล่าว
มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าโดยไม่ผิดหวัง
“เพียงยอมให้ข้าเข้าใกล้ก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”
ส่วนคู่ที่เหลือยังคงมีนิสัยแตกต่างกันไป
คู่ธาตุลมวิ่งหนีทุกครั้งที่มีคนยื่นมือเข้าไปหา คู่ธาตุสายฟ้าปล่อยประกายอัสนีใส่ปลายนิ้วของโม่ชิงเฟิง ส่วนคู่ธาตุเหล็กยืนนิ่งให้สัมผัสได้ แต่ขนของพวกมันแข็งและคมจนไม่มีผู้ใดกล้าอุ้มนาน
คู่ธาตุน้ำแข็งกับคู่ธาตุเหมันยอมให้มู่เสวี่ยหนิงเข้าใกล้ แต่เพียงไม่นาน มือของนางก็เย็นจนต้องรีบถอยออกมา
ยูรันมองความวุ่นวายตรงหน้า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“อืม แบบนี้แหละ ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไป ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องถูกเลือกตั้งแต่วันแรก”
ยูรันมองความวุ่นวายตรงหน้า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“หากไม่ได้รับเลือกก็ไม่เป็นไร เลี้ยงพวกมันรวมกันไว้แบบนี้แหละ”
เขากวาดตามองลูกหงส์ฟ้าซึ่งกำลังวิ่งเล่นอยู่รอบดาดฟ้า
“เพราะในอนาคตจะมีสัตว์วิเศษชนิดอื่นถือกำเนิดขึ้นมาอีก”
“อย่างเช่นกิเลน ม้านิลมังกร แล้วก็พวกอื่น ๆ”
หญิงสาวทั้งสี่หันมามองเขาพร้อมกัน
หลัวจินหยางกะพริบตาปริบ ๆ
“เมื่อครู่เจ้าพูดว่ากิเลนหรือ?”
“อืม”
หลัวจินเยว่ถามต่อด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย
“แล้วม้านิลมังกรที่ว่าคือสัตว์ซึ่งมีสายเลือดมังกรใช่หรือไม่?”
“ก็น่าจะใช่ ไม่เช่นนั้นจะมีคำว่ามังกรอยู่ในชื่อทำไม?”
มู่เสวี่ยหนิงมองฝูงหงส์ฟ้าตัวน้อย ก่อนหันกลับมาหาเขา
“ท่านพี่สามารถสร้างสัตว์วิเศษเหล่านั้นขึ้นมาได้จริงหรือเจ้าคะ?”
“ได้สิ”
ยูรันชี้ไปยังฝูงลูกเจี๊ยบตรงหน้า
“หงส์ฟ้าพวกนี้ข้าก็สร้างขึ้นมา”
เขาตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา
หญิงสาวทั้งสี่นิ่งค้างไปพร้อมกัน
หลัวจินหยางค่อย ๆ หันไปมองลูกหงส์ฟ้าธาตุแสงบนไหล่ของตน
“เจ้าหมายความว่าหงส์ฟ้าทั้งหมดถือกำเนิดขึ้นด้วยฝีมือของเจ้า?”
“อืม ข้าสร้างออกมาทั้งหมดยี่สิบแปดตัว แบ่งเป็นสิบสี่คู่”
ยูรันเริ่มนับนิ้ว
“คู่ธาตุสุริยันไปอยู่กับหลานอิง คู่ธาตุไฟเดินทางไปกับศิษย์พี่สาม ส่วนคู่ธาตุน้ำและไฟอยู่กับเจ้าสำนัก”
เขาชี้ลงไปยังลูกหงส์ฟ้าบนดาดฟ้า
“จึงเหลืออยู่ที่นี่อีกยี่สิบสองตัวพอดี”
หลัวจินเยว่กลืนน้ำลาย
“ท่านกล่าวเหมือนกำลังนับลูกไก่ธรรมดาเลยนะเจ้าคะ”
“ตอนนี้พวกมันก็เป็นลูกเจี๊ยบจริง ๆ ไม่ใช่หรือ?”
“แต่พวกมันเป็นหงส์ฟ้านะเจ้าคะ!”
“หงส์ฟ้าตอนเด็กก็คือลูกเจี๊ยบอยู่ดี”
โม่ชิงเฟิงมองฝูงสัตว์วิเศษสายเลือดสูงซึ่งกำลังวิ่งไล่จิกกันอยู่บนดาดฟ้า ก่อนพบว่าตนไม่สามารถโต้แย้งคำพูดของเขาได้อย่างเต็มปาก.
ยูรันเหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
“ช่างเถอะ เดี๋ยวข้ามา”
“ข้าเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก ใช้เวลาไม่นานหรอก”
โม่ชิงเฟิงชะงัก
“เดี๋ยวก่อน สามี เจ้าจะไปที่ใด—”
พรึ่บ!
ร่างของยูรันหายวับไปจากดาดฟ้าในทันที
“……”
โม่ชิงเฟิงมองตำแหน่งซึ่งเขาเคยยืนอยู่ ก่อนหันไปทางหญิงสาวที่เหลือ
“อย่างน้อยก็ควรรอฟังคำถามให้จบก่อนสิ!”
คฤหาสน์ตระกูลไป๋
พรึ่บ!
ยูรันปรากฏตัวขึ้นกลางลานภายในคฤหาสน์โดยไม่มีสัญญาณเตือน
เหล่าองครักษ์ซึ่งกำลังลาดตระเวนสะดุ้ง ก่อนชักอาวุธออกมาตามสัญชาตญาณ
“ผู้ใด?!”
แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่อย่างชัดเจน ทุกคนก็ชะงักไปพร้อมกัน
แม้ผ้าปิดตาจะหายไปและดวงตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นห้วงจักรวาลอันแปลกประหลาด แต่รูปลักษณ์ส่วนอื่นยังคงจดจำได้ไม่ยาก
หนึ่งในองครักษ์เบิกตากว้าง
“คุณชายยู?”
“นำทางไป”
องครักษ์รีบผายมือ ก่อนนำยูรันตรงไปยังห้องรับรองของคฤหาสน์
ภายในห้อง ลู่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน และลู่ชิงถานกำลังนั่งสนทนากันอย่างออกรส เสียงหัวเราะของทั้งสามดังแว่วออกมาตามทางเดิน
องครักษ์หยุดอยู่หน้าประตู ก่อนกล่าวรายงาน
“ฮูหยินทั้งสอง คุณหนูลู่ คุณชายยูรันมาขอรับ”
เสียงสนทนาภายในห้องพลันหยุดลง
“ยูรัน?”
ลู่ชิงถานลุกขึ้นเป็นคนแรก ทว่าเมื่อนางหันมาเห็นชายหนุ่มซึ่งเดินผ่านประตูเข้ามา ร่างทั้งร่างกลับแข็งค้างอยู่กับที่
ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินเองก็ชะงักไม่ต่างกัน
ดวงตาซึ่งเคยถูกผ้าปิดเอาไว้ของยูรันบัดนี้เผยออกมาอย่างชัดเจน ภายในนั้นราวกับบรรจุห้วงจักรวาลอันไร้ขอบเขตเอาไว้ งดงามจนยากจะละสายตา
ไป๋จิ้งเหวินลุกพรวดขึ้นทันที
“รันเอ๋อร์...ดวงตาของเจ้า?”
ยูรันเดินเข้าไปหาทั้งสองอย่างเชื่องช้า
ลู่เหยียนหนิงจ้องมองดวงตาคู่นั้นอย่างไม่อาจละสายตา ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน
“รันเอ๋อร์ ดวงตาของเจ้างดงามมาก”
“ใช่ งดงามมากจริง ๆ”
ไป๋จิ้งเหวินกางแขนออก
“มาให้แม่กอดหน่อย”
ยูรันไม่ได้ปฏิเสธ เขาเดินเข้าไปกอดมารดาทั้งสองเอาไว้ ทั้งสามยืนกอดกันอยู่เช่นนั้นครู่ใหญ่โดยไม่มีผู้ใดกล่าวอะไร
ลู่ชิงถานยืนรออยู่ข้าง ๆ กระทั่งทั้งสามแยกออกจากกันจึงเดินเข้ามาหา
“ท่านพี่ ไม่ได้พบกันนานเลยนะเจ้าคะ”
นางมองดวงตาของเขาใกล้ ๆ ก่อนเผยรอยยิ้ม
“ดวงตาของท่านงดงามมากจริง ๆ เจ้าค่ะ”
“ใช่แล้ว”
ยูรันพยักหน้ารับอย่างไม่ถ่อมตนแม้แต่น้อย ก่อนกล่าวถึงจุดประสงค์ที่มาเยือน
“ที่ข้ามาครั้งนี้ เพราะคิดจะพาท่านแม่ทั้งสองกับชิงถานไปชมการประลองของข้า งานจะจัดขึ้นในอีกห้าวัน”
ทั้งสามมองหน้ากันเพียงครู่เดียว ก่อนพยักหน้าตอบพร้อมกัน
“ได้สิ”
ยูรันกวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนถามขึ้น
“แล้วพวกเมนเดรกไปไหน?”
ลู่ชิงถานลุกขึ้นจากเก้าอี้
“เดี๋ยวน้องเรียกให้เจ้าค่ะ”
นางปรบมือสองครั้ง
แปะ ๆ!
ไม่นาน เสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายก็ดังมาจากด้านนอก เมนเดรกสิบต้นวิ่งเข้ามาภายในห้องอย่างทุลักทุเล รากซึ่งใช้แทนขาทั้งสองข้างพันกันจนเกือบล้มคว่ำหลายรอบ
ยูรันหันไปมองพวกมัน
“ไง ไอ้พวกเวร อยู่นี่สบายกันนักนะ”
เมนเดรกทั้งสิบต้นยืนตัวแข็งทันที
“ได้เวลาไปแล้ว”
ยูรันหันกลับมาทางหญิงสาวทั้งสาม
“ท่านแม่ ชิงถาน จับตัวข้าเอาไว้ พวกเราจะกลับยอดเขากันก่อน”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสริมราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“แต่บอกคนในตระกูลไว้ก่อนก็ดี เพราะหลังจากนี้พวกท่านอาจต้องอยู่กับข้าไปตลอดแล้ว”
ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินสบตากัน ก่อนเรียกองครักษ์เข้ามาสั่งให้ดูแลกิจการและแจ้งแก่คนในตระกูลว่าพวกนางจะออกเดินทางเป็นเวลานาน
เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ลู่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน และลู่ชิงถานจึงเข้ามาจับแขนเสื้อของยูรัน
ยูรันชี้ไปทางเหล่าเมนเดรก
“พวกแกด้วย อย่าให้หลุดไปสักต้นล่ะ”
เมนเดรกทั้งสิบต้นรีบกรูกันเข้ามาเกาะขาและชายเสื้อของเขาอย่างวุ่นวาย
พรึ่บ!
ทุกคนหายวับไปจากห้องรับรอง ก่อนปรากฏตัวบนดาดฟ้าของตำหนักหลักแห่งยอดเขาจันทราในพริบตา