ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 289
ยูรันกล่าวต่อ
“อืม นั่นแหละ ภายในงานประมูลข้าซื้อเศษเหล็กหัก ๆ มาอีกจำนวนหนึ่ง ตั้งใจจะนำกลับไปหลอมเป็นอาวุธให้คนที่เหลือ”
เขายกมือนับลำดับ
“ข้าคิดรูปแบบเอาไว้แล้ว จะทำให้ซินเยวี่ยก่อน จากนั้นเป็นจินหยาง แล้วค่อยจินเยว่”
เซียวซินเยวี่ยชี้หน้าตนเองด้วยความประหลาดใจ
“ให้ข้าก่อนหรือเจ้าคะ?”
“อืม วิชาของเจ้าเหมาะกับของที่ข้าได้มาชิ้นหนึ่งพอดี”
ฝาแฝดทั้งสองเองก็มีดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที
โม่ชิงเฟิงรีบโผล่ออกจากด้านหลังยูรัน
“สามี แล้วของพี่สาวเล่า?”
ยูรันมองนาง ก่อนเหลือบไปทางไป๋หลิงซึ่งกำลังนั่งหักข้อนิ้วรออยู่
“อืม หากภรรยารอดจากการถูกหลิงเอ๋อร์กระทืบได้ เดี๋ยวข้าทำให้”
รอยยิ้มบนใบหน้าของโม่ชิงเฟิงแข็งค้าง
ไป๋หลิงลุกขึ้นช้า ๆ
“ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะพี่ใหญ่ ข้าจะเหลือมือเอาไว้ให้ท่านถืออาวุธได้แน่นอน”
โม่ชิงเฟิงรีบมุดกลับเข้าไปใต้ผ้าห่ม
“สามี พี่สาวไม่อยากได้อาวุธแล้ว!”
ยูรันเอนหลังพิงหัวเตียง ก่อนยกมือขึ้นนวดขมับ
“อืม ถึงไหนต่อนะ...ข้าออกไปเพียงแป๊บเดียว เหตุใดเรื่องมันถึงเยอะขนาดนี้?”
หญิงสาวทั้งหมดมองเขาด้วยสายตาเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หลิงเยวี่ยตอบเป็นคนแรก
“เพราะทุกแห่งที่เจ้าไปล้วนเกิดเรื่องขึ้นอย่างไรเล่า”
“ข้าไม่ได้เป็นคนเริ่มเสียหน่อย”
ไป๋หลิงเริ่มนับนิ้ว
“สามีหลงทางสามวัน รับน้องชายเพิ่มสองคน วางแผนให้คนไปแต่งกับมารดาของศัตรู ประมูลนักดนตรี ถล่มสำนัก ตั้งสำนักใหม่ ท้าประลองโอสถ ดึงลิ้นคน ซื้อเศษอาวุธ แล้วยังมีภรรยาเพิ่มอีกสี่คน”
นางหรี่ตามองเขา
“ทั้งหมดนี้ยังไม่นับเรื่องที่สามียังไม่ได้เล่าด้วยซ้ำ”
ยูรันนิ่งคิด ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม ฟังดูเยอะจริง ๆ”
โม่ชิงเฟิงโผล่หน้าจากผ้าห่ม
“พี่สาวขอยืนยันว่า เรื่องครึ่งหนึ่งวิ่งเข้ามาหาสามีเอง”
ยูรันเหลือบมองนาง
“แต่อีกครึ่งหนึ่งเกิดขึ้นเพราะอาเจ๊ตามข้ามา”
โม่ชิงเฟิงค่อย ๆ มุดกลับเข้าไปใต้ผ้าห่มตามเดิม
“พี่สาวไม่พูดแล้ว...”
ยูรันพยายามนึกต่อ ก่อนพยักหน้ากับตนเอง
“เฮ้อ เอาเถอะ หลังจากนั้นข้าก็ไปภูผาเพลิงคราม และที่นั่นแหละจึงเกิดเรื่องบำเพ็ญคู่พร้อมกันสามคนขึ้นมา”
โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงกระแอมเบา ๆ พร้อมกัน ส่วนสายตาของไป๋หลิงกลับเย็นลงอีกครั้ง
ยูรันรีบเล่าข้ามไปยังเรื่องถัดไป
“ข้ายังขโมยเพลิงวิเศษมาจากตาแก่โง่ ๆ คนหนึ่งด้วย”
เขายกข้อมือขึ้น เปลวเพลิงสีครามพลันไหลออกมารวมตัวกันเหนือฝ่ามือ ก่อนเบ่งบานเป็นดอกบัวหลายชั้น ไอร้อนกับพลังวารีอันเย็นเยียบแผ่ประสานกันอย่างน่าประหลาด
“เอ้านี่ ดูสิ เพลิงวิเศษลำดับที่สาม”
หนานอวี้ ซูเม่ยเหยา และเซียวซินเยวี่ยลุกขึ้นพร้อมกันโดยไม่รู้ตัว
ยูรันจ้องเปลวเพลิงบนฝ่ามือ
“แกชื่ออะไรนะ?”
เพลิงบัวสีครามไหววูบอย่างไม่พอใจ ก่อนส่งความคิดเข้ามาในจิตของเขา
เพลิงบัววารีนิรันดร์...
“อ๋อ ใช่ เพลิงบัววารีนิรันดร์”
ยูรันหันฝ่ามือให้ทุกคนมองได้ถนัดขึ้น
“ไฟวิเศษลำดับสาม ของดีอยู่หน่อยหนึ่ง”
เปลวเพลิงสั่นไหวรุนแรงกว่าเดิม คล้ายกำลังประท้วงคำว่า ‘ขโมย’
ยูรันเหลือบมองมัน
“อะไร? แกเคยอยู่กับตาแก่นั่น แล้วตอนนี้อยู่กับข้า จะเรียกว่าขโมยก็ไม่ผิดนี่”
เปลวเพลิงสีครามพุ่งขึ้นมาเผาปลายผมของเขาเล็กน้อย
“เออ ๆ แกหนีตามข้ามาเอง ข้าไม่ได้ขโมย พอใจหรือยัง?”
ยูรันยกเพลิงบัววารีนิรันดร์ขึ้นมา ก่อนกวาดตามองทุกคน
“มีผู้ใดอยากได้หรือเปล่า?”
ซูเม่ยเหยา เซียวซินเยวี่ย และมู่เสวี่ยหนิงชะงักพร้อมกัน
ยูรันกล่าวเสริมอย่างจริงจัง
“เอาไปฝึกทำอาหารนี่ใช้ได้เลยนะ ขอบอก”
ฟู่ว!
เพลิงบัววารีนิรันดร์ลุกโชนขึ้นทันที เห็นได้ชัดว่ากำลังโกรธที่เพลิงวิเศษลำดับสามถูกลดคุณค่าให้เหลือเพียงไฟหุงข้าว
ซูเม่ยเหยารีบกล่าว
“เพลิงระดับนี้เหมาะกับการหลอมโอสถมากกว่านะ!”
“หลอมโอสถแล้วกินได้หรือ?”
“ไม่ได้”
“แต่อาหารกินได้ เห็นไหมว่าทำอาหารมีประโยชน์กว่า”
หนานอวี้ยกมือขึ้นสูงทันที
“ข้าเอา!”
เพลิงบัววารีนิรันดร์ชะงัก ก่อนรีบหดตัวกลับไปพันรอบข้อมือของยูรันแน่นกว่าเดิม
ยูรันก้มมองมัน
“แกหลบทำไม? ศิษย์พี่สามชอบกิน น่าจะตั้งใจฝึกทำอาหารนะ”
หนานอวี้หลบสายตาเล็กน้อย
“ข้าชอบกิน แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าชอบทำเสียหน่อย...”
ยูรันหันไปมองหนานอวี้ด้วยความสงสัย
“แล้วศิษย์พี่สามจะเอาไปทำไม?”
“ก็มันเป็นเพลิงวิเศษลำดับสาม ผู้ใดจะไม่อยากได้เล่า?”
“แต่ท่านไม่ได้คิดจะฝึกทำอาหารเสียหน่อย”
ยูรันยกข้อมือขึ้นมองเพลิงสีคราม
“เจ้านี่เหมาะกับการทำอาหาร หลอมโอสถ และหลอมอาวุธ ส่วนเอาไปหลอมคนดูเหมือนจะไม่ค่อยดีเท่าไร”
มู่เสวี่ยหนิงมุมปากกระตุก
“ตามปกติก็ไม่ควรมีผู้ใดคิดหลอมคนอยู่แล้วนะเจ้าคะ”
“แต่ตาแก่คนนั้นคิด ข้าจึงบอกเอาไว้ก่อน”
ยูรันหันไปทางลู่เหยียนหนิงกับลู่ชิงถาน
“ส่วนท่านแม่ลู่กับชิงถานไม่จำเป็นต้องใช้ พวกท่านมีเตาหลอมอยู่ภายในร่างแล้ว”
เขาชี้ไปทางเพลิงบัววารีนิรันดร์อย่างไม่ใส่ใจ
“ทั้งเตาหลอมดาราเทพจันทรากับเตาหลอมดาราเทพสุริยันดีกว่าไอ้เพลิงกระจอกนี่ตั้งเยอะ”
ฟู่ว!
เพลิงบัววารีนิรันดร์ลุกโชนขึ้น ก่อนพุ่งไปเผาปลายผมของยูรันอีกครั้ง
“เห็นไหม อารมณ์ร้อนแบบนี้ยิ่งไม่เหมาะกับศิษย์พี่สาม หากอยู่ด้วยกันคงเผายอดเขาทิ้งภายในสามวัน”
หนานอวี้ชี้หน้าตนเองอย่างไม่พอใจ
“เหตุใดเจ้าจึงพูดเหมือนข้าเป็นตัวปัญหา?”
หญิงสาวทั้งห้องตอบพร้อมกันโดยไม่ได้นัดหมาย
“เพราะเจ้าเป็นจริง ๆ”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางซูเม่ยเหยา
“เม่ยเหยา เจ้าเอาไปน่าจะเหมาะที่สุดนะ”
ซูเม่ยเหยาชี้หน้าตนเองอย่างประหลาดใจ
“ให้ข้าหรือ?”
“อืม เจ้าเชี่ยวชาญการหลอมโอสถอยู่แล้ว ส่วนซินเยวี่ย ข้าก็เตรียมจะหลอมอาวุธให้นางเป็นคนแรกอยู่แล้ว”
ซูเม่ยเหยามองเพลิงบัววารีนิรันดร์บนข้อมือของยูรันด้วยสีหน้าจริงจัง
“เจ้าจะยกเพลิงวิเศษลำดับสามให้ข้าจริง ๆ หรือ?”
“จริงสิ ข้าเก็บไว้ก็เอาไปทำอาหารอยู่ดี ให้เจ้าเอาไปหลอมโอสถยังดูมีประโยชน์กว่า”
ยูรันยื่นข้อมือไปตรงหน้านาง
“เป็นอย่างไร สนใจหรือเปล่า?”
ยูรันเห็นซูเม่ยเหยายังไม่ยอมยื่นมือมารับ จึงเริ่มหมดความอดทน
“อืม ลีลาชักช้า เดี๋ยวข้าจะลืมเรื่องที่กำลังเล่าหมดเสียก่อน”
เขาก้มมองเพลิงบนข้อมือ
“เจ้าไปอยู่กับนาง”
จากนั้นยูรันก็ดีดนิ้วใส่มันทันที
ปิ้วววว!
เพลิงบัววารีนิรันดร์กระเด็นหมุนคว้างผ่านกลางห้อง ก่อนพุ่งเข้าหาซูเม่ยเหยา
“เดี๋ยว!”
นางรีบยกมือขึ้นรับโดยสัญชาตญาณ เปลวเพลิงสีครามหมุนวนรอบนิ้วมือของนางอยู่หลายรอบ ก่อนค่อย ๆ ไหลไปรวมตัวเป็นดอกบัวขนาดเล็กบนข้อมือ
ซูเม่ยเหยามองเพลิงวิเศษลำดับสามซึ่งถูกโยนมาให้ราวกับสิ่งของธรรมดาด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ของระดับนี้เขามอบกันด้วยวิธีดังกล่าวหรือ?”
“ถึงมือก็คือใช้ได้แล้ว วิธีมอบสำคัญตรงไหน?”
ยูรันโบกมือ
“ดูแลมันให้ดี หากมันดื้อก็เอาน้ำราด เดี๋ยวก็เชื่อฟังเอง”
ฟู่ว!
เพลิงบัววารีนิรันดร์ลุกโชนขึ้นอย่างไม่พอใจ แต่สุดท้ายก็ยังคงอยู่บนข้อมือของซูเม่ยเหยาแต่โดยดี
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ถึงไหนแล้วนะ...อ๋อ หลังจากนั้นข้าก็ไปดูหุบเขาราชันมารโอสถ”
มู่เสวี่ยหนิงรีบแก้ทันที
“หุบเขาราชันโอสถเจ้าค่ะ ท่านพี่พูดสลับกันทุกคำเลย”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“แต่คำสำคัญก็อยู่ครบมิใช่หรือ?”
“มีคำว่ามารเกินมาด้วยเจ้าค่ะ!”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างเถอะ เหมือน ๆ กัน”
เขาเล่าต่อ
“ดูเหมือนภายในหุบเขาจะมีแดนลับอยู่แห่งหนึ่ง หากต้องการเข้าไปจะต้องใช้ป้ายหยก ลวดลายบนป้ายเหมือนจะเกี่ยวกับเตาหลอมกับเม็ดยาอะไรสักอย่าง”
ลู่เหยียนหนิงชะงัก ก่อนนึกบางอย่างขึ้นได้
“เอ๊ะ หรือว่าจะเป็นป้ายนี้?”
นางหยิบป้ายหยกเก่าแก่ออกจากแหวนมิติ บนพื้นผิวมีลวดลายของเตาหลอมกับเม็ดโอสถประสานรวมกัน แม้เส้นสายบางส่วนจะแตกต่างจากคำบอกเล่า แต่กลิ่นอายกลับตรงกันอย่างชัดเจน
มู่เสวี่ยหนิงลุกขึ้นมาดูใกล้ ๆ
“ใช่แล้วเจ้าค่ะ เป็นป้ายแบบเดียวกับที่ใช้ผ่านค่ายกลเข้าสู่แดนลับ”
ยูรันจ้องป้ายอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนดีดนิ้ว
“อ๋อ ข้าก็ว่าทำไมถึงรู้สึกคุ้น ๆ ที่แท้ตระกูลลู่มีอยู่จริงด้วย”
ลู่ชิงถานถามด้วยความสงสัย
“แล้วตอนเข้าไป ท่านพี่ใช้ป้ายของผู้ใดหรือเจ้าคะ?”
“ไม่ได้ใช้ของใคร”
“แล้วท่านเข้าไปได้อย่างไร?”
“ก็เดินเข้าไป”
ยูรันยักไหล่
“มีเพียงค่ายกลตรวจสอบป้ายขวางอยู่ ข้าเดินผ่านไปมันก็ทำอะไรไม่ได้ แค่นั้นเอง”
ยูรันมองสีหน้าสับสนของคนภายในห้อง ก่อนนึกขึ้นได้ว่าหลายคนยังไม่รู้เรื่องความสามารถของเขา
“อืม ดูเหมือนพวกเจ้าบางคนจะยังไม่รู้”
เขาชี้กลับมาที่ตนเอง
“ไม่มีค่ายกลใดขวางทางข้าได้หรอก ข้าเดินผ่านเข้าไปได้ตรง ๆ ค่ายกลนั่นโชคดีแค่ไหนแล้วที่ไม่พังตามหลังข้า”
จากนั้นเขาจึงหันไปทางไป๋หลิง
“หลิงเอ๋อร์ อย่าลืมเล่าเรื่องนี้ให้พวกนางฟังด้วยนะ”
ไป๋หลิงพยักหน้า
“ได้ สามี”
ยูรันกลับมาเล่าเรื่องต่อ
“พอเข้าไปข้างใน ข้าก็พบตาแก่ผู้อาวุโสฉีจากตำหนักโอสถศักดิ์สิทธิ์นั่นแหละ ข้าจึงให้โอสถหวนคืนมรรคาเขาไปสามเม็ด”
เขาหันไปทางซูเม่ยเหยา
“เม่ยเหยา เจ้าก็ไปคุยกับเขาเองนะ”
“ข้าจะลองถามดู”
“อืม แต่ตาแก่นั่นคงเก็บพวกมันเอาไว้อย่างกับชีวิต ไม่ยอมนำออกมาให้ดูง่าย ๆ หรอก”
ยูรันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี
“ฮ่า ๆๆๆ!”
หลังจากนั้นเขาก็กล่าวถึงการทดสอบภายในแดนลับด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“นั่นแหละ ข้าเข้าไปทำการทดสอบอยู่หลายห้อง บททดสอบแม่งโคตรปัญญาอ่อน คำถามแต่ละข้อก็ปัญญาอ่อนยิ่งกว่าเดิม”
เขาส่ายหน้าอย่างดูแคลน
“มีแต่พวกโง่เท่านั้นแหละที่ผ่านไม่ได้”
โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงซึ่งเคยยืนคิดคำตอบอยู่นานพร้อมใจกันหลบสายตาของทุกคนทันที