คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 292 “เรื่องแบบนี้ต่อให้ไม่ถาม เจ้าก็ควรบอกไม่ใช่หรือ?!7,924 ตัวอักษร

ตอนที่ 292 “เรื่องแบบนี้ต่อให้ไม่ถาม เจ้าก็ควรบอกไม่ใช่หรือ?!

ยูรันเริ่มอธิบายทีละวิถี

“วิถีมนุษย์เกี่ยวข้องกับวิญญาณทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการจับวิญญาณ ดึงวิญญาณ กระชากวิญญาณออกจากร่าง หรืออ่านความทรงจำโดยตรงก็ทำได้”

หลายคนภายในห้องมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย

“ต่อมาคือวิถีอสูร มันทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งยังสามารถสร้างหรืองอกอวัยวะเพิ่มเติมออกมาได้ตามความเหมาะสม”

ยูรันยักไหล่

“แต่สำหรับข้ามันก็งั้น ๆ กายเทพของข้าแข็งแกร่งอยู่แล้ว จึงไม่ค่อยจำเป็นต้องใช้เท่าไร”

เขายกนิ้วต่อไป

“วิถีเดรัจฉานเกี่ยวข้องกับการอัญเชิญสัตว์อสูร รูปแบบจะแตกต่างกันไปตามเนตรและตัวผู้ใช้ ส่วนของข้ามีชื่อว่า ‘ขบวนร้อยอสูร’ แต่เอาจริง ๆ ข้าไม่ค่อยได้ใช้”

“วิถีเปรตสามารถกลืนกินพลังงานได้ทุกชนิด พลังระเบิดภายในแดนลับครั้งนั้นก็ถูกข้าดูดกลืนด้วยวิถีนี้ ก่อนนำพลังที่ได้มาใช้สร้างวิถีใหม่”

ซูเม่ยเหยาขมวดคิ้วเล็กน้อย

“หมายความว่าแม้แต่พลังของศัตรูก็สามารถกลืนมาใช้เป็นของตนเองได้?”

“หากกลืนไหวก็ได้ทั้งหมด”

ยูรันกล่าวต่อ

“ส่วนวิถีนรก ตามพื้นฐานจะเป็นการเรียกพัศดีนรกออกมาเพื่อตรวจจับคำโกหกและตัดสินผู้ถูกสอบสวน”

น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นเล็กน้อย

“แต่ของข้าไม่เหมือนแบบทั่วไป วิถีนรกของข้าคือการพิพากษา และไม่อนุญาตให้ผู้ใดหยิบยืมอำนาจของวิถีนี้ไปใช้โดยตรง หากข้าไม่อนุญาต”

ทุกคนเงียบลงโดยไม่รู้ตัว

ยูรันยกนิ้วสุดท้ายขึ้น

“และสุดท้าย...วิถีสวรรค์”

หนานอวี้เริ่มทนรอไม่ไหว นางโน้มตัวเข้ามาพร้อมตบมือลงบนโต๊ะ

“มันทำอะไรได้? บอกเร็ว ๆๆๆ!”

ไป๋หลิงเองก็จ้องยูรันไม่กะพริบ

“สามี อย่าหยุดตรงส่วนสำคัญที่สุดสิ”

หลานชิงอวี้ขยับเข้ามานั่งใกล้กว่าเดิม

“ใช่เจ้าค่ะศิษย์พี่ เหลือเพียงวิถีสุดท้ายแล้ว”

เซี่ยเยว่หลีวางถ้วยชาลง

“สามีจงใจหยุดเพื่อแกล้งพวกเราใช่หรือไม่?”

“เปล่า ข้ากำลังนึกว่าจะอธิบายอย่างไร”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก แต่ร่างกลับโน้มเข้ามาฟังอย่างสนใจ

“เช่นนั้นก็ค่อย ๆ อธิบาย พี่สาวรอฟังอยู่”

มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้ารัว ๆ

“ท่านพี่รีบบอกเถอะ วิถีอื่นก็ทรงพลังมากแล้ว วิถีสวรรค์ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน”

ซูเม่ยเหยามองดวงตาของยูรันอย่างพินิจ

“ข้าเองก็อยากรู้ว่าเหตุใดมันจึงถูกเรียกว่าวิถีสวรรค์”

เซียวซินเยวี่ยกล่าวเสริม

“ฟังจากชื่อแล้ว น่าจะเป็นวิถีซึ่งสำคัญมากแน่”

หลัวจินหยางยกมือขึ้นสูง

“ศิษย์น้อง บอกเร็วเข้า!”

หลัวจินเยว่พยักหน้าเห็นด้วย

“พี่หญิงพูดถูก อย่าปล่อยให้พวกเรารอเลย”

ลู่ชิงถานมองเขาด้วยดวงตาเป็นประกาย

“ท่านพี่ ข้าเองก็อยากรู้เจ้าค่ะ”

ลู่เหยียนหนิงกับไป๋จิ้งเหวินต่างนั่งรอฟังคำอธิบายจากเขาอย่างตั้งใจ

“เล่าต่อเถอะรันเอ๋อร์ แม่อยากรู้ว่าพลังพื้นฐานของเนตรจะไปได้ไกลถึงเพียงใด”

สุดท้ายแม้แต่หลิงเยวี่ยยังกล่าวเร่ง

“ทุกคนรอฟังเจ้าอยู่ อย่ามัวแต่ยืดเยื้อ”

ยูรันกวาดตามองหญิงสาวทั้งห้อง ก่อนถอนหายใจ

“รู้แล้ว ๆ พวกท่านนี่ใจร้อนกันจริง”

ยูรันกล่าวต่อ

“วิถีสวรรค์สามารถดึงดูดหรือผลักทุกสิ่งออกไปได้ ข้าเรียกพลังโดยรวมว่า ‘บัญชาสวรรค์’”

เขายกมือขึ้นประกอบคำอธิบาย

“แต่เอาจริง ๆ แล้วแต่ละรูปแบบมีชื่อแยกกัน พลังดึงดูดเรียกว่า ‘เหนี่ยวสวรรค์’ ส่วนพลังผลักเรียกว่า ‘ผลักสวรรค์’”

“หากยกระดับแรงดึงดูดขึ้นไปอีกขั้น จะเรียกว่า ‘ข่ายเทพพิชิตฟ้า’”

ทุกคนรอฟังต่ออยู่ครู่หนึ่ง แต่ยูรันกลับเงียบลง

หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ

“แค่นี้?”

“อืม”

“ก็แค่ดูดเข้ามากับผลักออกไปไม่ใช่หรือ?”

ยูรันเหลือบมองนาง

“แต่มันป้องกันไม่ได้นะ”

หนานอวี้ชะงัก

“หา? หมายความว่าอย่างไร?”

“ก็หมายความตามที่ข้าพูด”

ยูรันตอบอย่างเรียบเฉย

“หากถูกวิถีสวรรค์จับเอาไว้แล้ว จะหนีพ้นได้อย่างไร?”

“เมื่อถูกเหนี่ยวสวรรค์ดึงดูด ไม่ว่าจะใช้วิธีใดก็ไม่อาจหลุดพ้นจากแรงดึงนั้นได้”

เขากางมือออก

“ง่าย ๆ แค่นั้นแหละ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหนานอวี้ค่อย ๆ แข็งค้าง ส่วนคนอื่นภายในห้องเริ่มเข้าใจแล้วว่า คำว่า ‘ดึงดูด’ ของยูรันไม่ได้เรียบง่ายเหมือนที่ฟังในตอนแรกแม้แต่น้อย

ไป๋หลิงกล่าวช้า ๆ

“หมายความว่าเมื่อถูกเลือกเป็นเป้าหมาย ผลลัพธ์จะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน...”

ยูรันพยักหน้า

“อืม นั่นแหละวิถีสวรรค์”

ยูรันพยักหน้าเบา ๆ

“อืม และยังมีวิชาอื่นอีก เช่น ‘ดาราสวรรค์ระเบิดพิภพ’ กับ ‘ดาราสวรรค์หวนคืนพิภพ’”

ทั่วทั้งห้องเงียบลงอีกครั้ง

เพียงได้ยินชื่อ ทุกคนก็สัมผัสได้ว่าวิชาทั้งสองนี้ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

หนานอวี้ขยับเข้ามาใกล้ ดวงตาเป็นประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ฟังดูร้ายกาจมาก! แล้วสองวิชานี้ทำอะไรได้?”

สายตาทุกคู่หันกลับมารวมอยู่ที่ยูรันอีกครั้ง แม้แต่หลิงเยวี่ยกับซูเม่ยเหยายังตั้งใจรอฟังคำตอบจากเขาอย่างเงียบ ๆ

ยูรันครุ่นคิดหาคำอธิบายอยู่ครู่หนึ่ง

“ดาราสวรรค์ระเบิดพิภพก็...หากใช้ในทางร้ายหน่อย มันสามารถทำลายโลกได้”

หนานอวี้รีบถาม

“แล้วหากใช้ในทางดีเล่า?”

“ก็สร้างโลก”

“เป็นวิชาเดียวกันนั่นแหละ อยู่ที่ว่าจะใช้ระเบิดทุกสิ่งทิ้ง หรือใช้การระเบิดนั้นให้กำเนิดโลกใบใหม่”

ไป๋จิ้งเหวินเบิกตากว้าง ราวกับนึกถึงความเป็นไปได้บางอย่างขึ้นมา

“รันเอ๋อร์...ดาราสวรรค์หวนคืนพิภพนั่น ใช่อย่างที่แม่คิดหรือไม่?”

ยูรันสบตากับนาง ก่อนพยักหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“อืม อย่างที่ท่านแม่คิดนั่นแหละ”

สีหน้าของไป๋จิ้งเหวินเปลี่ยนไปทันที

คนอื่นภายในห้องมองทั้งสองสลับกันด้วยความสับสน เพราะมีเพียงพวกเขาเท่านั้นที่เข้าใจว่ากำลังกล่าวถึงสิ่งใด

หนานอวี้ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว

“เดี๋ยวก่อน พวกท่านเข้าใจกันอยู่สองคนแล้วพวกข้าเล่า? วิชานั้นทำอะไรได้กันแน่?”

ไป๋หลิงรีบเขย่าแขนมารดา

“ท่านแม่รีบบอกข้าเร็วเข้า ข้าเองก็อยากรู้ อีกหน่อยข้าต้องได้รับเนตรนี้ต่อจากท่านแม่นะ จะเก็บเงียบไว้ได้อย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงหันขวับมามองนาง

“หา? นี่เจ้าจะได้รับเนตรขี้โกงนั่นด้วยหรือ?”

ไป๋หลิงชะงัก

“อ้าว ข้ายังไม่ได้บอกหรือ?”

เซี่ยเยว่หลี เซียวซินเยวี่ย ซูเม่ยเหยา หลิงเยวี่ย หลานชิงอวี้ หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ และมู่เสวี่ยหนิงตอบขึ้นพร้อมกัน

“ยัง!”

“เอาไว้ข้าค่อยเล่า”

ไป๋หลิงหันกลับไปเร่งมารดาต่อทันที

“ท่านแม่บอกมาก่อนเถอะ ดาราสวรรค์หวนคืนพิภพทำอะไรได้กันแน่?”

ลู่เหยียนหนิงเองก็หันไปถามสหาย

“จิ้งเหวิน สรุปแล้วมันคือวิชาอะไรกัน?”

ไป๋จิ้งเหวินกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“มันคือวิชาที่สามารถ...”

ทุกคนภายในห้องโน้มตัวเข้ามาพร้อมกัน

“สามารถ?”

“สามารถชุบชีวิตคนตายได้”

เป๊าะ!

ยูรันดีดนิ้ว ก่อนชี้ไปทางไป๋จิ้งเหวิน

“ถูกต้อง”

“……”

ความเงียบปกคลุมทั่วทั้งห้องอยู่หลายอึดใจ ก่อนเสียงฮือฮาจะระเบิดขึ้นพร้อมกัน

“ชุบชีวิตคนตายได้?!”

พัดในมือของโม่ชิงเฟิงหล่นลงบนพื้น หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ต่างยืนแข็งค้าง ส่วนมู่เสวี่ยหนิงยกมือปิดปากด้วยความตกตะลึง

หนานอวี้รีบพุ่งมาหยุดตรงหน้ายูรัน

“หมายถึงคนที่ตายไปแล้วสามารถฟื้นกลับมาได้จริง ๆ หรือ?”

ยูรันเหลือบมองนาง

“ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าชุบชีวิตคนตายทำไม?”

“แล้วตายมานานเท่าใดก็ได้หรือไม่?”

“ต้องมีเงื่อนไขสิ เจ้านึกว่าข้าจะเดินไปตามสุสานแล้วปลุกทุกคนขึ้นมานั่งกินข้าวด้วยกันหรืออย่างไร?”

หนานอวี้ส่ายหน้ารัว ๆ

“ข้าแค่อยากรู้!”

ซูเม่ยเหยาขมวดคิ้วแน่น นางศึกษาวิชาโอสถมาครึ่งชีวิต จึงเข้าใจยิ่งกว่าผู้ใดว่าการดึงคนตายกลับคืนมาเป็นเรื่องฝืนกฎแห่งฟ้าดินเพียงใด

“แม้แต่โอสถระดับสิบยังทำได้เพียงรักษาผู้ที่เหลือลมหายใจ แล้ววิชานี้สามารถเรียกผู้ตายกลับมาได้จริงหรือ?”

“จริง”

ยูรันตอบสั้น ๆ ราวกับกำลังพูดถึงเรื่องธรรมดา

เซียวซินเยวี่ยหันไปมองเนตรดาราพิสุทธิ์ของไป๋จิ้งเหวินอีกครั้ง

“หมายความว่าในอนาคตท่านแม่ไป๋ก็จะสามารถใช้วิชานี้ได้?”

“หากเนตรพัฒนาไปถึงระดับนั้นและนางควบคุมมันได้ก็ใช่”

ไป๋หลิงกำหมัดแน่น ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

“เช่นนั้นข้าก็จะทำได้ด้วย!”

โม่ชิงเฟิงก้มเก็บพัดขึ้นมา ก่อนมองนางด้วยสีหน้าซับซ้อน

“เนตรขี้โกงเกินไปแล้วจริง ๆ”

ไป๋หลิงเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“ช่วยไม่ได้ ข้ามีสามีเก่ง”

หลิงเยวี่ยปรายตามองยูรัน

“แล้วตอนนี้เจ้าใช้ได้หรือยัง?”

ยูรันส่ายหน้า

“ยัง เนตรของข้าเพิ่งกลับมาแค่ขั้นแรก จะรีบร้อนไปทำไม? ยังไม่มีใครตายสักหน่อย”

ยูรันกวาดตามองสีหน้าของทุกคน ก่อนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่ต้องอิจฉากันไป ยังไงเมื่อได้รับสายเลือดจากข้า เดี๋ยวเนตรก็ปรากฏขึ้นมาเองนั่นแหละ”

“หา?!”

เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง

“พื้นฐานของหกวิถีสามารถใช้ได้เหมือนกันทั้งหมด ส่วนวิชาเนตรเฉพาะตัวจะทำอะไรได้บ้าง อันนี้ไม่มีใครรู้ ต้องรอให้เนตรของแต่ละคนตื่นขึ้นมาก่อน”

โม่ชิงเฟิงรีบขยับเข้ามาใกล้

“หมายความว่าพี่สาวเองก็มีได้?”

“ก็ใช่น่ะสิ”

ยูรันชี้ดวงตาของตนเอง

“อย่างเนตรของข้า นอกจากวิชาเนตรแล้ว ยังมีความสามารถเสริมที่ช่วยลดพลังซึ่งต้องใช้ในแต่ละวิชาลงอย่างมหาศาล”

ซูเม่ยเหยาขมวดคิ้วครุ่นคิด

“ลดได้มากเพียงใด?”

“มากจนพลังที่ฟื้นฟูกลับมายังเร็วเสียยิ่งกว่าพลังที่ใช้ไปเสียอีก ประมาณนั้น”

“……”

หนานอวี้เบิกตากว้าง

“เช่นนั้นพลังของเจ้าก็แทบไม่มีวันหมดเลยไม่ใช่หรือ?”

“อืม หากใช้วิชาทั่วไปก็คงประมาณนั้น”

ยูรันยักไหล่

“แต่นี่เป็นเพียงความสามารถเสริมของเนตรข้าเท่านั้น ของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันออกไป บางคนอาจได้ดีกว่า บางคนอาจได้แปลกกว่านี้ ไม่มีใครบอกได้”

โม่ชิงเฟิงกอดแขนเขาแน่นขึ้นทันที

“สามี เหตุใดเรื่องสำคัญเช่นนี้ถึงเพิ่งบอกพวกเรา?”

“พวกเจ้าไม่เคยถาม”

“เรื่องแบบนี้ต่อให้ไม่ถาม เจ้าก็ควรบอกไม่ใช่หรือ?!”

“อ้อ อย่างนั้นหรือ?”