คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 290 เหตุใดห้องว่างเปล่าจึงเรียกว่าโชคดี?8,938 ตัวอักษร

ตอนที่ 290 เหตุใดห้องว่างเปล่าจึงเรียกว่าโชคดี?

ยูรันเงียบไปครู่หนึ่ง พยายามนึกย้อนถึงคำถามภายในแดนลับ

“มันถามว่าอะไรนะ...อืมมมมมมม...”

มู่เสวี่ยหนิงจึงช่วยเตือน

“ห้องแรกถามว่า ระหว่างไก่กับไข่ไก่ สิ่งใดเกิดก่อนกัน เพราะเหตุใดเจ้าค่ะ”

“อ๋อ ใช่ ข้าตอบว่าไก่เกิดก่อน เพราะไก่ตัวแรกฟักออกจากไข่ของสัตว์บรรพบุรุษ ไม่ใช่ไข่ไก่ ต้องรอให้ไก่ตัวนั้นออกไข่ก่อน ไข่ไก่ฟองแรกจึงจะเกิดขึ้น”

โม่ชิงเฟิงกล่าวต่อ

“ห้องที่สองถามว่า สิ่งใดเดินไปข้างหน้าตลอดเวลาและไม่มีวันถอยกลับมาหาเราอีก”

“คำตอบคือเวลา”

ยูรันพยักหน้า

มู่เสวี่ยหนิงยกมือขึ้นเล็กน้อย

“ห้องที่สามถามถึงสิ่งซึ่งมนุษย์ทุกคนเกิดมาแล้วต้องพบเจอเหมือนกันโดยไม่มีข้อยกเว้น คำตอบคือความตายเจ้าค่ะ”

ทุกคนภายในห้องเริ่มพยักหน้าตาม

โม่ชิงเฟิงกระแอมเบา ๆ ก่อนกล่าวถึงคำถามสุดท้ายอย่างไม่เต็มใจ

“ส่วนห้องที่สี่ถามว่า สิ่งใดอยู่ใกล้ตัวเรามากที่สุด แต่มนุษย์กลับมองเห็นมันได้ยากที่สุด”

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“คำตอบคือความโง่เขลาของตนเอง”

เขากางมือออก

“เห็นไหม มีแต่คำถามปัญญาอ่อนทั้งนั้น”

ไป๋หลิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง

“สามข้อแรกพอเข้าใจได้ แต่ข้อสุดท้ายก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นนะสามี”

“เพราะพวกเจ้ามองไม่เห็นความโง่ของตัวเองไง ถึงได้คิดว่ายาก”

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงพร้อมใจกันหลบสายตาอีกครั้ง เพราะทั้งสองเคยยืนคิดคำตอบข้อนั้นอยู่นานจริง ๆ

ไป๋หลิงจ้องโม่ชิงเฟิงด้วยสายตาเย็นเยียบ

“พี่ใหญ่ ท่านได้กินอาหารฝีมือสามีซึ่งอร่อยถึงเพียงนี้อยู่เป็นประจำ แต่กลับไปหลงมัวเมากับอาหารหมาพวกนั้น”

นางส่ายหน้าช้า ๆ

“ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ไม่สมเหตุสมผล ใช่หรือไม่ หนานอวี้?”

หนานอวี้ตบโต๊ะดังปัง ก่อนลุกขึ้นยืนเคียงข้างไป๋หลิงทันที

“ถูกต้อง!”

นางชี้ไปทางโม่ชิงเฟิงด้วยสีหน้าจริงจัง

“ศิษย์พี่ใหญ่ การกระทำของท่านไม่ต่างจากการดูถูกฝีมือทำอาหารของศิษย์น้อง!”

โม่ชิงเฟิงอ้าปากค้าง

“เดี๋ยวก่อน พี่สาวถูกพลังของบททดสอบควบคุมต่างหาก!”

“แต่สามีไม่ถูกควบคุม”

“น้องชายผิดปกติเกินไป จะเอาพี่สาวไปเปรียบเทียบได้อย่างไร?”

ยูรันซึ่งนอนอยู่บนเตียงยกมือขึ้น

“อาเจ๊ ท่านกำลังแก้ตัวเพราะเลือกอาหารหมาแทนอาหารของข้าอยู่นะ”

“พี่สาวไม่ได้เลือก!”

ไป๋หลิงกับหนานอวี้หันมาสบตากัน ก่อนพยักหน้าอย่างพร้อมเพรียง

“ความผิดร้ายแรง”

โม่ชิงเฟิงรีบถอยไปจนชิดหัวเตียง

“เหตุใดพวกเจ้าสองคนจึงสามัคคีกันเฉพาะตอนเล่นงานข้า?!”

เซี่ยเยว่หลีซึ่งนั่งฟังมานานวางถ้วยชาลง ก่อนกล่าวขึ้นด้วยสีหน้าจริงจัง

“เรื่องนี้ข้าเห็นด้วยกับพวกนางนะ”

โม่ชิงเฟิงหันมามองอย่างไม่อยากเชื่อ

“แม้แต่เจ้าด้วยหรือ?”

“ข้าเคยกินอาหารของสามีเพียงสองสามวันเท่านั้น แต่พอกลับไปกินอาหารของพรรคตนเอง ข้าเพิ่งตักเข้าปากคำแรกก็คายทิ้งทันที”

เซี่ยเยว่หลีส่ายหน้าเมื่อนึกถึงรสชาตินั้น

“อย่างกับอาหารหมา”

จากนั้นนางจึงหันไปมองโม่ชิงเฟิงด้วยแววตาตำหนิ

“แต่ท่านกินอาหารฝีมือสามีมาหลายมื้อ กลับยังหลงมัวเมากับอาหารในบททดสอบได้”

“ท่านช่างดูถูกอาหารของสามีจริง ๆ”

นางพยักหน้าให้ไป๋หลิงกับหนานอวี้

“ข้าว่าเรื่องนี้ไม่สมควรปล่อยผ่าน”

หนานอวี้ยกกำปั้นขึ้น

“สามต่อหนึ่ง!”

ไป๋หลิงกล่าวเสียงเย็น

“มติเป็นเอกฉันท์”

โม่ชิงเฟิงมองหญิงสาวทั้งสามซึ่งค่อย ๆ เดินเข้ามาล้อมเตียง ก่อนรีบกอดยูรันเอาไว้แน่น

“สามี พี่สาวถูกใส่ร้าย!”

ยูรันเหลือบมองนาง

“แต่ท่านกินไม่หยุดเลยนี่"

“เหตุใดแม้แต่สามีก็ไม่เข้าข้างพี่สาวเล่า?!”

ไป๋จิ้งเหวินวางแหวนมิติซึ่งกำลังตรวจสอบอยู่ลงบนโต๊ะ

“เรื่องนี้แม่เห็นด้วย”

ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าตามอย่างสุขุม

“แม่ก็เห็นด้วย”

ลู่ชิงถานยกมือขึ้นเล็กน้อย

“ข้าเองก็ด้วยเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงหันไปมองมารดาทั้งสองด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ

“ท่านแม่ทั้งสอง พวกเราเพิ่งพบกันเองนะ!”

ไป๋จิ้งเหวินตอบอย่างตรงไปตรงมา

“แต่แม่เคยกินอาหารของรันเอ๋อร์แล้ว ไม่มีอาหารจานไหนเทียนได้เลยนะ”

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลง

“ข้าก็เห็นด้วย เรื่องนี้ปล่อยผ่านไม่ได้”

ซูเม่ยเหยาลูบเพลิงบัววารีนิรันดร์บนข้อมือ ก่อนกล่าวอย่างไม่ลังเล

“ข้าก็เหมือนกัน”

เซียวซินเยวี่ยลุกขึ้น ก่อนมองโม่ชิงเฟิงด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ

“พี่ใหญ่ ท่านยอมรับชะตากรรมเถอะ”

“ในเมื่อท่านเลือกอาหารหมาแทนอาหารของท่านพี่ ก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาแล้วละ เรื่องนี้ปล่อยผ่านไม่ได้จริง ๆ”

โม่ชิงเฟิงกวาดตามองทุกคนภายในห้อง ก่อนรีบหันไปหาความช่วยเหลือจากกลุ่มสุดท้าย

“น้องหญิงเสวี่ยหนิง น้องห้า น้องหก ช่วยข้าด้วย!”

มู่เสวี่ยหนิงหลบสายตาเล็กน้อย

“ตอนนั้นข้ายังกลั้นใจกินเพียงเล็กน้อยให้หมดจานเพื่อผ่านบททดสอบ ข้ายังหยุดตัวเองได้เลยนะเจ้าคะ”

นางมองโม่ชิงเฟิงด้วยสีหน้าซับซ้อน

“แต่ท่านกลับกินไม่หยุด จนท่านพี่ต้องขู่ว่าจะไม่ทำอาหารให้กินอีก ท่านจึงได้สติ...”

“น้องหญิง แม้แต่เจ้าก็ทอดทิ้งข้าหรือ?!”

หลัวจินหยางยกมือขึ้นตบบ่าโม่ชิงเฟิงอย่างเห็นอกเห็นใจ

“พี่ใหญ่ ข้าเองก็อยากช่วยท่านนะ”

ดวงตาของโม่ชิงเฟิงเป็นประกายขึ้นมา

“น้องห้า!”

“แต่ข้าเพิ่งกินอาหารฝีมือสามีเมื่อเช้า หลังจากรู้รสชาติขนาดนั้นแล้ว ข้าไม่อาจเข้าใจได้จริง ๆ ว่าท่านกินอาหารหมาลงไปได้อย่างไร”

รอยยิ้มของโม่ชิงเฟิงแข็งค้าง

หลัวจินเยว่พยักหน้าเห็นด้วย

“ข้าก็คิดเหมือนพี่หญิง เรื่องอื่นข้าอาจช่วยได้ แต่เรื่องดูถูกอาหารของท่านพี่ ข้าขอถอนตัว”

หญิงสาวทั้งสามขยับออกห่างจากโม่ชิงเฟิงพร้อมกัน

โม่ชิงเฟิงยืนอยู่ท่ามกลางสายตาตัดสินของทุกคน ก่อนค่อย ๆ ทรุดตัวลงบนเตียง

“ไม่มีผู้ใดอยู่ข้างพี่สาวเลย...”

ไป๋หลิงหันไปทางหนานอวี้

“หนานอวี้ พวกเราจับพี่ใหญ่มัดเอาไว้แล้วควรทำอย่างไรต่อดี?”

หนานอวี้ใช้มือลูบคางอย่างครุ่นคิด ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา

“อืม...ให้นางนั่งดูพวกเราร่วมรักกับสามีให้ครบทุกคน โดยห้ามเข้ามาร่วมด้วยเป็นอย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงหน้าซีดเผือดทันที

“ไม่นะ! ไม่ได้นะ!”

นางรีบกอดยูรันเอาไว้แน่น

“บทลงโทษนี้มันโหดร้ายเกินไป พี่สาวไม่ยอมเด็ดขาด!”

ยูรันยกมือขึ้นเปลี่ยนเรื่อง

“เอาไว้ก่อนแล้วกัน ต่อไปเป็นเรื่องสำคัญ”

สีหน้าของทุกคนกลับมาจริงจังทันที

“หลังจากผ่านบททดสอบแต่ละชุด จะมีห้องพักอยู่ระหว่างทาง ภายในมีตำราต่าง ๆ วางเอาไว้มากมาย”

เขาครุ่นคิดเล็กน้อย

“ข้าว่าตำราพวกนั้นนั่นแหละคือมรดกของจริง เช่น...เอ่อ มีตำราวิชาตัวเบาเล่มหนึ่ง ก้าวเพียงครั้งเดียวเดินทางได้ไกลถึงยี่สิบลี้ แถมยังทิ้งร่างเงาเอาไว้หลอกศัตรูได้ด้วย”

หญิงสาวหลายคนมีดวงตาเป็นประกาย

“แต่ว่า...”

ยูรันเว้นช่วงไปครู่หนึ่ง

“มันเป็นขยะ ข้าจึงโยนทิ้งไปแล้ว”

หลิงเยวี่ยถามด้วยสีหน้าแข็งค้าง

“วิชาตัวเบาซึ่งก้าวเดียวเดินทางได้ยี่สิบลี้และสร้างร่างเงาได้ เจ้าเรียกว่าขยะหรือ?”

“ใช่ เทียบกับก้าวพริบตาแล้วมันช้าอย่างกับเต่าคลาน จะเก็บไว้ทำไม?”

มู่เสวี่ยหนิงรีบกล่าว

“แต่คนกลุ่มอื่นตามเก็บตำราที่ท่านพี่โยนทิ้งไปทั้งหมดแล้วนะเจ้าคะ”

ยูรันพยักหน้า

“อืม เพราะแบบนั้นข้าจึงบอกว่าของจริงอยู่ในห้องพัก อย่างน้อยพวกเขาก็ได้อะไรกลับไปบ้าง”

“แล้วท่านไม่ได้เก็บสิ่งใดมาเลยหรือเจ้าคะ?”

“เก็บมาหนึ่งเล่ม”

ยูรันหยิบตำราเก่าบางเฉียบออกมา

“วิธีการประสานอิน”

หนานอวี้จ้องตำราเก่าในมือยูรันด้วยดวงตาเป็นประกาย

“มันคืออะไร? สิ่งที่ศิษย์น้องยอมเก็บกลับมาต้องเป็นของดีแน่นอน!”

ยูรันพลิกตำราไปมา

“อ๋อ ก็เป็นวิธีที่ทำให้ข้าพ่นไฟออกจากปากได้อย่างไรเล่า”

ดวงตาของหนานอวี้ยิ่งสว่างขึ้น

“ว้าว ๆๆๆ! ท่าที่เจ้าเคยใช้บนเวทีประลอง พ่นทะเลเพลิงออกจากปากนั่นหรือ?”

“ก็ใช่”

หนานอวี้รีบยื่นมือมารับตำรา

“ข้าจะเรียน!”

ยูรันกลับดึงมือหลบ

“อย่าเพิ่งตื่นเต้น ข้าเก็บตำราเล่มนี้มาเพียงเพราะขี้เกียจเขียนวิธีประสานอินให้พวกเจ้าเองเท่านั้น”

เขาโบกตำราในมือเบา ๆ

“ต่อให้ไม่มีมัน ข้าก็เขียนขึ้นมาใหม่ให้พวกเจ้าได้อยู่ดี”

หนานอวี้มองตำราซึ่งตนเพิ่งคิดว่าเป็นสมบัติล้ำค่า ก่อนถามอย่างลังเล

“สรุปแล้วมันเป็นของดีหรือไม่?”

“สำหรับพวกเจ้าเป็นของดี”

“แล้วสำหรับเจ้าล่ะ?”

“กระดาษช่วยประหยัดแรงเขียน”

หนานอวี้มองตำราในมือของยูรันด้วยสีหน้าซับซ้อน

“เอ่อ...สรุปง่าย ๆ ก็คือขยะทุ่นแรง?”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ถูกต้อง ศิษย์พี่สามฉลาดขึ้นแล้ว”

“ข้าไม่ได้รู้สึกดีใจกับคำชมนี้เลย!”

ยูรันโยนตำราให้นาง

“แต่สำหรับพวกท่านมันมีประโยชน์จริง ๆ นะ การประสานอินสามารถนำไปเสริมวิชาได้แทบทุกสาย ทั้งกระบี่ ดาบ คาถา การลอบสังหาร การหลอมโอสถ หรือแม้แต่การหลอมอาวุธ”

หนานอวี้รีบกอดตำราเอาไว้แน่น

“เช่นนั้นก็เป็นของดีมิใช่หรือ?”

“ของดีสำหรับพวกเจ้า ขยะทุ่นแรงสำหรับข้า”

“เจ้าเลิกย้ำคำว่าขยะสักครั้งไม่ได้หรือ?!”

หนานอวี้ส่งเสียงจิ๊ ก่อนโยนตำราคืนให้ยูรัน

“เช่นนั้นข้าไม่สนแล้ว เล่าต่อเถอะ อย่างไรหากมีสิ่งใดที่ข้าต้องใช้ เจ้าก็สอนข้าเองอยู่ดีนั่นแหละ”

ยูรันรับตำรากลับมา

“ก็ได้ ๆ”

เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนสีหน้าจะจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“ห้องสุดท้ายคือห้องที่เก้า ภายในไม่มีอะไรเลย ว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์”

หนานอวี้กะพริบตา

“แล้วบททดสอบเล่า?”

“ไม่มี”

“มรดก?”

“ไม่มีเหมือนกัน”

ยูรันกลับยิ้มกว้างขึ้น

“โชคดีสุด ๆๆๆๆๆๆๆๆ!”

คนที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองเขาด้วยความสับสน ตรงกันข้ามกับโม่ชิงเฟิงและมู่เสวี่ยหนิงซึ่งใบหน้าซีดลงพร้อมกันเมื่อนึกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ใต้ห้องว่างเปล่าแห่งนั้น

ไป๋หลิงสังเกตเห็นปฏิกิริยาของทั้งสอง ก่อนถามขึ้นทันที

“เหตุใดห้องว่างเปล่าจึงเรียกว่าโชคดี?”

ยูรันเอนหลังพิงหัวเตียง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“อืม มันเป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งซึ่งถือกำเนิดมาพร้อมคุณสมบัติพิเศษอย่างมาก แต่พวกเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียด”

สีหน้าของหญิงสาวทั้งหมดค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นจริงจัง

“พูดง่าย ๆ คือข้าจัดการมันได้ แต่คนอื่นทำไม่ได้ ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมรวมมรรคาก็ไม่มีทางชนะมัน”

ยูรันชี้ไปยังดวงตาของตนเอง

“ก่อนหน้าพวกเราจะเข้าไป มีคนโชคร้ายตายห่าอยู่ในนั้น แล้วทิ้งเนตรบางอย่างเอาไว้ สิ่งมีชีวิตนั่นจึงนำเนตรไปหลอมรวมเพื่อยกระดับตนเอง”

“ข้าเห็นว่าเป็นของดีจึงจิ๊กมันมา ก่อนระเบิดประตูมิติทิ้ง”

โม่ชิงเฟิงกับมู่เสวี่ยหนิงชะงักพร้อมกัน พวกนางเพิ่งทราบเรื่องนี้เป็นครั้งแรกเช่นเดียวกับคนอื่น

มู่เสวี่ยหนิงมองดวงตาของเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

“หรือว่าเนตรซึ่งท่านพี่นำมา...”

“อืม ข้าใช้มันฟื้นฟูเนตรดาราสวรรค์นี่แหละ”

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ยูรันกลับกล่าวต่อราวกับเป็นเรื่องเล็กน้อย

“แต่ช่างเถอะ ความโชคดีจริง ๆ คือมันอยู่ในระดับต่ำที่สุด ต่ำจนแทบติดดิน”

รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาค่อย ๆ จางลง

“หากระดับของมันสูงกว่านั้นแม้เพียงระดับเดียว พวกเราคงไม่มีผู้ใดได้ออกมาจากแดนลับ”

เขาหยุดไปครู่หนึ่ง ก่อนสรุปตรง ๆ

“ตายโหงกันหมดแน่นอน”