คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 293 ท่านแม่...คิก ๆ7,916 ตัวอักษร

ตอนที่ 293 ท่านแม่...คิก ๆ

ยูรันเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้อีกอย่าง

“อ้อ ดูเหมือนจะมีวิชาพื้นฐานอีกวิชาหนึ่งด้วย เป็นอาภรณ์ซึ่งมีลักษณะคล้ายเกราะ เรียกว่า ‘อาภรณ์จำแลงเทพ’”

โม่ชิงเฟิงก้มมองเสื้อผ้าของตนเอง

“เหมือนเกราะอย่างนั้นหรือ?”

“อืม แต่รูปลักษณ์ของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ส่วนความแข็งแกร่งรับรองได้ว่าอยู่ในระดับสุดยอด เจาะไม่เข้าแน่นอน”

ยูรันยกนิ้วขึ้นสามนิ้ว

“โดยทั่วไปเนตรจะแบ่งออกเป็นสามระดับ ตอนนี้ของข้ายังอยู่ในขั้นเริ่มต้น”

เขาพับนิ้วลงหนึ่งนิ้ว

“เมื่อพัฒนาไปสู่ขั้นที่สอง เนตรแต่ละข้างจะได้รับวิชาเฉพาะตัวข้างละหนึ่งวิชา และผู้ครอบครองจะได้รับอาภรณ์จำแลงเทพ”

“ส่วนขั้นสุดท้ายจะทำให้ใช้พลังพื้นฐานของหกวิถีได้ทั้งหมด พร้อมได้รับวิชาเนตรเพิ่มอีกข้างละหนึ่งวิชา”

หลานชิงอวี้นับตามเงียบ ๆ ก่อนถามขึ้น

“หมายความว่าเมื่อพัฒนาอย่างสมบูรณ์ พวกเราจะมีพลังหกวิถี และวิชาเนตรเฉพาะตัวอีกสี่วิชาหรือเจ้าคะ?”

“ถูกต้อง”

ยูรันพยักหน้า

“แต่ความสัมพันธ์ของเนตรทั้งสองข้างก็แตกต่างกัน บางคนอาจได้รับวิชาคนละอย่าง บางคนอาจได้รับวิชาเหมือนกัน และเมื่อใช้ร่วมกัน พลังของพวกมันจะส่งเสริมกันอย่างมหาศาล”

เขาชี้ดวงตาของตนเองเป็นตัวอย่าง

“อย่างความสามารถลดการใช้พลังของข้า หากมีเนตรเพียงข้างเดียวอาจลดได้ร้อยละยี่สิบ แต่เมื่อมีครบทั้งสองข้าง มันไม่ได้กลายเป็นร้อยละสี่สิบ”

หนานอวี้รีบถาม

“แล้วกลายเป็นเท่าไร?”

“อาจสูงถึงร้อยละแปดสิบ”

“เพิ่มขึ้นตั้งสี่เท่าเลยหรือ?!”

“เพราะมันส่งเสริมกัน ไม่ใช่นำตัวเลขมาบวกกันตรง ๆ”

ยูรันเอนตัวพิงหัวเตียง

“เมื่อเนตรของข้าพัฒนาไปถึงขั้นสุดท้าย ข้าจะได้รับความสามารถใหม่เพิ่มขึ้นอีก ส่วนจะเป็นอะไรยังไม่รู้ อาจเกี่ยวข้องกับการควบคุมเปลวเพลิง หรือจุดไฟซึ่งไม่มีวันดับขึ้นมาก็ได้”

เขากางมือออกอย่างไม่ใส่ใจ

“ที่พูดมาเป็นเพียงตัวอย่าง เนตรของใครตื่นขึ้นมาเป็นแบบใด ค่อยดูกันอีกที”

หนานอวี้กรีดร้อง ก่อนพุ่งเข้ามาคว้าไหล่ของยูรันเขย่าไปมา

“อ๊าก! ข้าอิจฉา! ส่งมาให้ข้าเดี๋ยวนี้!”

ยูรันปล่อยให้ศีรษะโยกไปตามแรงเขย่าอยู่ครู่หนึ่ง

“ศิษย์พี่สาม ท่านพูดเหมือนข้ามีเนตรใส่ถุงเตรียมแจกอยู่เลยนะ”

“ข้าไม่สน! เนตรขี้โกงขนาดนี้ ข้าต้องได้เป็นคนแรก!”

ไป๋หลิงรีบดึงคอเสื้อของหนานอวี้จากด้านหลัง

“เหตุใดต้องเป็นเจ้าคนแรก? ต่อแถวเสีย!”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออกอย่างรวดเร็ว

“คนมาทีหลังควรอยู่ท้ายแถวไม่ใช่หรือ?”

“พี่ใหญ่ ท่านเพิ่งมาใหม่ที่สุดต่างหาก!”

“แต่พี่สาวได้รับสายเลือดไปก่อนแล้วนะ”

หนานอวี้ค่อย ๆ หันกลับไปมองโม่ชิงเฟิง

“เมื่อครู่ท่านพูดว่าอะไรนะ?”

ยูรันยกมือกุมขมับทันที

“อืม อาเจ๊อย่ามั่ว ท่านยังไม่ได้รับอะไรทั้งนั้น นอกจากหลับนอนกับข้า”

โม่ชิงเฟิงชะงักค้าง พัดในมือหยุดนิ่งกลางอากาศ

หนานอวี้หรี่ตามองนาง

“เมื่อครู่ยังทำเป็นเหนือกว่าข้าอยู่เลย ที่แท้ก็ยังไม่ได้เหมือนกันนี่!”

“พี่สาวแค่เข้าใจผิดนิดเดียวเอง!”

ยูรันส่ายหน้า

“หากเพียงหลับนอนกับข้าแล้วได้รับสายเลือดทันที ป่านนี้หลายคนในห้องคงมีเนตรกันหมดแล้ว”

โม่ชิงเฟิงรีบมุดไปหลบอยู่หลังเขา

“อย่างน้อยพี่สาวก็ใกล้กว่าพวกเจ้าแล้วกัน!”

“ใกล้ตรงไหนกัน?!”

บรรยากาศภายในห้องกลับมาวุ่นวายอีกครั้งในพริบตา

ยูรันโบกมือยุติความวุ่นวาย

“ช่างเถอะ เรื่องสุดท้ายแล้ว ก่อนที่ข้าจะนอน”

เขาหันไปทางลู่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน และลู่ชิงถาน

“ท่านแม่ ชิงถาน ข้ายังไม่ได้ให้พวกท่านดูสินะ ทารกซึ่งถือกำเนิดจากกายเทพของข้า”

เป๊าะ!

ยูรันดีดนิ้วหนึ่งครั้ง

ห้วงอากาศเบื้องหลังเขาเปิดออกอย่างเงียบงัน เผยให้เห็นดาราจักรอันกว้างใหญ่ซึ่งเต็มไปด้วยหมู่ดาวนับไม่ถ้วน

ท่ามกลางแสงดาวเหล่านั้น มีทารกตัวน้อยกำลังนอนหลับสนิทอยู่ ร่างเล็กขยับขึ้นลงตามจังหวะหายใจอย่างสม่ำเสมอ

ลู่ชิงถานเบิกตากว้าง ก่อนรีบขยับเข้ามาดูใกล้ ๆ

“นะ...น่ารักมากเลยเจ้าค่ะ!”

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงต่างนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง สายตาของทั้งสองจับจ้องทารกน้อยโดยไม่อาจละออกได้

ไป๋จิ้งเหวินถามอย่างไม่แน่ใจ

“รันเอ๋อร์ นี่คือทารกจากกายเทพของเจ้าจริง ๆ หรือ?”

“อืม ตัวจริงเสียงจริง กำลังหลับอยู่”

ยูรันมองทารกซึ่งกำลังหลับสบาย ก่อนตะโกนเรียกอย่างไม่เกรงใจ

“เฮ้ย ตื่นได้แล้ว ให้ท่านแม่อุ้มหน่อย”

ทารกน้อยขยับตัวอย่างงัวเงีย มือเล็กยกขึ้นขยี้ดวงตา ก่อนค่อย ๆ ลืมตาขึ้น

คนแรกที่มันมองเห็นคือไป๋จิ้งเหวิน

ทันใดนั้น ใบหน้าง่วงงุนพลันเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มแฉ่ง ทารกน้อยลอยออกมาจากดาราจักร ก่อนพุ่งเข้าไปหาไป๋จิ้งเหวินทันที

“คิก ๆ!”

ไป๋จิ้งเหวินรีบยื่นมือรับมันเอาไว้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความอ่อนโยน ขณะที่ทารกน้อยหัวเราะคิกคักอยู่ภายในอ้อมแขนของนางอย่างอารมณ์ดี

หลานชิงอวี้มองภาพตรงหน้าอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกรีดร้องสุดเสียง

“กรี๊ดดดดดดดดดดด! สองมาตรฐาน!”

ทุกคนภายในห้องสะดุ้งพร้อมกัน

ยูรันหันไปมองนางอย่างงุนงง

“เจ้าจะตะโกนทำไม?”

หลานชิงอวี้ชี้ไปทางทารกน้อยด้วยมือสั่น

“ดูมันสิ! พอเห็นท่านแม่ไป๋ก็พุ่งเข้าไปหา ทั้งยิ้มทั้งหัวเราะทันทีเลยนะเจ้าคะ!”

หลานชิงอวี้ยังคงชี้ทารกน้อยด้วยสีหน้าไม่ยินยอม

“ขนาดท่านอาจารย์ มันยังไม่เคยหัวเราะคิกคักขนาดนี้เลยนะเจ้าคะ แค่ยิ้มให้เฉย ๆ เท่านั้นเอง!”

หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างชะงักเล็กน้อย

“ชิงอวี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องเล่าละเอียดถึงเพียงนั้น”

ไป๋จิ้งเหวินได้ยินดังนั้นก็ยิ่งยิ้มกว้าง นางลูบศีรษะทารกน้อยภายในอ้อมแขนเบา ๆ

“เด็กคนนี้ช่างน่ารักจริง ๆ”

“คิก ๆ!”

ราวกับเข้าใจคำชม ทารกน้อยหัวเราะเสียงใส ก่อนซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขนของนางมากกว่าเดิม

หลานชิงอวี้แทบจะกระอักเลือด

“กร๊อด! ศิษย์พี่รอง ท่านดูสิ! ตอนนั้นท่านเองก็คิดจะอุ้มมันไม่ใช่หรือ? แต่มันกลับทำหน้าหยีใส่ท่าน!”

ไป๋หลิงเส้นเลือดบนหน้าผากกระตุกทันที

“ชิงอวี้ เจ้าไม่จำเป็นต้องรื้อฟื้นเรื่องนั้นขึ้นมา!”

ทารกน้อยได้ยินเสียงของไป๋หลิงจึงโผล่หน้าออกมาจากอ้อมแขนของไป๋จิ้งเหวิน ก่อนหันมามองนาง

จากนั้นใบหน้าเล็ก ๆ ก็ย่นเข้าหากันอีกครั้ง

“อือ...”

“เห็นไหมเจ้าคะ! มันทำอีกแล้ว!”

ไป๋หลิงยืนแข็งค้าง สีหน้าราวกับเพิ่งถูกโจมตีเข้าใส่กลางอก

ไป๋จิ้งเหวินรีบกอดทารกน้อยเอาไว้แน่นกว่าเดิม ก่อนหันไปตำหนิบุตรสาว

“หลิงเอ๋อร์ อย่าทำให้เด็กคนนี้กลัวสิ ใช้ไม่ได้เลยนะ”

ไป๋หลิงหันไปมองมารดาของตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ

“ท่านแม่ ข้ายังไม่ได้ทำอะไรเลยนะ!”

“แล้วเหตุใดเด็กคนนี้จึงทำหน้าหยีใส่เจ้า?”

“ข้าจะไปรู้ได้อย่างไรเล่า!”

ทารกน้อยรีบซุกใบหน้าเข้าไปในอ้อมแขนของไป๋จิ้งเหวิน ราวกับกำลังหวาดกลัวไป๋หลิงจริง ๆ

“ท่านแม่ ดูมันสิ! มันแกล้งข้าอย่างชัดเจน!”

“เด็กเล็กเพียงนี้จะแกล้งเจ้าเป็นได้อย่างไร?”

“มันฟังพวกเรารู้เรื่องนะ!”

“หลิงเอ๋อร์ อย่าเถียงข้าง ๆ คู ๆ”

ลู่เหยียนหนิงรีบยกมือปิดปาก ส่วนลู่ชิงถานหันหน้าหนีไปอีกทาง ไหล่ทั้งสองข้างของนางสั่นไม่หยุด

ทารกน้อยโผล่หน้าออกมาจากอ้อมแขนของไป๋จิ้งเหวิน ก่อนขยับริมฝีปากเล็ก ๆ

“ท่าน...แม่”

ไป๋จิ้งเหวินชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนดวงตาจะเปล่งประกายขึ้นมาทันที

“ตายจริง เด็กคนนี้พูดได้ด้วย!”

ทั่วทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ

ทุกคนยืนเหวอราวกับถูกสายฟ้าฟาด แม้แต่ยูรันยังเลิกคิ้วขึ้นด้วยความประหลาดใจ

หลานชิงอวี้อ้าปากค้าง

“มัน...มันเรียกท่านแม่ไป๋ว่าท่านแม่จริง ๆ หรือเจ้าคะ?”

“ท่านแม่”

ทารกน้อยเรียกซ้ำอีกครั้งอย่างชัดเจน ก่อนยิ้มแฉ่งให้ไป๋จิ้งเหวิน

“โอ๊ย เด็กดีของแม่!”

ไป๋จิ้งเหวินกอดมันเอาไว้แน่นด้วยความรักใคร่

ไป๋หลิงมองภาพตรงหน้าอย่างหมดคำจะพูด

“เดี๋ยวก่อน นั่นท่านแม่ของข้านะ!”

หนานอวี้พึมพำขึ้นมาเบา ๆ

“ไม่ใช่แค่พูดได้ แต่มันยังแย่งท่านแม่ไป๋จากศิษย์พี่รองได้ภายในไม่กี่อึดใจด้วย...”

เส้นเลือดบนหน้าผากของไป๋หลิงปูดขึ้นมาอีกครั้ง

“หนานอวี้ หุบปาก!”

ไป๋จิ้งเหวินประคองทารกน้อยขึ้นมาด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า

“ดูสิ น่ารักจริง ๆ เลย เหยียนหนิง เจ้าลองอุ้มดูสิ”

ลู่เหยียนหนิงรีบยื่นมือออกไปรับอย่างระมัดระวัง

ทารกน้อยเงยหน้ามองนาง ดวงตากะพริบปริบ ๆ อยู่ครู่หนึ่ง ก่อนรอยยิ้มแฉ่งจะปรากฏขึ้นอีกครั้ง

“ท่านแม่?”

“คิก ๆ!”

ลู่เหยียนหนิงนิ่งค้างไปทันที

“เด็กคนนี้...เรียกข้าว่าท่านแม่ด้วย!”

นางกอดทารกน้อยเข้าไปแนบอก สีหน้าเต็มไปด้วยความยินดีไม่ต่างจากไป๋จิ้งเหวิน

ไป๋หลิงกับลู่ชิงถานมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าซับซ้อนเหมือนกันโดยไม่ได้นัดหมาย

ลู่ชิงถานรีบขยับเข้าไปใกล้

“แล้วน้องเล่า? จำข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”

ทารกน้อยหันมามองนาง ก่อนเอียงศีรษะเล็ก ๆ อย่างครุ่นคิด

ทุกคนภายในห้องกลั้นหายใจ รอฟังว่ามันจะเรียกลู่ชิงถานว่าอะไร

ทารกน้อยจ้องลู่ชิงถานอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าเล็ก ๆ จะค่อย ๆ ย่นเข้าหากัน

“อี๋”

รอยยิ้มบนใบหน้าของลู่ชิงถานแข็งค้างทันที

ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท ไม่มีผู้ใดกล้าส่งเสียงแม้แต่น้อย

หลานชิงอวี้รีบยกมือปิดปาก แต่ไหล่ทั้งสองข้างกลับสั่นอย่างรุนแรง ส่วนไป๋หลิงหันหน้าหนีไปอีกทางเพื่อซ่อนรอยยิ้ม

ลู่ชิงถานชี้นิ้วเข้าหาตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ

“มะ...เมื่อครู่มันพูดว่าอะไรนะเจ้าคะ?”

ยูรันตอบตามตรง

“อี๋”

“ท่านพี่ไม่ต้องพูดซ้ำก็ได้เจ้าค่ะ!”

ลู่เหยียนหนิงรีบลูบศีรษะบุตรสาวเพื่อปลอบใจ ก่อนก้มลงตำหนิทารกน้อยในอ้อมแขน

“เหตุใดจึงพูดกับพี่สาวเช่นนั้น ไม่น่ารักเลยนะ”

ทารกน้อยกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนรีบซุกหน้าเข้าไปในอกของนาง

“ท่านแม่...คิก ๆ”

ลู่เหยียนหนิงใจอ่อนลงในทันที

“เอาเถอะ ยังเด็กอยู่ คงไม่ได้ตั้งใจหรอก”

ลู่ชิงถานเบิกตากว้าง

“ท่านแม่! มันหัวเราะด้วยนะเจ้าคะ มันตั้งใจอย่างแน่นอน!”