คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 295 เห็นไหม มันชอบข้าด้วย!8,154 ตัวอักษร

ตอนที่ 295 เห็นไหม มันชอบข้าด้วย!

เสียงฮือฮาระเบิดขึ้นทั่วทั้งลานลงทะเบียนทันที

“สำนักเมฆาจันทร์ ยอดเขาจันทราหรือ?!”

“เช่นนั้นสตรีซึ่งยืนอยู่ด้านหน้าก็คือธิดาจันทรา หลิงเยวี่ยน่ะสิ!”

“ข้าเคยได้ยินชื่อของนางมานานแล้ว ไม่นึกเลยว่าจะได้พบตัวจริงที่นี่!”

“สมกับฉายาธิดาจันทรา งดงามและเย็นชาจริง ๆ”

“ถ้าเช่นนั้นหญิงสาวคนอื่นก็คงเป็นศิษย์จากยอดเขาจันทรา!”

สายตาของผู้คนรอบข้างเปลี่ยนไปทันที ผู้ที่เคยคิดว่าพวกนางเป็นเพียงหญิงสาวจากตระกูลมั่งคั่งต่างรีบเก็บท่าทีดูแคลนกลับไป

ยูรันหันมองหลิงเยวี่ยด้วยความประหลาดใจ

“อ้าว อาจารย์เองก็ดังเหมือนกันนี่”

หลิงเยวี่ยปรายตามองเขา

“หมายความว่าอย่างไร?”

“ข้านึกว่าท่านนอนขดอยู่แต่บนยอดเขา จนไม่มีใครรู้จักเสียอีก”

คิ้วของหลิงเยวี่ยกระตุกเล็กน้อย

อากาศโดยรอบเย็นลงอย่างเห็นได้ชัด

ไป๋หลิงรีบกระซิบเตือน

“สามี หยุดพูดก่อนเถอะ”

ยูรันส่ายหน้า

“ก็ได้ ๆ ข้าเข้าใจแล้ว ลงทะเบียนต่อเถอะ”

ผู้ดูแลกระแอมเรียกสติ ก่อนก้มตรวจรายชื่อบนแผ่นหยกอีกครั้ง

“อะแฮ่ม ดูเหมือนยอดเขาจันทราจะมีผู้มาลงทะเบียนก่อนแล้วหนึ่งคน”

ทุกคนหันกลับมาฟังพร้อมกัน

หลิงเยวี่ยขมวดคิ้ว

“ใคร?”

ยูรันตอบขึ้นมาก่อน

“ก็มีอยู่คนหนึ่งนี่ ศิษย์พี่เย่ไง เย่อ้าวเทียนใช่หรือเปล่า?”

ผู้ดูแลพยักหน้า

“ถูกต้อง”

ดวงตาของยูรันเป็นประกายขึ้นมาทันที

“โอ้ ๆ เขามากับใคร แล้วลงสนามใด? ข้าจะได้ตามไปกระทืบเขาสักหน่อย”

“……”

ผู้ดูแลชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบตามหน้าที่

“เย่อ้าวเทียนเดินทางมากับผู้อาวุโสตู้ฉางคงแห่งยอดเขากระบี่ แต่รายชื่อของเขายังคงสังกัดยอดเขาจันทรา”

เขาเลื่อนนิ้วไปตามข้อมูลบนแผ่นหยก

“ส่วนสนามที่ลงทะเบียนคือสนามขอบเขตวิญญาณทารก”

ยูรันยิ้มกว้าง

“อืม งานนี้สนุกแน่”

เขาหันกลับไปถามคนด้านหลัง

“ข้าจะลงสนามวิญญาณทารกด้วย มีใครจะลงอีกบ้าง?”

หนานอวี้ยกมือเป็นคนแรก

“ข้าลง!”

ไป๋หลิงก้าวออกมา

“ข้าด้วย”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก

“เช่นนั้นจะขาดพี่สาวไปได้อย่างไร?”

ผู้ดูแลมองทั้งสี่ ก่อนรีบยกมือห้าม

“เดี๋ยวก่อน แม่นางโม่สามารถลงสนามวิญญาณทารกได้ไม่มีปัญหา แต่กลิ่นอายของพวกเจ้าสามคนยังอยู่เพียงระดับแก่นทองคำไม่ใช่หรือ?”

เขาชี้ไปทางหนานอวี้ ไป๋หลิง และยูรันตามลำดับ

“หากต้องการเข้าร่วมการจัดอันดับหลัก อย่างน้อยต้องมีตบะขอบเขตวิญญาณทารก ส่วนผู้มีตบะต่ำกว่านั้นควรลงสนามตามขอบเขตของตนเอง”

ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ไม่เป็นไร พวกข้าลงได้”

“แต่ว่า หากได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิตระหว่างการประลอง...”

“ฝ่ายจัดงานไม่ต้องรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น”

ผู้ดูแลมองเขาอย่างลังเล

“เจ้ามั่นใจหรือ?”

“มั่นใจสิ รีบเขียนชื่อเถอะ”

ยูรันเคาะโต๊ะเบา ๆ

“ข้ายังต้องไปหาที่พักและเปลี่ยนวิถีให้คนอื่นอีก เสียเวลานานกว่านี้เดี๋ยวที่พักดี ๆ ถูกแย่งหมดพอดี”

ยูรันหันกลับไปมองคนที่เหลือ

“มีใครจะลงแข่งอีกไหม?”

หลัวจินหยางส่ายหน้าทันที

“ไม่เอา ข้าอยากนั่งดูมากกว่า”

หลัวจินเยว่พยักหน้าตามพี่สาว

“ข้าก็ไม่ลงเหมือนกัน”

เซี่ยเยว่หลียกมือปิดปากหาว

“ข้าขี้เกียจ”

ลู่ชิงถานรีบโบกมือ

“ท่านพี่ น้องต่อสู้ไม่เป็นเจ้าค่ะ”

เซียวซินเยวี่ยชี้เข้าหาตนเอง

“ท่านพี่ ข้าเป็นหมอ จะให้ขึ้นไปต่อยตีกับผู้อื่นได้อย่างไรเจ้าคะ?”

มู่เสวี่ยหนิงเองก็ส่ายหน้า

“ข้าหลอมเป็นเพียงโอสถ การต่อสู้คงไม่ใช่สิ่งที่ข้าถนัด ขอผ่านดีกว่าเจ้าค่ะ”

หลานชิงอวี้ยกมือขึ้นเป็นคนสุดท้าย

“ข้าลงสนามสร้างรากฐานเจ้าค่ะ”

นางยิ้มอย่างมั่นใจ

“ชนะใส ๆ แน่นอน อิอิ”

ยูรันเหลือบมองนาง

“ไปรังแกเด็กน้อยแท้ ๆ”

“ข้าเองก็ยังเป็นเด็กน้อยนะเจ้าคะ”

“อืม เจ้าเชื่อแบบนั้นก็ดีแล้ว”

ยูรันหันกลับไปทางผู้ดูแล

“เอาตามนี้ สนามวิญญาณทารกมีข้า ไป๋หลิง หนานอวี้ และอาเจ๊ ส่วนชิงอวี้ลงสนามสร้างรากฐาน”

ผู้ดูแลมองหลานชิงอวี้ ก่อนมองสีหน้ามั่นใจของนางแล้วมุมปากกระตุกเล็กน้อย

ไม่รู้เหตุใด เขารู้สึกว่าผู้เข้าร่วมสนามสร้างรากฐานคนอื่นกำลังจะพบกับความโชคร้ายอย่างยิ่งใหญ่เสียแล้ว

หลังจากลงทะเบียนเรียบร้อย ทุกคนจึงมองหาที่พักใกล้สนามประลอง

ไม่นานพวกเขาก็มาหยุดอยู่หน้าโรงเตี๊ยมขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง ตัวอาคารสูงหลายชั้นสร้างจากไม้ดำขัดเงา เสาประดับลวดลายสีทอง โคมผลึกวิญญาณแขวนเรียงรายตั้งแต่ประตูไปจนถึงโถงด้านใน

เพียงมองก็รู้ว่าราคาไม่ธรรมดา

ยูรันเงยหน้ามองอยู่ครู่หนึ่ง

“โอ้ ที่นี่ดูหรูหราหมาเห่าดี ราคาแพงแน่นอน”

เขาเดินตรงเข้าไปยังโต๊ะต้อนรับ

“เหมาหมดทั้งชั้น”

ผู้ดูแลโรงเตี๊ยมชะงัก

“คุณชายหมายถึงต้องการหลายห้องหรือขอรับ?”

“ไม่ ข้าหมายถึงทั้งชั้น ชั้นบนสุดยิ่งดี”

“ชะ...ชั้นบนสุดมีทั้งห้องพัก ห้องรับรอง ห้องอาหารส่วนตัว และลานฝึกขนาดเล็ก ราคาต่อคืนจึงค่อนข้าง...”

ยูรันหยิบถุงเหรียญวิญญาณวางลงบนโต๊ะ

“ข้าไม่ได้ถามว่ามีอะไร ข้าถามว่าเท่านี้พอหรือไม่”

ผู้ดูแลเปิดถุงตรวจดู ก่อนรีบปิดกลับแทบไม่ทัน

“พอขอรับ! พักจนงานประลองจบยังเหลือด้วยซ้ำ!”

“เช่นนั้นส่วนที่เหลือก็เป็นค่าทำอาหารเลอะครัว”

“คุณชายจะทำอาหารเองหรือขอรับ?”

“อืม อาหารของพวกเจ้าคงกินไม่ได้”

เมื่อขึ้นมาถึงชั้นบนสุด ทุกคนก็พบว่าห้องพักแบบครอบครัวมีขนาดใหญ่กว่าที่คาดเอาไว้มาก

ภายในแบ่งเป็นพื้นที่พักผ่อน ห้องรับรอง และส่วนสำหรับนอนอย่างชัดเจน ต่อให้มีคนยี่สิบคนเข้าพักพร้อมกันก็ยังเหลือพื้นที่เดินไปมาได้อย่างสบาย

ยูรันกวาดตามองรอบห้อง ก่อนพยักหน้า

“อย่างกว้าง ข้านอนเอาแรงดีกว่า”

พูดจบเขาก็เดินตรงไปยังเตียงใหญ่แล้วทิ้งตัวลงทันที

เซี่ยเยว่หลีลองกดมือลงบนฟูก ก่อนส่ายหน้า

“ไม่ค่อยดี ข้าชอบที่นอนภายในตำหนักบนยอดเขามากกว่า”

ไป๋หลิงพยักหน้าเห็นด้วย

“ฟูกแข็งเกินไป ผ้าห่มก็ไม่นุ่มเท่าของพวกเรา”

หลัวจินหยางมองเครื่องเรือนหรูหรารอบห้องด้วยสีหน้าซับซ้อน

“นี่เป็นห้องพักราคาแพงที่สุดแห่งหนึ่งในนครหลวงเทียนอู่แล้วนะ”

เซี่ยเยว่หลีตอบอย่างไม่ใส่ใจ

“แต่ตำหนักของสามีดีกว่า”

ยูรันหลับตาลงอย่างภาคภูมิใจ

“แหงอยู่แล้ว ข้าเป็นคนสร้างเอง จะให้โรงเตี๊ยมข้างทางมาเทียบได้อย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงรีบมุดเข้าไปนอนข้างเขา

“พี่สาวว่าใช้ได้ ขอเพียงได้นอนกับสามีก็พอ”

กร๊อบ! กร๊อบ!

หนานอวี้ขยับข้อนิ้ว ก่อนเดินเข้ามาหยุดข้างเตียง

“พี่ใหญ่...”

โม่ชิงเฟิงตัวแข็ง ก่อนถูกหนานอวี้คว้าคอเสื้อลากลงมาจากเตียง

“โอ๊ย ๆ! ข้าเป็นพี่ใหญ่นะ เหตุใดจึงทำร้ายข้าเช่นนี้?!”

“ลุกออกมา”

“ข้าลุกแล้ว ๆ!”

โม่ชิงเฟิงรีบถอยออกไปหลายก้าว ก่อนชี้หน้าทุกคนอย่างคับแค้น

“รอให้ข้าเปลี่ยนวิถีก่อนเถอะ เจ้าพวกนี้! พี่สาวจะกดพวกเจ้าให้จมดินเลย!”

หนานอวี้ส่งเสียงจิ๊อย่างดูแคลน

“จิ๊”

ยูรันเหลือบมองโม่ชิงเฟิงจากบนเตียง

“อืม นิสัยที่แท้จริงโผล่ออกมาแล้วสินะ พอคิดว่าตัวเองจะแข็งแกร่งขึ้นก็เตรียมกดหัวคนอื่นทันที”

เขาส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“บัณฑิตเก๊สุด ๆ”

“สามี! พี่สาวเพียงพูดขู่เท่านั้นเอง!”

ไป๋หลิงตอบแทนทันที

“ไม่มีใครเชื่อ”

คนทั้งห้องพยักหน้าพร้อมกันอีกครั้ง

หนานอวี้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างพี่ใหญ่ก่อน ศิษย์น้อง ดูนี่!”

นางมือขึ้นมา ก่อนตะโกน

“พวกเจ้าสองตัว ออกมา!”

วูบ!

สัญลักษณ์รูปหงส์บนสนับมือทั้งสองข้างเปล่งแสงสีแดงทอง เปลวเพลิงหมุนวนออกมากลางอากาศ ก่อนรวมตัวเป็นหงส์ฟ้าธาตุไฟสองตัว

ตัวผู้คือ ฉือเหยียน ส่วนตัวเมียคือ จินอวี่

เพียงไม่ได้พบกันไม่นาน ร่างของทั้งสองก็เติบโตขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า จากลูกเจี๊ยบตัวเล็ก ๆ กลายเป็นหงส์ฟ้าขนาดเท่าไก่โตเต็มวัย ขนสีแดงชาดแซมทองดูหนาแน่นขึ้น ส่วนเปลวเพลิงตามปลายปีกก็ลุกโชนกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ยูรันลุกขึ้นนั่ง ก่อนมองมือสลับกับหงส์ฟ้าทั้งสองตัว

“หืม น่าสนใจ สนับมือนั่นสามารถเก็บเจ้าพวกไก่ย่างไว้ภายในผนึกของอาวุธได้ด้วยหรือ?”

ฉือเหยียนกับจินอวี่หันขวับมามองเขาพร้อมกัน

หนานอวี้รีบกอดทั้งสองตัวเอาไว้

“พวกมันคือหงส์ฟ้า ไม่ใช่ไก่ย่าง!”

ยูรันไม่ได้สนใจคำแก้ตัว

“แล้วพวกมันกินอะไรเป็นอาหาร? เหตุใดถึงได้โตเร็วนัก?”

หนานอวี้เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“หึ พวกมันกินเปลวเพลิงของข้าเอง ทั้งสองนอนกับข้าทุกวัน ดูดซับเปลวเพลิงจนตัวอ้วนขึ้นขนาดนี้เลยละ”

ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“ก็คือกำลังขุนเอาไว้ต้มเป็นซุปไก่?”

“ไม่ใช่!”

ฉือเหยียนกับจินอวี่รีบกระพือปีกหนีไปหลบหลังหนานอวี้ทันที เปลวเพลิงตามขนลุกพรึ่บขึ้นมาด้วยความหวาดระแวง

ยูรันมองตาม ก่อนพึมพำ

“อืม รู้เรื่องเสียด้วย แสดงว่าสมองพัฒนาเร็วกว่าไก่ทั่วไป”

“ศิษย์น้อง ห้ามมองพวกมันเหมือนวัตถุดิบทำอาหาร!”

ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงพิจารณาหงส์ฟ้าทั้งสองอย่างละเอียด ก่อนกล่าวขึ้นพร้อมกัน

“ตัวโตกว่าพวกที่อยู่บนยอดเขาอีกนะ”

ซูเม่ยเหยามองเปลวเพลิงซึ่งไหลเวียนอยู่ตามขนของพวกมัน

“หมายความว่าหากได้รับอาหารซึ่งตรงกับธาตุอย่างต่อเนื่อง พวกมันก็จะเติบโตเร็วกว่าปกติสินะ”

เซียวซินเยวี่ยขยับเข้ามาใกล้ด้วยดวงตาเป็นประกาย

“ข้าอยากจับมาผ่าชำแหละดูจังเลยเจ้าค่ะ จะได้รู้ว่าอวัยวะภายในแตกต่างจากสัตว์ปีกทั่วไปอย่างไรบ้าง”

“……”

ฉือเหยียนกับจินอวี่ตัวแข็ง ก่อนรีบมุดเข้าไปหลบใต้แขนของหนานอวี้ทันที

หนานอวี้กอดพวกมันแน่นขึ้น

“ห้ามผ่า!”

มู่เสวี่ยหนิงย่อตัวลงมองอยู่ไม่ไกล

“น่ารักจริง ๆ เลยเจ้าค่ะ ขนของพวกมันก็ดูนุ่มขึ้นมาก”

หลัวจินหยางเดินเข้ามาหาหนานอวี้ ก่อนยื่นมือออกไปอย่างคาดหวัง

“พี่สาม ข้าขออุ้มสักตัวได้หรือไม่? ข้ารู้สึกว่าเปลวเพลิงของพวกมันเข้ากับพลังของข้าเหมือนกัน”

หนานอวี้ลังเลอยู่เล็กน้อย ก่อนยื่นฉือเหยียนให้นาง

“จับดี ๆ นะ อย่าทำหล่น”

ทันทีที่หลัวจินหยางรับฉือเหยียนไป เปลวเพลิงสีแดงทองบนปลายปีกของมันก็สั่นไหว ก่อนเอนเข้าหากลิ่นอายคล้ายสุริยันจากร่างของนางอย่างเป็นธรรมชาติ

ฉือเหยียนเอียงศีรษะมองหลัวจินหยาง จากนั้นจึงซุกตัวลงในอ้อมแขนอย่างว่าง่าย

หลัวจินหยางยิ้มกว้าง

“เห็นไหม มันชอบข้าด้วย!”