คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 287 ท่านรู้ได้อย่างไรว่ากระดาษแผ่นนั้นเป็นของดี8,131 ตัวอักษร

ตอนที่ 287 ท่านรู้ได้อย่างไรว่ากระดาษแผ่นนั้นเป็นของดี

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“ถึงไหนแล้วนะ...อ๋อ นั่นแหละ”

เขาดีดนิ้วเบา ๆ เมื่อนึกขึ้นได้

“หลังจากนั้นข้าก็ไปตามหาต้นตอของเรื่อง แล้วจัดการถล่มสำนักอะไรสักอย่างจนกลายเป็นจุณ”

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

“สำนักอะไรสักอย่าง?”

“อืม ข้าจำชื่อไม่ได้”

“เจ้าถล่มสำนักของผู้อื่นจนหายไปทั้งแห่ง แต่กลับจำชื่อไม่ได้เนี่ยนะ?”

“ชื่อไม่สำคัญหรอก สำนักก็ไม่เหลือแล้ว จะจำไปทำไม?”

ยูรันกล่าวต่ออย่างสบายใจ

“จากนั้นข้าก็ให้เว่ยเส้าเทียนก่อตั้งสำนักของตนเองขึ้นมาแทน แล้วข้าก็ออกเดินทางต่อ”

ซูเม่ยเหยานิ่งไปครู่หนึ่ง

“หมายความว่าเจ้าทำลายสำนักหนึ่ง แล้วสร้างอีกสำนักขึ้นมาแทนภายในวันเดียวหรือ?”

“อืม จะได้สมดุลกัน”

ยูรันยักไหล่

“เดี๋ยวมันก็คงส่งจดหมายมาหาข้าเองแหละ...มั้งนะ”

ยูรันนึกย้อนกลับไป ก่อนถอนหายใจออกมา

“วันนั้นข้ารู้สึกว่าตนเองโชคดีอย่างมาก เพราะพอเดินทางไปยังเมืองถัดไป ข้าดันไม่หลงทางเสียได้”

ทุกคนพยักหน้า รู้สึกว่าสำหรับยูรันแล้ว เรื่องนี้นับเป็นโชคดีจริง ๆ

“แต่หลังจากนั้นข้าก็ซวยไปพบผู้หญิงคนหนึ่งเข้า”

โม่ชิงเฟิงซึ่งหลบอยู่ด้านหลังเขาชะงักทันที

ยูรันเล่าต่อโดยไม่หันกลับไปมอง

“นางแต่งตัวเหมือนบัณฑิต เดินเข้ามาทักข้าแล้วถามว่า ‘เจ้ากำลังจะไปสถานที่นั้นใช่หรือไม่’ บลา ๆๆๆ”

เขาส่ายหน้าด้วยความเหนื่อยใจ

“ข้าเพียงหันไปดูก็รู้แล้วว่าปลอมทั้งตัว พอบอกชื่อมาก็เป็นชื่อปลอม แม้แต่สำนักยังเป็นสำนักปลอม”

ยูรันถอนหายใจยาว

“เฮ้ออออ...ปลอมไปหมด”

สายตาของทุกคนภายในห้องค่อย ๆ หันไปหาโม่ชิงเฟิงพร้อมกัน

โม่ชิงเฟิงรีบแก้ตัว

“ตอนนั้นพี่สาวมีเหตุจำเป็นต้องปิดบังตัวตน!”

ยูรันพยักหน้า

“อืม นิสัยบัณฑิตก็ปลอมด้วย”

“สามี!”

“ข้าพูดความจริงอีกแล้วหรือ?”

ไป๋หลิงหรี่ตามองศิษย์พี่ใหญ่

“ดูเหมือนบัญชีของท่านจะยาวขึ้นอีกแล้วนะเจ้าคะ”

โม่ชิงเฟิงรีบมุดเข้าไปใต้ผ้าห่มทันที

“พี่สาวไม่อยู่แล้ว!”

ยูรันเหลือบมองก้อนผ้าห่มซึ่งกำลังขยับอยู่ด้านหลัง ก่อนถอนหายใจยาว

“เฮ้ออออ...ข้าจับได้ตั้งนานแล้วว่านางเป็นผู้ใด แต่นางยังคงเนียนเล่นบทบัณฑิตต่อไปอีก ไม่รู้คิดจะปลอมตัวไปถึงเมื่อใด”

เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเหนื่อยใจ

“แถมยังตามข้าไม่ยอมปล่อยอีก ไม่รู้จะตามไปทำไมนักหนา”

ก้อนผ้าห่มหยุดขยับไปครู่หนึ่ง

ยูรันยักไหล่

“แต่หากตอนนั้นนางไม่ตามข้ามา นางก็คงไม่ได้กลายเป็นภรรยาของข้าอยู่แล้วเชียว”

โม่ชิงเฟิงโผล่ศีรษะออกจากผ้าห่มทันที ดวงตาเป็นประกายระยิบระยับ

“สามี หมายความว่าเจ้าดีใจที่พี่สาวตามมาใช่หรือไม่?”

“ข้าไม่ได้พูดแบบนั้น”

“แต่ความหมายเหมือนกัน!”

นางพุ่งออกจากผ้าห่มแล้วกอดยูรันจากด้านหลัง ก่อนซบใบหน้าลงบนไหล่เขาอย่างอารมณ์ดี

“ฮี่ ๆ พี่สาวรู้แล้วว่าสามีรักพี่สาวมาก”

ยูรันหันไปมองนาง

“อาเจ๊ ท่านนี่เข้าข้างตัวเองเก่งไม่แพ้หลานอิงเลยนะ”

ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเล่าต่อ

“ถึงไหนแล้วนะ...อ๋อ วันนั้นตอนเที่ยง ข้ากำลังกินข้าวอยู่ดี ๆ ไม่รู้ซวยอะไรนักหนา ดันพบหญิงสาวคนหนึ่งถูกคนกลุ่มใหญ่ล้อมเอาไว้”

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งนั่งฟังอยู่เงียบ ๆ ชะงักเล็กน้อย

ยูรันชี้ไปทางโม่ชิงเฟิง

“ส่วนพี่ใหญ่คนนี้ก็จริง ๆ เลย เอาแต่ถามข้าไม่หยุดว่า ‘เจ้าไม่คิดช่วยสาวงามหรือ?’”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก

“พี่สาวเพียงเห็นคนกำลังเดือดร้อนจึงถามตามคุณธรรมของบัณฑิต”

“บัณฑิตเก๊”

“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวกัน!”

ยูรันส่ายหน้า

“ตอนนั้นข้ากำลังกินข้าวอยู่แท้ ๆ เรื่องของคนอื่นเกี่ยวอะไรกับข้าด้วย?”

หนานอวี้รีบพยักหน้าเห็นด้วย

“ถูกต้อง เวลากินข้าวไม่ควรมีผู้ใดมารบกวน”

ไป๋หลิงเหลือบมองนาง

“เหตุใดเจ้าจึงเข้าใจเขาเฉพาะเรื่องแบบนี้?”

“เพราะอาหารเป็นเรื่องสำคัญ!”

ยูรันชี้ไปทางหนานอวี้

“เห็นไหม ศิษย์พี่สามยังเข้าใจข้ามากกว่าอาเจ๊เสียอีก”

มู่เสวี่ยหนิงยกมือขึ้นเล็กน้อย

“หญิงสาวซึ่งถูกล้อมในตอนนั้น...คือข้าเองเจ้าค่ะ”

สายตาของทุกคนพลันหันมารวมอยู่ที่มู่เสวี่ยหนิง

ยูรันพยักหน้า ก่อนเล่าต่อ

“นั่นแหละ ตอนนั้นข้ากำลังกินข้าวอยู่แท้ ๆ พวกมันดันมาตีกัน แล้วไอ้โง่คนหนึ่งยังถูกชกกระเด็นทะลุหน้าต่างมากระแทกโต๊ะของข้า”

เขาถอนหายใจอย่างเจ็บปวดเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น

“โต๊ะพัง อาหารหกกระจายเต็มพื้น ข้ายังกินไม่อิ่มเลยด้วยซ้ำ”

หนานอวี้กำหมัดแน่น

“สมควรถูกถล่มแล้ว!”

“ใช่ไหมเล่า?”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ข้าจึงออกไปถล่มพวกมันทั้งหมด จ่ายค่าเสียหายให้เจ้าของร้าน แล้วกลับไปหาโรงเตี๊ยมนอน”

เขาเหลือบมองโม่ชิงเฟิงอีกครั้ง

“แต่พอข้าจะเปิดสองห้อง อาเจ๊ก็ยังรบเร้าไม่หยุดว่าจะนอนห้องเดียวกับข้าให้ได้ ไม่รู้ตอนนั้นถูกตัวอะไรเข้าสิงมา”

ปึด! ปึด! ปึด!

เส้นเลือดบนหน้าผากของไป๋หลิงปูดขึ้นติดต่อกันหลายเส้น

โม่ชิงเฟิงรีบแก้ตัว

“ตอนนั้นห้องพักเหลือน้อย พี่สาวเพียงต้องการประหยัดเงิน!”

ยูรันเอียงศีรษะ

“แต่เงินค่าห้องก็เป็นของข้า”

“……”

ไป๋หลิงค่อย ๆ หันไปมองโม่ชิงเฟิง

“พี่ใหญ่ นอกจากจะขอนอนห้องเดียวกับเขาแล้ว ท่านยังให้สามีเป็นคนจ่ายด้วยหรือ?”

โม่ชิงเฟิงค่อย ๆ มุดกลับเข้าไปในผ้าห่ม

“พี่สาวขอไม่ตอบ...”

ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงลากยาวอย่างจงใจ

“นั่นแหละ พอตกเย็น อาเจ๊ก็ดันนนน...ไปบอกพ่อครัวของโรงเตี๊ยมว่าจะให้ข้าทำอาหารให้นางกินอีก”

โม่ชิงเฟิงโผล่หน้าจากผ้าห่มเล็กน้อย

“พี่สาวเตรียมวัตถุดิบและเช่าห้องครัวให้แล้วนะ”

“แล้วคนที่ต้องทำก็คือข้าอยู่ดี”

“แต่อาหารของสามีอร่อยที่สุดนี่นา”

ยูรันไม่สนใจคำประจบ ก่อนเล่าต่อ

“หลังจากทำอาหารและกินเสร็จแล้ว ก็ดันนนน...มีคนผู้หนึ่งเดินเข้ามาขอบคุณข้า เพราะคิดไปเองว่าข้าช่วยนางเอาไว้”

สายตาของทุกคนหันกลับไปทางมู่เสวี่ยหนิงอีกครั้ง

นางยกมือขึ้นแตะปลายจมูกอย่างเขินอาย

“แต่ท่านพี่จัดการคนพวกนั้นและช่วยข้าไว้จริง ๆ นะเจ้าคะ”

“ข้าจัดการพวกมันเพราะทำอาหารของข้าหกต่างหาก”

“ผลสุดท้ายคือข้ารอดพ้นจากพวกมัน เช่นนั้นก็นับว่าท่านช่วยข้าอยู่ดีเจ้าค่ะ”

ยูรันนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง

“อืม เจ้าคิดเข้าข้างตัวเองเก่งขึ้นนะ”

มู่เสวี่ยหนิงยิ้มหวาน

“ข้าได้เรียนรู้จากท่านพี่ระหว่างเดินทางเจ้าค่ะ”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“เออ เอาเถอะ หลังจากนั้นข้าก็หาเรื่องอยู่พักหนึ่ง จนในที่สุดก็มีคนโง่มาท้าประลองหลอมโอสถกับข้า”

จู่ ๆ เขาก็หัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี

“ฮ่า ๆๆๆๆ! ข้าชนะเดิมพัน แล้วก็บิดลิ้นของมันออกมาเสียเลย”

“……”

รอยยิ้มของหญิงสาวหลายคนแข็งค้างพร้อมกัน

ซูเม่ยเหยาถามอย่างไม่แน่ใจ

“ท่านบิดลิ้นของเขาออกมาจริง ๆ หรือ?”

“จริงสิ เดิมพันก็คือเดิมพัน”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้ายืนยันด้วยสีหน้าซับซ้อน

“ข้าเห็นกับตาเลยเจ้าค่ะ เขาค่อย ๆ ใช้พลังดึงลิ้นของศิษย์พี่หลัวออกมา ท่ามกลางเสียงกรีดร้องของคนทั้งสนาม”

เซียวซินเยวี่ยกลืนน้ำลาย

“แล้วเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่เจ้าคะ?”

“อยู่สิ ข้าใจกว้างจะตาย”

ยูรันยักไหล่

“ข้ายังบอกให้มันตั้งใจหลอมโอสถที่ทำให้ลิ้นงอกขึ้นมาใหม่ด้วย จะได้มีเป้าหมายในการพัฒนาฝีมือ”

ทุกคนภายในห้องนิ่งเงียบไปอีกครั้ง

หลิงเยวี่ยยกมือขึ้นกุมหน้าผาก

“เหตุใดเจ้าจึงสามารถเล่าเรื่องเช่นนี้ด้วยสีหน้าภูมิใจได้กัน...”

ยูรันหันไปมองหลิงเยวี่ยทันที

“ต้องภูมิใจสิ ข้าอุตส่าห์หาเรื่องอยู่นานสองนานกว่าจะมีคนหลงกล”

เขานึกย้อนกลับไปแล้วถอนหายใจ

“ตอนแรกดันมีคนฉลาดอยู่คนหนึ่ง มันหันไปห้ามอีกฝ่ายแล้วพูดว่า ‘พี่ชาย ท่านจะไปบ้าจี้ตามไอ้คนตาบอดนี่ทำไม? อยู่เฉย ๆ ก็ไม่เห็นเป็นอะไรเลย หากมันหลอมได้จริง ท่านก็หน้าแตกเปล่า ๆ’”

ยูรันส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง

“ตอนนั้นข้านึกว่าแผนจะพังเสียแล้ว”

ไป๋หลิงมองเขาด้วยสีหน้าเหลือเชื่อ

“หมายความว่าท่านจงใจพูดยั่วยุ เพื่อหาใครสักคนมาท้าประลอง?”

“ใช่ ข้าโม้อยู่นานมากว่าจะมีคนเชื่อแล้วออกมาคัดค้าน”

“แล้วมีอะไรน่าภูมิใจ?”

“ในที่สุดก็มีคนโง่พอจะหลงกลอย่างไรเล่า”

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“ความพยายามของข้าไม่สูญเปล่า แถมยังได้ลิ้นกลับมาเป็นดอกเบี้ยด้วย”

“……”

หลิงเยวี่ยหลับตาลงช้า ๆ

[ศิษย์ของข้าออกเดินทางไปฝึกฝน หรือออกไปล่าคนโง่กันแน่...]

ยูรันโบกมือราวกับเรื่องดึงลิ้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย

“เอาเถอะ หัวข้อประลองคือการหลอมโอสถ ข้าจึงออกไปเดินหาสูตรอยู่พักหนึ่ง”

เขาถอนหายใจด้วยความผิดหวัง

“ข้าเข้าไปถามแทบทุกร้าน ซื้อสูตรติดมือมามากมาย แต่กลับไม่มีร้านใดขายสูตรโอสถระดับสิบเลยสักแห่ง”

ยูรันส่ายหน้า

“โคตรขยะ”

ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยนิ่งค้างพร้อมกัน

เซียวซินเยวี่ยโพล่งขึ้นมา

“ท่านพี่ ร้านค้าทั่วไปจะมีสูตรระดับสิบขายได้อย่างไรเจ้าคะ?”

“เพราะแบบนั้นข้าถึงเรียกว่าร้านขยะไง”

“แม้แต่สูตรระดับแปดก็ถือเป็นสมบัติลับซึ่งแต่ละสำนักหวงแหนแล้วนะเจ้าคะ!”

“อืม ขยะที่หายากขึ้นมาหน่อย”

ยูรันนึกถึงเหตุการณ์หลังออกจากร้านขายสูตร ก่อนกล่าวต่อ

“หลังจากนั้น ระหว่างเดินกลับ ข้าดันบังเอิญพบยายแก่คนหนึ่งกำลังนั่งขายของเก่าอยู่ข้างทาง”

เขายกมุมปากขึ้นเล็กน้อย

“ตามสูตรสำเร็จ คนพวกนี้มักชอบนำของโบราณไปใช้รองขาโต๊ะ ทั้งที่สิ่งของซึ่งดูไร้ค่าที่สุดมักจะเป็นของดีที่สุด ข้าจึงขอกระดาษเก่าในแผงของยายมาดู”

ซูเม่ยเหยาเริ่มรู้สึกถึงลางบางอย่าง

“อย่าบอกนะว่า...”

“อืม สูตรโอสถระดับสิบ”

ยูรันพยักหน้าด้วยความภาคภูมิใจ

“หึ”

“……”

ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยนิ่งค้างราวกับถูกฟ้าผ่า

หลานชิงอวี้ถามอย่างไม่อยากเชื่อ

“ร้านโอสถขนาดใหญ่ทั้งเมืองไม่มีสูตรระดับสิบ แต่ยายแก่ซึ่งตั้งแผงขายของเก่าข้างทางกลับมีหรือเจ้าคะ?”

“ใช่แล้ว”

“ท่านรู้ได้อย่างไรว่ากระดาษแผ่นนั้นเป็นของดี?”

“ข้าไม่รู้”

ยูรันตอบอย่างตรงไปตรงมา

“ข้าแค่เห็นว่ามันเก่าและน่าสงสัยจึงหยิบขึ้นมาดู บังเอิญเป็นของดีจริง ๆ”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้ายืนยัน

“ตอนนั้นข้ากับพี่หญิงตกใจจนเผลอตะโกนออกมาพร้อมกันเลยเจ้าค่ะ”