คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 286 ส่วนบัญชีของพี่ใหญ่ยังไม่จบ7,646 ตัวอักษร

ตอนที่ 286 ส่วนบัญชีของพี่ใหญ่ยังไม่จบ

ยูรันเหลือบมองบรรยากาศแปลกประหลาดภายในห้อง ก่อนกล่าวขึ้นอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“อืม คนใดที่ยังพอเปลี่ยนวิถีได้ก็เปลี่ยนเสีย เดี๋ยวข้าจัดการให้”

จากนั้นสายตาของเขาก็เลื่อนไปหยุดอยู่ที่โม่ชิงเฟิง

“ส่วนอาเจ๊...ท่านถูกหลิงเอ๋อร์ฟันแน่”

โม่ชิงเฟิงชะงัก

“หา?”

ยูรันหันไปทางไป๋หลิง

“หลิงเอ๋อร์ อาเจ๊เคยบอกว่าไม่กลัวเจ้า เพราะตบะของนางสูงกว่า แต่ตอนนั้นอาเจ๊ยังไม่รู้ว่าเจ้าเปลี่ยนวิถีแล้ว และตอนนี้ทำอะไรได้บ้าง”

เขายกมือขึ้นราวกับมอบอนุญาตอย่างเป็นทางการ

“เต็มที่เลยนะ ข้าไม่ห้าม”

“เดี๋ยวก่อน สามี!”

ยูรันไม่สนใจเสียงร้องของโม่ชิงเฟิง เขากล่าวเสริมด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ตอนอยู่ในเตาหลอม นางเป็นฝ่ายยั่วยวนข้าอยู่นานถึงสองเค่อด้วย”

ปึด! ปึด! ปึด!

เส้นเลือดปูดขึ้นทั่วหน้าของไป๋หลิงในพริบตา พลังรอบกายเริ่มปั่นป่วนจนโต๊ะและเก้าอี้ภายในห้องสั่นสะเทือน

โม่ชิงเฟิงค่อย ๆ หันมามองยูรันด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ

“สามี...เจ้าขายพี่สาวเช่นนี้เลยหรือ?”

ยูรันยักไหล่

“ข้าเพียงเล่าความจริง”

ไป๋หลิงลุกขึ้นจากเก้าอี้อย่างช้า ๆ ก่อนเผยรอยยิ้มซึ่งไม่ไปถึงดวงตา

“พี่ใหญ่ พวกเราออกไปพูดคุยกันข้างนอกสักหน่อยดีหรือไม่?”

โม่ชิงเฟิงรีบกระโดดขึ้นเตียง ก่อนมุดเข้าไปหลบอยู่ด้านหลังยูรัน

“ไม่ดี!”

ยูรันเหลือบมองหญิงสาวซึ่งกำลังเกาะเอวเขาแน่น ก่อนพยักหน้าเหมือนเพิ่งนึกบางอย่างขึ้นได้

“โอ๊ะ ดูเหมือนอาเจ๊จะชอบมุดเข้ามาหาข้าบ่อยด้วยนะ”

ปึด!

เส้นเลือดบนหน้าผากของไป๋หลิงปูดขึ้นอีกเส้น พลังรอบกายระเบิดออกมาจนม่านกั้นเสียงสั่นไหว

“พี่! ใหญ่!”

โม่ชิงเฟิงรีบตะโกนใส่หูยูรัน

“สามี หยุดพูดเดี๋ยวนี้!”

“ทำไมเล่า ข้ายังเล่าไม่หมดเลย”

“ไม่ต้องเล่าแล้ว!”

ไป๋หลิงค่อย ๆ ชักดาบออกจากฝักไอเย็นแผ่ออกมาอย่างมหาศาล

ชิ้ง!

หญิงสาวคนอื่นภายในห้องรีบยกเก้าอี้หลบออกไปเปิดพื้นที่ให้อย่างพร้อมเพรียง แม้แต่หลิงเยวี่ยยังยกถ้วยชาถอยไปนั่งชมอยู่มุมห้องอย่างเงียบ ๆ

ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้าให้บุตรสาว

“อย่าทำห้องพังนะหลิงเอ๋อร์”

“เจ้าค่ะท่านแม่”

โม่ชิงเฟิงหน้าซีดลงทันที

“เหตุใดไม่มีผู้ใดคิดจะห้ามนางเลย?!”

ยูรันเห็นไป๋หลิงถือดาบคาตานะประกายเหมันต์ซึ่งชักออกจากฝักเรียบร้อยแล้ว จึงรีบยกมือขึ้น

“เดี๋ยว ๆ”

ไป๋หลิงชะงัก ก่อนหรี่ตามองเขา

“สามี ไหนบอกว่าจะไม่ห้ามอย่างไรเล่า?”

โม่ชิงเฟิงซึ่งหลบอยู่ด้านหลังยูรันรีบกอดเอวเขาแน่นกว่าเดิม

“อุ๊ย สามีช่วยพี่สาวด้วย พี่สาวรักสามีมากที่สุดเลย!”

ปึด!

เส้นเลือดบนหน้าผากของไป๋หลิงปูดเพิ่มขึ้นอีกเส้น ไอเย็นจากคมดาบแผ่กระจายไปทั่วห้อง พื้นกับเครื่องเรือนถูกเกล็ดน้ำแข็งปกคลุมอย่างรวดเร็ว

ยูรันส่ายหน้า

“ไม่ใช่ ข้าไม่ได้จะห้าม”

เขาชี้ไปยังประกายเหมันต์ในมือนาง

“หนาว เก็บดาบนั่นเข้าฝักไปเสีย แล้วใช้อย่างอื่นเถอะ หากคนอื่นถูกแช่แข็งไปด้วยจะทำอย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงหันมามองเขาช้า ๆ

“สามี ที่แท้เจ้ากังวลเพียงเรื่องนี้เองหรือ?”

“อืม ข้าเพิ่งเช่าห้องมา หากน้ำแข็งทำข้าวของพัง ข้าต้องจ่ายค่าชดใช้”

ไป๋หลิงสูดหายใจเข้าลึก ก่อนเก็บประกายเหมันต์กลับเข้าฝัก แล้วหักข้อนิ้วดังกร๊อบ

“เช่นนั้นข้าจะใช้มือเปล่า”

ยูรันพยักหน้า

“อืม แบบนั้นแหละ แต่ก่อนจะซัดกัน ข้าจะเล่าเรื่องการเดินทางครั้งนี้ให้ฟังก่อน”

เขาชี้ไปยังเก้าอี้ตัวเดิม

“นั่งลงเสีย”

ไป๋หลิงยังคงจ้องโม่ชิงเฟิงด้วยสายตาเย็นเยียบ แต่สุดท้ายก็ยอมกลับไปนั่ง

“หลังจากเล่าจบ ข้ายังลงมือได้ใช่หรือไม่?”

“ได้สิ ข้าไม่ห้าม”

โม่ชิงเฟิงรีบกอดยูรันแน่นขึ้น

“สามี!”

“อาเจ๊นั่งดี ๆ ข้าจะเล่าเรื่องแล้ว”

เมื่อทุกคนกลับไปนั่งประจำที่ ยูรันจึงเอนตัวพิงหัวเตียง ก่อนกวาดตามองหญิงสาวภายในห้อง

“เอาละ ข้าจะเริ่มตั้งแต่ตอนออกจากยอดเขาแล้วกัน”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มเล่า

“อืม...ข้าหลงทางอยู่สามวัน”

ทุกคนภายในห้องเงียบกริบ

หลิงเยวี่ยยกมือขึ้นกุมหน้าผาก

“เจ้าออกจากยอดเขาแล้วก็หลงทางทันทีเลยหรือ?”

“ใช่”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“แล้วตลอดสามวันนั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง?”

“ไม่มีอะไร ข้าเอาแต่เดินวนอยู่แถวเดิม”

โม่ชิงเฟิงพยักหน้ายืนยัน

“ตอนพี่สาวพบเขา เขายังถามทางไปร้านขายแผนที่อยู่เลย”

ยูรันเหลือบมองนาง

“อาเจ๊ ท่านเองก็บอกทางผิดมิใช่หรือ?”

“พี่สาวเพียงจำสลับไปนิดเดียว”

“สลับจนเกือบออกนอกเมือง”

ยูรันหันกลับมาทางทุกคน

“เอาเป็นว่าสามวันแรกไม่มีอะไร ข้าหลงทาง จบ”

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเรื่อยเฉื่อย

“หลังจากนั้นข้าก็ไปนอนหลับอยู่บนต้นไม้ จนกระทั่งพบคนผู้หนึ่งพานักฆ่ามาประเคนให้ถึงที่”

เขายกมือทำท่าสับลงเบา ๆ

“ข้าจึงสับต้นคอจนหมดสติไป”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

“คนผู้นั้นเป็นใคร?”

“เว่ยเส้าเทียน เขามีกายาพิเศษชื่อกายาวารีหลอมสมุทร”

ยูรันกล่าวราวกับกำลังพูดถึงของที่เก็บได้ข้างทาง

“ข้าเก็บเกี่ยวสายเลือดเอาไว้แล้ว ผู้ใดชอบธาตุน้ำก็นำไปใช้กับครรภ์แห่งดวงดาวได้เลย”

มู่เสวี่ยหนิงกับฝาแฝดทั้งสองมองหน้ากันด้วยความสับสน ขณะที่คนจากยอดเขาจันทราซึ่งรู้จักครรภ์แห่งดวงดาวอยู่แล้วกลับมีสีหน้าสนใจขึ้นมา

ยูรันหันไปทางหนานอวี้ ก่อนถอนหายใจอย่างน่าเสียดาย

“แต่น่าเสียดายที่ไม่มีกายาพิเศษเกี่ยวกับธาตุไฟ ศิษย์พี่สามจึงอด”

หนานอวี้ชี้หน้าตนเอง

“เหตุใดเจ้าต้องกล่าวเหมือนข้าเพิ่งพลาดของกินไปด้วย?”

“เพราะสีหน้าท่านดูเสียดาย”

“ข้ายังไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรเลย!”

“อืม เช่นนั้นก็เสียดายไว้ล่วงหน้าแล้วกัน”

ยูรันเล่าต่อโดยไม่สนใจสีหน้าของทุกคน

“หลังจากนั้นข้าก็ไปนั่งดูละคร พ่อแม่ญาติพี่น้องของคนกลุ่มหนึ่งกำลังตีกันเอง สนุกดี”

“แล้วเจ้าเข้าไปทำอะไร?”

หลิงเยวี่ยถามอย่างระแวง

“ข้าก็ช่วยเขาไง”

ทุกคนยิ่งรู้สึกไม่วางใจมากกว่าเดิม

ยูรันอธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง

“ข้าช่วยให้เขาได้กับมารดาของศัตรู เพื่อดำเนินแผนการ ‘เรียกพ่อสิลูก’”

“……”

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ซูเม่ยเหยายกมือขึ้นนวดขมับ

“นี่เรียกว่าแผนการแก้แค้นได้ด้วยหรือ?”

“ได้สิ”

ยูรันพยักหน้าอย่างมั่นใจ

“ต่อให้ชนะอีกฝ่ายในการต่อสู้ อย่างมากก็รู้สึกสะใจเพียงชั่วคราว แต่หากได้กับมารดาของศัตรู ทุกครั้งที่พบหน้ากันก็สามารถบังคับให้มันเรียกตนเองว่าพ่อได้”

หลานชิงอวี้อ้าปากอยู่หลายครั้ง แต่ไม่รู้ว่าควรกล่าวสิ่งใด

ยูรันยกมือขึ้นนับนิ้ว ก่อนเล่าต่อ

“แต่ไป ๆ มา ๆ ศัตรูกลับกลายเป็นมิตร เว่ยเส้าเทียนก็เรียกข้าว่าพี่ใหญ่”

เขานิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ส่วนศัตรูของมันชื่ออะไรนะ...อ๋อ ฉู่เสวียนเทียน เจ้านั่นก็เรียกข้าว่าพี่ใหญ่เหมือนกัน”

ไป๋หลิงเริ่มขมวดคิ้วหนักขึ้น

“แล้วคู่หมั้นที่เจ้ากล่าวถึงเล่า?”

“คู่หมั้นก็เป็นของปลอม เรื่องทั้งหมดเป็นแผนการซ้อนกันไปมา สุดท้ายนางกลับคืนดีกับเว่ยเส้าเทียน”

ยูรันกางมือออก

“กลายเป็นว่าเจ้านั่นได้ภรรยาของตนเองคืน แถมยังได้มารดาของศัตรูเพิ่มอีกคน ส่วนข้าก็มีน้องสะใภ้เพิ่มขึ้นมาถึงสองคน”

เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“คุ้มจริง ๆ”

“……”

หญิงสาวทั้งหมดพยายามเรียบเรียงความสัมพันธ์อยู่ครู่ใหญ่ แต่ยิ่งคิดก็ยิ่งสับสน

หลานชิงอวี้ยกมือขึ้นอย่างลังเล

“สรุปแล้วผู้ใดเป็นศัตรูกับผู้ใด ผู้ใดได้กับมารดาของผู้ใด แล้วคู่หมั้นเป็นของผู้ใดกันแน่เจ้าคะ?”

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง

“ข้าเองก็เริ่มจำไม่ได้แล้ว”

“แล้วเหตุใดท่านจึงบอกว่าคุ้มเล่าเจ้าคะ?!”

“อย่างน้อยข้าก็ได้น้องชายเพิ่มสองคนกับน้องสะใภ้อีกสองคน แบบนั้นไม่เรียกว่าคุ้มแล้วจะเรียกว่าอะไร?”

ยูรันพยายามนึกย้อนกลับไป ก่อนเล่าต่อ

“อืม รู้สึกว่าตอนนั้นข้าไปนั่งฟังเพลงอยู่ในหอดื่มชา แล้วมีคนผู้หนึ่งมากวนประสาทข้า”

เขาหยุดคิดเล็กน้อย

“เจ้านั่นดันเสนอราคาประมูลหญิงสาวผู้กำลังขับร้องเพลงแข่งกับข้า ข้าจึงประมูลแข่งกับมันเสียเลย”

หญิงสาวภายในห้องเริ่มมีสีหน้าไม่ไว้วางใจขึ้นมาพร้อมกัน

ไป๋หลิงถามทันที

“หญิงสาวอีกแล้วหรือ?”

“อืม นางชื่อหลิวรั่วหลานมั้ง เป็นนักดนตรี”

หนานอวี้รีบถามต่อ

“แล้วตอนนี้นางอยู่ที่ใด?”

“ข้าจะรู้ได้อย่างไร?”

“เจ้าไม่ได้พานางมาด้วยหรือ?”

“ไม่ได้พามา ข้าเพียงประมูลแข่งกับไอ้คนกวนประสาทเท่านั้น”

หญิงสาวทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน

ยูรันมองพวกนางด้วยความสงสัย

“พวกเจ้าดูสนใจนักดนตรีกันมากเลยนะ”

ยูรันเห็นทุกคนถอนหายใจอย่างโล่งอก จึงกล่าวต่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“แต่ดูเหมือนข้าต้องดับฝันพวกเจ้าทุกคนเสียแล้ว”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหญิงสาวทั้งหลายแข็งค้างทันที

“นางชอบข้า และบอกว่าเดี๋ยวจะตามไปหาที่สำนักยอดเขาจันทรา”

ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท

มือของไป๋หลิงค่อย ๆ เลื่อนไปจับด้ามดาบอีกครั้ง

ยูรันรีบชี้ไปทางดาบ

“เดี๋ยว เพิ่งบอกให้เก็บไปเมื่อครู่”

หนานอวี้ยกมือขึ้นกุมศีรษะ

“เจ้าออกเดินทางไปเพียงรอบเดียว เหตุใดจึงหว่านเสน่ห์ไปทั่วทุกเมืองเลยเล่า?!”

“ข้าไม่ได้หว่าน นางชอบเอง”

“นั่นยิ่งน่าโมโหกว่าเดิมอีก!”

ไป๋จิ้งเหวินกลับพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“นักดนตรีก็ดี ต่อไปภายในยอดเขาจะได้มีเสียงเพลง”

“ท่านแม่!”

ไป๋หลิงหันไปมองมารดาด้วยสีหน้าแทบร้องไห้

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก ก่อนหัวเราะเบา ๆ

“ดูเหมือนพี่สาวจะมีน้องหญิงเพิ่มอีกคนแล้วสินะ”

ไป๋หลิงหันขวับมาทางนาง

“ส่วนบัญชีของพี่ใหญ่ยังไม่จบ!”

โม่ชิงเฟิงรีบหุบพัดและกลับไปหลบหลังยูรันอีกครั้งทันที