คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 283 ได้เวลาไปแล้ว7,087 ตัวอักษร

ตอนที่ 283 ได้เวลาไปแล้ว

ทันทีที่เขากล่าวจบ ลูกหงส์ฟ้าธาตุแสงคู่หนึ่งก็แยกออกจากฝูง

ขนสีขาวบริสุทธิ์ของพวกมันเปล่งประกายรุ้งอยู่ตรงปลายปีก ทั้งคู่เดินวนรอบหลัวจินหยางอยู่หลายครั้ง ก่อนกระโดดขึ้นไปเกาะไหล่คนละข้าง

หลัวจินหยางเบิกตากว้าง

“พวกมันเลือกข้าหรือ?”

“อืม”

ลูกหงส์ฟ้าธาตุแสงทั้งสองส่งเสียงร้อง ก่อนใช้ศีรษะถูแก้มของหลัวจินหยางอย่างสนิทสนม

ทางด้านหลัวจินเยว่ ลูกหงส์ฟ้าธาตุจันทราเดินเข้ามาสำรวจนางก่อนเป็นคู่แรก ลวดลายจันทร์เสี้ยวบนหน้าผากของพวกมันส่องแสงขึ้นเล็กน้อย

แต่ยังไม่ทันเข้าไปใกล้ เงาใต้ฝ่าเท้าของหลัวจินเยว่ก็สั่นไหว

ลูกหงส์ฟ้าธาตุเงาคู่หนึ่งโผล่ขึ้นมาจากภายในเงาของนางโดยไม่มีสัญญาณเตือน ขนสีดำสนิทของพวกมันดูดกลืนแสงรอบกายจนแทบมองไม่เห็นรูปร่าง

ทั้งคู่เข้าไปซ่อนอยู่หลังชายกระโปรงของหลัวจินเยว่ ก่อนโผล่ศีรษะออกมาคนละด้าน

หลัวจินเยว่ย่อตัวลง ก่อนอุ้มพวกมันขึ้นมาทีละตัว

“น่ารักมากเลยเจ้าค่ะ”

ส่วนคู่ธาตุจันทรามองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเดินกลับเข้าไปในฝูงอย่างสงบ

โม่ชิงเฟิงเห็นฝาแฝดทั้งสองได้รับเลือกก็รีบคลี่พัดออก นางยืนตัวตรงและแสดงท่าทางสง่างามราวกับบัณฑิตผู้ทรงภูมิ

ลูกหงส์ฟ้าธาตุมายาคู่หนึ่งหันมามอง ก่อนสีขนจะเปลี่ยนให้เหมือนลวดลายบนชุดของนาง

จากนั้นพวกมันก็สร้างภาพติดตาขึ้นมาหลายร่าง แต่ละร่างยืดอกและเชิดศีรษะเลียนแบบท่าทางของโม่ชิงเฟิงไม่มีผิด

ยูรันมองอยู่ครู่หนึ่ง

“อืม พวกมันรู้ว่าเจ้าเป็นบัณฑิตเก๊ด้วย”

“สามี!”

แม้คู่ธาตุมายาจะเข้ามาเล่นกับนาง แต่พวกมันยังไม่ได้แสดงท่าทีเลือกอย่างชัดเจน เมื่อโม่ชิงเฟิงพยายามอุ้ม ร่างตรงหน้ากลับกลายเป็นเพียงภาพติดตา ส่วนตัวจริงไปโผล่อยู่ด้านหลังนางแล้ว

ทางด้านมู่เสวี่ยหนิงไม่มีธาตุพิเศษเช่นกัน แต่กลิ่นสมุนไพรและโอสถซึ่งติดอยู่บนร่างทำให้ลูกหงส์ฟ้าธาตุดินกับธาตุน้ำเดินเข้ามาสำรวจ

คู่ธาตุดินยอมให้นางลูบศีรษะอย่างสงบ ส่วนคู่ธาตุน้ำกระโดดขึ้นไปเกาะแขนได้เพียงครู่เดียว ก่อนจะเปลี่ยนร่างเป็นสายน้ำลื่นหลุดจากมือแล้วกลับไปวิ่งเล่นริมบ่อ

“ดูเหมือนพวกมันจะชอบกลิ่นสมุนไพรของเจ้า แต่ยังไม่ได้เลือกอย่างจริงจัง”

ยูรันกล่าว

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าโดยไม่ผิดหวัง

“เพียงยอมให้ข้าเข้าใกล้ก็เพียงพอแล้วเจ้าค่ะ”

ส่วนคู่ที่เหลือยังคงมีนิสัยแตกต่างกันไป

คู่ธาตุลมวิ่งหนีทุกครั้งที่มีคนยื่นมือเข้าไปหา คู่ธาตุสายฟ้าปล่อยประกายอัสนีใส่ปลายนิ้วของโม่ชิงเฟิง ส่วนคู่ธาตุเหล็กยืนนิ่งให้สัมผัสได้ แต่ขนของพวกมันแข็งและคมจนไม่มีผู้ใดกล้าอุ้มนาน

คู่ธาตุน้ำแข็งกับคู่ธาตุเหมันยอมให้มู่เสวี่ยหนิงเข้าใกล้ แต่เพียงไม่นาน มือของนางก็เย็นจนต้องรีบถอยออกมา

ยูรันมองความวุ่นวายตรงหน้า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม แบบนี้แหละ ค่อย ๆ ทำความรู้จักกันไป ไม่จำเป็นว่าทุกคนต้องถูกเลือกตั้งแต่วันแรก”

ยูรันมองความวุ่นวายตรงหน้า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“หากไม่ได้รับเลือกก็ไม่เป็นไร เลี้ยงพวกมันรวมกันไว้แบบนี้แหละ”

เขากวาดตามองลูกหงส์ฟ้าซึ่งกำลังวิ่งเล่นอยู่รอบดาดฟ้า

“เพราะในอนาคตจะมีสัตว์วิเศษชนิดอื่นถือกำเนิดขึ้นมาอีก”

“อย่างเช่นกิเลน ม้านิลมังกร แล้วก็พวกอื่น ๆ”

หญิงสาวทั้งสี่หันมามองเขาพร้อมกัน

หลัวจินหยางกะพริบตาปริบ ๆ

“เมื่อครู่เจ้าพูดว่ากิเลนหรือ?”

“อืม”

หลัวจินเยว่ถามต่อด้วยเสียงสั่นเล็กน้อย

“แล้วม้านิลมังกรที่ว่าคือสัตว์ซึ่งมีสายเลือดมังกรใช่หรือไม่?”

“ก็น่าจะใช่ ไม่เช่นนั้นจะมีคำว่ามังกรอยู่ในชื่อทำไม?”

มู่เสวี่ยหนิงมองฝูงหงส์ฟ้าตัวน้อย ก่อนหันกลับมาหาเขา

“ท่านพี่สามารถสร้างสัตว์วิเศษเหล่านั้นขึ้นมาได้จริงหรือเจ้าคะ?”

“ได้สิ”

ยูรันชี้ไปยังฝูงลูกเจี๊ยบตรงหน้า

“หงส์ฟ้าพวกนี้ข้าก็สร้างขึ้นมา”

เขาตอบราวกับเป็นเรื่องธรรมดา

หญิงสาวทั้งสี่นิ่งค้างไปพร้อมกัน

หลัวจินหยางค่อย ๆ หันไปมองลูกหงส์ฟ้าธาตุแสงบนไหล่ของตน

“เจ้าหมายความว่าหงส์ฟ้าทั้งหมดถือกำเนิดขึ้นด้วยฝีมือของเจ้า?”

“อืม ข้าสร้างออกมาทั้งหมดยี่สิบแปดตัว แบ่งเป็นสิบสี่คู่”

ยูรันเริ่มนับนิ้ว

“คู่ธาตุสุริยันไปอยู่กับหลานอิง คู่ธาตุไฟเดินทางไปกับศิษย์พี่สาม ส่วนคู่ธาตุน้ำและไฟอยู่กับเจ้าสำนัก”

เขาชี้ลงไปยังลูกหงส์ฟ้าบนดาดฟ้า

“จึงเหลืออยู่ที่นี่อีกยี่สิบสองตัวพอดี”

หลัวจินเยว่กลืนน้ำลาย

“ท่านกล่าวเหมือนกำลังนับลูกไก่ธรรมดาเลยนะเจ้าคะ”

“ตอนนี้พวกมันก็เป็นลูกเจี๊ยบจริง ๆ ไม่ใช่หรือ?”

“แต่พวกมันเป็นหงส์ฟ้านะเจ้าคะ!”

“หงส์ฟ้าตอนเด็กก็คือลูกเจี๊ยบอยู่ดี”

โม่ชิงเฟิงมองฝูงสัตว์วิเศษสายเลือดสูงซึ่งกำลังวิ่งไล่จิกกันอยู่บนดาดฟ้า ก่อนพบว่าตนไม่สามารถโต้แย้งคำพูดของเขาได้อย่างเต็มปาก.

ยูรันเหมือนเพิ่งนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“ช่างเถอะ เดี๋ยวข้ามา”

“ข้าเพิ่งนึกอะไรบางอย่างออก ใช้เวลาไม่นานหรอก”

โม่ชิงเฟิงชะงัก

“เดี๋ยวก่อน สามี เจ้าจะไปที่ใด—”

พรึ่บ!

ร่างของยูรันหายวับไปจากดาดฟ้าในทันที

“……”

โม่ชิงเฟิงมองตำแหน่งซึ่งเขาเคยยืนอยู่ ก่อนหันไปทางหญิงสาวที่เหลือ

“อย่างน้อยก็ควรรอฟังคำถามให้จบก่อนสิ!”

คฤหาสน์ตระกูลไป๋

พรึ่บ!

ยูรันปรากฏตัวขึ้นกลางลานภายในคฤหาสน์โดยไม่มีสัญญาณเตือน

เหล่าองครักษ์ซึ่งกำลังลาดตระเวนสะดุ้ง ก่อนชักอาวุธออกมาตามสัญชาตญาณ

“ผู้ใด?!”

แต่เมื่อมองเห็นใบหน้าของผู้มาใหม่อย่างชัดเจน ทุกคนก็ชะงักไปพร้อมกัน

แม้ผ้าปิดตาจะหายไปและดวงตาของเขาจะเปลี่ยนเป็นห้วงจักรวาลอันแปลกประหลาด แต่รูปลักษณ์ส่วนอื่นยังคงจดจำได้ไม่ยาก

หนึ่งในองครักษ์เบิกตากว้าง

“คุณชายยู?”

“นำทางไป”

องครักษ์รีบผายมือ ก่อนนำยูรันตรงไปยังห้องรับรองของคฤหาสน์

ภายในห้อง ลู่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน และลู่ชิงถานกำลังนั่งสนทนากันอย่างออกรส เสียงหัวเราะของทั้งสามดังแว่วออกมาตามทางเดิน

องครักษ์หยุดอยู่หน้าประตู ก่อนกล่าวรายงาน

“ฮูหยินทั้งสอง คุณหนูลู่ คุณชายยูรันมาขอรับ”

เสียงสนทนาภายในห้องพลันหยุดลง

“ยูรัน?”

ลู่ชิงถานลุกขึ้นเป็นคนแรก ทว่าเมื่อนางหันมาเห็นชายหนุ่มซึ่งเดินผ่านประตูเข้ามา ร่างทั้งร่างกลับแข็งค้างอยู่กับที่

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินเองก็ชะงักไม่ต่างกัน

ดวงตาซึ่งเคยถูกผ้าปิดเอาไว้ของยูรันบัดนี้เผยออกมาอย่างชัดเจน ภายในนั้นราวกับบรรจุห้วงจักรวาลอันไร้ขอบเขตเอาไว้ งดงามจนยากจะละสายตา

ไป๋จิ้งเหวินลุกพรวดขึ้นทันที

“รันเอ๋อร์...ดวงตาของเจ้า?”

ยูรันเดินเข้าไปหาทั้งสองอย่างเชื่องช้า

ลู่เหยียนหนิงจ้องมองดวงตาคู่นั้นอย่างไม่อาจละสายตา ก่อนเอ่ยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“รันเอ๋อร์ ดวงตาของเจ้างดงามมาก”

“ใช่ งดงามมากจริง ๆ”

ไป๋จิ้งเหวินกางแขนออก

“มาให้แม่กอดหน่อย”

ยูรันไม่ได้ปฏิเสธ เขาเดินเข้าไปกอดมารดาทั้งสองเอาไว้ ทั้งสามยืนกอดกันอยู่เช่นนั้นครู่ใหญ่โดยไม่มีผู้ใดกล่าวอะไร

ลู่ชิงถานยืนรออยู่ข้าง ๆ กระทั่งทั้งสามแยกออกจากกันจึงเดินเข้ามาหา

“ท่านพี่ ไม่ได้พบกันนานเลยนะเจ้าคะ”

นางมองดวงตาของเขาใกล้ ๆ ก่อนเผยรอยยิ้ม

“ดวงตาของท่านงดงามมากจริง ๆ เจ้าค่ะ”

“ใช่แล้ว”

ยูรันพยักหน้ารับอย่างไม่ถ่อมตนแม้แต่น้อย ก่อนกล่าวถึงจุดประสงค์ที่มาเยือน

“ที่ข้ามาครั้งนี้ เพราะคิดจะพาท่านแม่ทั้งสองกับชิงถานไปชมการประลองของข้า งานจะจัดขึ้นในอีกห้าวัน”

ทั้งสามมองหน้ากันเพียงครู่เดียว ก่อนพยักหน้าตอบพร้อมกัน

“ได้สิ”

ยูรันกวาดตามองไปรอบห้อง ก่อนถามขึ้น

“แล้วพวกเมนเดรกไปไหน?”

ลู่ชิงถานลุกขึ้นจากเก้าอี้

“เดี๋ยวน้องเรียกให้เจ้าค่ะ”

นางปรบมือสองครั้ง

แปะ ๆ!

ไม่นาน เสียงฝีเท้าสับสนวุ่นวายก็ดังมาจากด้านนอก เมนเดรกสิบต้นวิ่งเข้ามาภายในห้องอย่างทุลักทุเล รากซึ่งใช้แทนขาทั้งสองข้างพันกันจนเกือบล้มคว่ำหลายรอบ

ยูรันหันไปมองพวกมัน

“ไง ไอ้พวกเวร อยู่นี่สบายกันนักนะ”

เมนเดรกทั้งสิบต้นยืนตัวแข็งทันที

“ได้เวลาไปแล้ว”

ยูรันหันกลับมาทางหญิงสาวทั้งสาม

“ท่านแม่ ชิงถาน จับตัวข้าเอาไว้ พวกเราจะกลับยอดเขากันก่อน”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสริมราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้

“แต่บอกคนในตระกูลไว้ก่อนก็ดี เพราะหลังจากนี้พวกท่านอาจต้องอยู่กับข้าไปตลอดแล้ว”

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินสบตากัน ก่อนเรียกองครักษ์เข้ามาสั่งให้ดูแลกิจการและแจ้งแก่คนในตระกูลว่าพวกนางจะออกเดินทางเป็นเวลานาน

เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อย ลู่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน และลู่ชิงถานจึงเข้ามาจับแขนเสื้อของยูรัน

ยูรันชี้ไปทางเหล่าเมนเดรก

“พวกแกด้วย อย่าให้หลุดไปสักต้นล่ะ”

เมนเดรกทั้งสิบต้นรีบกรูกันเข้ามาเกาะขาและชายเสื้อของเขาอย่างวุ่นวาย

พรึ่บ!

ทุกคนหายวับไปจากห้องรับรอง ก่อนปรากฏตัวบนดาดฟ้าของตำหนักหลักแห่งยอดเขาจันทราในพริบตา