คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 285 รันเอ๋อร์ของข้าถูกเจ้าพวกนี้คาบไปกินกันหมดแล้ว8,430 ตัวอักษร

ตอนที่ 285 รันเอ๋อร์ของข้าถูกเจ้าพวกนี้คาบไปกินกันหมดแล้ว

หนานอวี้พุ่งเข้ามากอดยูรันเอาไว้แน่นจนแทบชนเขาล้ม

ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนาง

“สบายดีไหม ศิษย์พี่ ไม่ได้พบกันตั้งนาน...หรือเปล่านะ?”

“แง ๆ! ข้าคิดถึงเจ้าทุกวันเลย!”

หนานอวี้ซบหน้าลงกับอกเขา ก่อนเริ่มฟ้องทั้งน้ำตา

“เจ้างูสองตัวนั่นทำอาหารอย่างกับอาหารหมา ข้ากินไม่ลงเลยสักมื้อ!”

“โอ๋ ๆ นะ ข้าอยู่นี่แล้ว”

ยูรันลูบศีรษะปลอบนางราวกับกำลังปลอบเด็ก

หลานชิงอวี้กำลังจะเดินเข้ามาหา ทว่าสายตาของนางพลันหยุดอยู่ที่ใบหน้าของเขา ร่างทั้งร่างแข็งค้างในทันที

“ศิษย์พี่ ดะ...ดะ...ดวงตาของท่าน...”

หนานอวี้ชะงัก ก่อนรีบผละออกมามองใบหน้าของยูรันใกล้ ๆ

“จริงด้วย ดวงตานี่...”

ภายใต้แสงอาทิตย์ ดวงตาของยูรันราวกับบรรจุห้วงจักรวาลเอาไว้ทั้งผืน สะเก็ดดาราส่องประกายอยู่ภายในวงแหวนซึ่งหมุนวนอย่างเชื่องช้า งดงามราวกับภาพฝัน

หนานอวี้ หลานชิงอวี้ ไป๋หลิง เซี่ยเยว่หลี หลิงเยวี่ย เซียวซินเยวี่ย และซูเม่ยเหยาจ้องมองอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนเอ่ยออกมาพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย

“งดงาม...”

ยูรันยกมุมปากขึ้นทันที

“แหงอยู่แล้ว”

ยูรันกางแขนออกไปทางหลานชิงอวี้

“มาสิ ชิงอวี้”

หลานชิงอวี้เม้มริมฝีปากแน่น ก่อนพุ่งเข้าไปกอดเอวเขา ซบใบหน้าลงกับอกโดยไม่คิดรักษาท่าทีอีกต่อไป

“ศิษย์พี่...ข้าคิดถึงท่านมากเจ้าค่ะ”

“อืม ข้าก็คิดถึงเจ้า”

ยูรันลูบศีรษะนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกางแขนไปทางไป๋หลิง

“หลิงเอ๋อร์”

ไป๋หลิงพยายามรักษาสีหน้าสงบนิ่ง ทว่าสุดท้ายก็เดินเร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนกลายเป็นวิ่งเข้ามากอดเขาเอาไว้แน่น

นางยกมือแตะหางตาของยูรันอย่างแผ่วเบา

“ดวงตากลับมาแล้วจริง ๆ”

“อืม คราวนี้ข้ามองเห็นเจ้าแล้ว”

ดวงตาของไป๋หลิงสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนนางจะซบลงบนไหล่ของเขาโดยไม่กล่าวอะไรอีก

หลังจากกอดนางอยู่ครู่หนึ่ง ยูรันก็หันไปเรียกหญิงสาวอีกคน

“เยว่หลี”

เซี่ยเยว่หลีเดินเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว ก่อนโอบแขนรอบลำคอและกอดเอาไว้

“กลับมาอย่างปลอดภัยก็ดีแล้ว”

“ข้าเคยไม่ปลอดภัยด้วยหรือ?”

“อย่าทำลายบรรยากาศสิ”

ยูรันยิ้ม ก่อนหันไปทางหญิงสาวสองคนสุดท้าย

“เม่ยเหยา ซินเยวี่ย”

ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยสบตากัน จากนั้นจึงเดินเข้ามาหาเขาพร้อมกัน คนหนึ่งโอบจากด้านซ้าย ส่วนอีกคนกอดจากด้านขวา

ซูเม่ยเหยาจ้องสำรวจดวงตาของเขาใกล้ ๆ

“ดวงตานี่”

เซียวซินเยวี่ยยิ้มทั้งดวงตาแดงเรื่อ

“ยินดีด้วยนะเจ้าคะ ท่านพี่”

ยูรันโอบหญิงสาวทั้งสองเอาไว้

“อืม”

หลังจากทักทายหญิงสาวทุกคนเรียบร้อย ยูรันจึงหันกลับมาทางหลิงเยวี่ย ก่อนประสานมือคำนับอย่างเป็นทางการ

“คารวะท่านอาจารย์”

หลิงเยวี่ยมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า สายตาหยุดอยู่ที่ดวงตาคู่นั้นครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างสงบนิ่ง

“อืม”

แม้น้ำเสียงของนางจะยังคงราบเรียบตามปกติ แต่ความโล่งใจในแววตากลับไม่อาจปิดบังได้มิดชิด

ยูรันกวาดตามองทุกคน ก่อนกล่าวขึ้น

“เอาละ ก่อนจะเล่าเรื่องทั้งหมด พวกเราไปหาโรงเตี๊ยมกันก่อนแล้วกัน”

พูดจบเขาก็คว้าโม่ชิงเฟิง มู่เสวี่ยหนิง และฝาแฝดทั้งสองติดมือไปด้วย

พรึ่บ!

ร่างทั้งห้าหายวับไปจากจุดเดิมโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดตั้งตัว

หลานชิงอวี้ชะงัก ก่อนร้องลั่นออกมา

“กรี๊ด! เอาอีกแล้วววว!”

หนานอวี้รีบใช้ก้าวพริบตาตามไปทันที

“ศิษย์น้อง รอข้าด้วย!”

หญิงสาวที่เหลือต่างถอนหายใจ ก่อนพากันเคลื่อนร่างตามไปทีละคน ทิ้งให้หลิงเยวี่ยยืนกุมหน้าผากอยู่ท้ายกลุ่ม

“กลับมาได้ไม่ถึงหนึ่งเค่อก็เริ่มวุ่นวายเสียแล้ว...”

ไม่นาน ทุกคนก็มาถึงโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่ที่สุดภายในเมือง

ทันทีที่คนทั้งสิบห้าเดินเข้าไปพร้อมกัน เถ้าแก่ซึ่งนั่งอยู่หลังโต๊ะก็ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบลุกขึ้นต้อนรับ

ยูรันวางถุงเงินลงบนโต๊ะ

“เถ้าแก่ ข้าเอาห้องใหญ่ทั้งหมดบนชั้นบนสุด”

“ทั้งหมดเลยหรือขอรับ?”

“อืม คนเยอะ ข้าไม่อยากมานั่งแบ่งว่าใครนอนกับใคร”

เถ้าแก่รีบตรวจสอบจำนวนห้อง ก่อนนำกุญแจทั้งหมดมาวางตรงหน้า

“ชั้นบนสุดมีห้องรับรองใหญ่หนึ่งห้อง ห้องพักขนาดใหญ่อีกเจ็ดห้อง รวมถึงห้องครัวส่วนตัวขอรับ”

“ดี ข้าเหมาทั้งชั้น”

หลังชำระเงินเรียบร้อย ทุกคนจึงพากันขึ้นไปยังชั้นบนสุด ยูรันเดินเปิดประตูห้องต่าง ๆ ตรวจดูทีละห้อง ก่อนโยนกุญแจให้หญิงสาวแบ่งกันตามสะดวก

เพราะมีสมาชิกมากถึงสิบห้าคน การเหมาทั้งชั้นจึงสะดวกที่สุด ทั้งยังไม่มีแขกคนอื่นมารบกวนระหว่างที่พวกเขาพูดคุยกันอีกด้วย

ยูรันเลือกห้องรับรองซึ่งใหญ่ที่สุด ก่อนเปิดประตูแล้วผายมือให้ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวิน

“ท่านแม่ เชิญเข้าไปก่อน”

มารดาทั้งสองพยักหน้า ก่อนเดินเข้าไปนั่งบนเก้าอี้ภายในห้อง

ยูรันเดินตามเข้าไป ส่วนหญิงสาวที่เหลือทั้งหมดต่างทยอยตามมาจนเต็มห้อง บ้างเลือกนั่งรอบโต๊ะ บ้างยืนพิงกำแพง ขณะที่บางคนลากเก้าอี้จากห้องข้าง ๆ เข้ามาเพิ่ม

เมื่อคนทั้งสิบห้ารวมตัวกันเรียบร้อย ยูรันจึงปิดประตู ก่อนกางม่านพลังป้องกันเสียงรบกวนจากภายนอก

เขากวาดตามองหญิงสาวทั้งหมดภายในห้อง แล้วถอนหายใจเบา ๆ

“อืม...คนเยอะกว่าที่คิดจริง ๆ”

ยูรันหันไปทางโม่ชิงเฟิง ก่อนชี้ให้นางออกมายืนด้านหน้า

“ดังนั้น อาเจ๊เป็นคนเล่าแล้วกัน”

พูดจบเขาก็เดินไปทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างสบายใจ

“ข้าจะนอนฟังอยู่ตรงนี้”

โม่ชิงเฟิงชี้หน้าตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ

“เหตุใดต้องเป็นพี่สาว?”

“ก็ท่านดูภูมิใจกับเรื่องนี้ที่สุดแล้วนี่”

เส้นเลือดบริเวณขมับของไป๋หลิงปูดขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางหันไปจ้องโม่ชิงเฟิงเขม็ง

“พี่ใหญ่ หมายความว่าอย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดขึ้นปิดบังใบหน้าครึ่งล่าง

“เรื่องมันยาวนะน้องรอง”

“เช่นนั้นก็เล่ามาให้หมด”

โม่ชิงเฟิงกระแอมเบา ๆ ก่อนเริ่มอธิบาย

“พี่สาวบังเอิญพบศิษย์น้องระหว่างทาง จึงตัดสินใจร่วมเดินทางไปกับเขา หลังจากนั้นพวกเราก็พบเสวี่ยหนิงและพานางเดินทางไปยังภูผาเพลิงครามด้วยกัน”

“แต่ระหว่างสำรวจภูผา พวกเรากลับถูกผู้เฒ่าคนหนึ่งดูดเข้าไปขังในเตาหลอมระดับหลอมสุญญตา เขาคิดจะหลอมพวกเราให้กลายเป็นโอสถมนุษย์”

สีหน้าของหญิงสาวภายในห้องเปลี่ยนไปทันที

โม่ชิงเฟิงกล่าวต่อ

“สมบัติชิ้นนั้นปิดกั้นทั้งพื้นที่และการหลบหนี ต่อให้เป็นศิษย์น้องก็ไม่สามารถออกมาได้โดยตรง พอดีกับที่พี่สาวใกล้จะทะลวงขอบเขต วิธีเดียวที่เหลืออยู่จึงเป็นการบำเพ็ญคู่กับเขา เพื่อกระตุ้นการทะลวงและเรียกทัณฑ์สวรรค์ลงมา”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าช้า ๆ

“ตอนนั้นข้าเองก็อยู่ใกล้จุดทะลวงเช่นกันเจ้าค่ะ สุดท้ายพวกเราสามคนจึงบำเพ็ญคู่และทะลวงขอบเขตพร้อมกัน”

โม่ชิงเฟิงยิ้มอย่างภาคภูมิใจ

“ทัณฑ์สวรรค์ของพวกเราทั้งสามรวมตัวกันจนกลายเป็นนิมิต มันสังหารผู้เฒ่าคนนั้นและทำลายเตาหลอม พวกเราจึงรอดออกมาได้”

ไป๋หลิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนถามเสียงเย็น

“ดังนั้นพี่ใหญ่จึงกลายเป็นภรรยาของศิษย์น้อง?”

“ถูกต้อง”

“แล้วเหตุใดท่านจึงทำหน้าภูมิใจเช่นนั้น?”

“เพราะพี่สาวได้เป็นภรรยาของเขาอย่างไรเล่า”

เส้นเลือดบริเวณขมับของไป๋หลิงปูดขึ้นกว่าเดิม ใบหน้าของนางแดงก่ำ ก่อนร่างทั้งร่างจะโซเซราวกับความดันพุ่งขึ้นถึงขีดสุด

“พี่ใหญ่...ท่าน...”

ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยรีบเข้ามาประคองนางเอาไว้คนละข้าง

“ใจเย็นก่อน ชีพจรเจ้าเริ่มปั่นป่วนแล้ว”

ไป๋หลิงยกมือกุมหน้าผาก ลมหายใจติดขัดจนแทบเป็นลม

หนานอวี้เห็นสภาพของศิษย์พี่รองแล้วจึงรีบรับหน้าที่ต่อ

“เอ่อ...ศิษย์พี่รองพักก่อน เดี๋ยวข้าถามต่อให้เอง”

นางหันขวับไปทางฝาแฝดทั้งสอง

“แล้วเหตุใดน้องห้ากับน้องหกจึงกลายเป็นภรรยาของศิษย์น้องด้วย?!”

หลัวจินหยางตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ข้าชอบเขา จึงบอกว่าข้าอยากได้เขาเป็นสามี”

“แล้วน้องหกเล่า?”

หลัวจินเยว่กระแอมเล็กน้อย

“ข้าตีพี่หญิงจนสลบ แล้วปลอมตัวเป็นนางเพื่อเข้าไปหาศิษย์น้องก่อนเจ้าค่ะ”

ทั่วทั้งห้องเงียบกริบ

หลัวจินหยางหันไปถลึงตาใส่น้องสาวฝาแฝดอีกครั้ง แม้เรื่องจะผ่านไปแล้วก็ตาม

หลัวจินเยว่กล่าวต่อด้วยสีหน้าไม่สะทกสะท้าน

“แต่น่าเสียดาย ศิษย์น้องมองออกทันทีว่าข้าเป็นผู้ใด สุดท้ายข้าจึงลากพี่หญิงเข้าไปด้วย แล้วพวกเราก็ตกลงพร้อมกัน”

หนานอวี้อ้าปากค้าง

“ไม่มีเหตุฉุกเฉิน ไม่มีผู้ใดจับไปขังในเตาหลอม และไม่ต้องเรียกทัณฑ์สวรรค์เลยหรือ?”

ฝาแฝดทั้งสองส่ายหน้าพร้อมกัน

“ไม่มีเจ้าค่ะ”

ไป๋หลิงตาเหลือกขึ้นทันที

“ซินเยวี่ย...รับข้าไว้ที ข้าจะเป็นลม...”

ไป๋จิ้งเหวินกวาดตามองหญิงสาวทั้งหมดภายในห้อง ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“หมายความว่า หากไม่นับแม่กับแม่ลู่ ในหมู่พวกเจ้าก็เหลือเพียงหลิงเยวี่ยคนเดียวที่ยังไม่ได้เป็นภรรยาของรันเอ๋อร์สินะ”

นางยิ้มกว้างขึ้น

“ดีจริง ๆ ครอบครัวใหญ่ย่อมคึกคักดี”

“ท่านแม่!”

ไป๋หลิงซึ่งเกือบเป็นลมเมื่อครู่พลันได้สติขึ้นมาทันที

“เรื่องเช่นนี้มีอะไรน่ายินดีกันเจ้าคะ?!”

“เหตุใดจะไม่น่ายินดี ทุกคนล้วนเป็นคนที่แม่รู้จัก รันเอ๋อร์เองก็ดูแลพวกเจ้าได้ดี”

ไป๋จิ้งเหวินหันไปทางหลิงเยวี่ย

“ตอนนี้ก็เหลือเพียงเจ้าแล้ว”

หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งดื่มชาอยู่อย่างสงบชะงักไปทันที

“เหตุใดเรื่องนี้จึงวกมาหาข้าได้?”

ลู่เหยียนหนิงยิ้มอย่างอ่อนโยน

“เพราะเจ้าเป็นเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่อย่างไรเล่า”

“ข้าเป็นอาจารย์ของเขา!”

ยูรันซึ่งนอนอยู่บนเตียงพยักหน้าเห็นด้วย

“ใช่ ท่านแม่ นั่นอาจารย์ข้า”

ไป๋จิ้งเหวินเหลือบมองเขา

“แม่รู้”

“อืม เช่นนั้นก็ดี”

หลิงเยวี่ยกลับรู้สึกว่าคำว่า ‘แม่รู้’ ของอีกฝ่ายมีบางอย่างไม่ถูกต้องอย่างยิ่ง แต่เมื่อนางหันไปมอง ทุกคนภายในห้องกลับกำลังจ้องมาทางนางพร้อมกันหมดแล้ว

ไป๋หลิงมองสีหน้าของหลิงเยวี่ย ก่อนความรู้สึกไม่สบายใจจะพุ่งขึ้นมาในใจทันที

[ไม่ดีแน่ ไม่ดีแล้ว!]

[อาจารย์ต้องลงมือแน่นอน โอ๊ย...ตัวข้า]

หนานอวี้เองก็ตัวสั่นขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว นางค่อย ๆ ขยับไปหลบอยู่ด้านหลังไป๋หลิง

[ซวยแล้ว ๆๆๆๆๆ]

[อาจารย์ต้องคิดบัญชีพวกเราทีละคนแน่!]

ตรงกันข้ามกับเซียวซินเยวี่ย ดวงตาของนางกลับเป็นประกายด้วยความสนุกสนาน

[ฮี่ ๆ ข้าอยากเห็นอาจารย์ลงมือจังเลย]

[หรือว่าข้าควรวางยาอาจารย์สักหน่อยดีนะ?]

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลงบนโต๊ะ ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

ทว่าภายในใจของนางกลับไม่ได้สงบเหมือนสีหน้าแม้แต่น้อย

[กรอดดดด...รันเอ๋อร์ของข้าถูกเจ้าพวกนี้คาบไปกินกันหมดแล้ว!]