ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 296
ยูรันมองฉือเหยียนกับจินอวี่อีกครู่หนึ่ง ก่อนหันไปทางหลิงเยวี่ยกับไป๋หลิง
“แล้วเหตุใดพวกธาตุจันทรากับธาตุเหมันต์ถึงไม่โตสักที?”
เขาชี้ไปทางทั้งสอง
“อาจารย์กับหลิงเอ๋อร์ไม่ได้เลี้ยงพวกมันหรือ? ข้าเห็นตัวโตขึ้นเพียงนิดเดียวเอง”
ไป๋หลิงรีบตอบ
“ข้าเลี้ยงนะสามี คู่ธาตุเหมันต์กินพลังของข้าทุกวัน เพียงแต่เมื่ออิ่มแล้วพวกมันก็ไม่ยอมกินต่อ”
หลิงเยวี่ยพยักหน้า
“ข้าให้พวกมันดูดซับพลังระหว่างฝึกฝน แต่ไม่ได้พกติดตัวตลอดเวลาเหมือนหนานอวี้”
หนานอวี้กอดหงส์ฟ้าทั้งสองด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“พวกมันนอนกับข้าทุกคืน ย่อมต้องเติบโตเร็วกว่าตัวอื่นอยู่แล้ว อีกอย่างข้ามีสายเลือดฟินิกซ์ ความเข้ากันได้จึงสูงกว่าพวกท่าน”
ซูเม่ยเหยาครุ่นคิดตาม
“เช่นนั้นไม่ใช่เพียงอาหารตรงกับธาตุเท่านั้น ความเข้ากันได้ของสายเลือดและระยะเวลาที่อยู่ใกล้กันก็ส่งผลต่อการเติบโตด้วย”
ยูรันมองฉือเหยียนกับจินอวี่ด้วยความสนใจมากกว่าเดิม
“น่าสนใจ แสดงว่าสายเลือดมีผลต่อการเติบโตมากที่สุด”
เขายกมือขึ้นลูบคางอย่างครุ่นคิด
“หมายความว่า หากภายหลังข้าสร้างกิเลนขึ้นมา ซึ่งมีส่วนประกอบของสายพันธุ์ทั้งหมดห้าชนิด ขอเพียงผู้เลี้ยงมีสายเลือดตรงกันหนึ่งในห้าสายพันธุ์ ก็อาจช่วยให้มันเติบโตได้รวดเร็วขึ้นแล้ว”
ซูเม่ยเหยาพยักหน้าช้า ๆ
“ตามสิ่งที่เห็นในตอนนี้ มีความเป็นไปได้สูง แต่สายเลือดแต่ละชนิดอาจให้ผลไม่เท่ากัน”
“ไม่เป็นไร เอาไว้สร้างออกมาแล้วค่อยทดลองทีละอย่าง”
ดวงตาของเซียวซินเยวี่ยเป็นประกายขึ้นมาอีกครั้ง
“หากต้องการเปรียบเทียบการเติบโต เช่นนั้นพวกเราควรผ่าตรวจ...”
ทุกคนหันขวับไปมองนางพร้อมกัน
เซียวซินเยวี่ยหยุดพูด ก่อนยิ้มหวาน
“ตรวจจากภายนอกก็ได้เจ้าค่ะ”
ฉือเหยียนกับจินอวี่รีบซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขนของหนานอวี้แน่นกว่าเดิมทันที.
ยูรันพิจารณาหงส์ฟ้าทั้งสอง ก่อนเริ่มคำนวณราคาอยู่ในใจ
“อืม ช่างเถอะ หากเลี้ยงจนโตเต็มวัย ราคาคงไม่ได้หยุดอยู่เพียงห้าร้อยล้านเหรียญ อาจมากกว่านั้นหลายเท่า”
หนานอวี้รีบกอดฉือเหยียนกับจินอวี่แน่นขึ้น
“สองตัวนี้ห้ามขาย!”
“ข้ายังไม่ได้บอกว่าจะขาย แค่กำลังประเมินราคา”
ยูรันนับนิ้วต่อ
“ขนาดโอสถระดับสิบยังขายได้เม็ดละหมื่นล้าน หงส์ฟ้าโตเต็มวัยเลี้ยงยากกว่า ใช้เวลานานกว่า แถมยังมีเงื่อนไขมากมาย หากนำออกขาย ตัวเดียวก็คงทำให้คนผู้หนึ่งร่ำรวยไปทั้งชีวิต”
เขาหยุดนับไปครู่หนึ่ง
“ไม่สิ ตอนนี้พวกเราก็โคตรรวยอยู่แล้วนี่หว่า”
ยูรันหันไปมองไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิง
“เงินทั้งหมดอยู่กับท่านแม่หมด”
ไป๋จิ้งเหวินยิ้มอย่างอ่อนโยน
“ถูกต้อง แม่เก็บเอาไว้ให้รันเอ๋อร์เอง”
มู่เสวี่ยหนิงรวบรวมความกล้า ก่อนหันมาหายูรันด้วยสีหน้าจริงจัง
“ท่านพี่ ข้าคิดทบทวนเรื่องนี้มาหลายวันแล้ว ตอนนี้ข้าตัดสินใจได้แล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันเลิกคิ้ว
“ตัดสินใจว่า?”
“ข้าจะออกจากหุบเขาแพทย์เทวะ แล้วไปอยู่กับท่านพี่เจ้าค่ะ”
“อ๋อ”
ทั่วทั้งห้องเงียบลงทันที
สายตาของทุกคนหันมารวมอยู่ที่มู่เสวี่ยหนิงพร้อมกัน จนนางเริ่มทำตัวไม่ถูก
ยูรันมองรอบห้องอย่างสงสัย
“ทุกคนมองทำไม?”
เขาชี้ไปทางลู่เหยียนหนิง ไป๋จิ้งเหวิน ลู่ชิงถาน และซูเม่ยเหยาทีละคน
“เดี๋ยวท่านแม่ทั้งสอง ชิงถาน แล้วก็เม่ยเหยา ก็จะย้ายมาอยู่ด้วยเหมือนกัน ไม่เห็นแปลกตรงไหน”
โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก
“แต่น้องหญิงกำลังจะออกจากหุบเขาแพทย์เทวะเลยนะสามี”
“แล้วอย่างไร?”
ยูรันตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“ออกมาก็ดี ที่นั่นไม่มีใครหลอมโอสถระดับสิบได้เสียหน่อย จะอยู่ต่อไปทำไม?”
เขากวาดตามองห้องพักอันกว้างขวาง
“บนยอดเขาก็มีห้องเหลืออีกตั้งมากมาย มาอยู่ด้วยกันแล้วฝึกทำอาหารเสีย จะได้หลอมโอสถเก่งขึ้น”
มู่เสวี่ยหนิงกะพริบตาปริบ ๆ
“ฝึกทำอาหารเพื่อหลอมโอสถหรือเจ้าคะ?”
ยูรันถอนหายใจ
“ข้าบอกไปตั้งหลายรอบแล้ว การควบคุมไฟ การจัดการวัตถุดิบ ลำดับการใส่ ระยะเวลา และการรักษาคุณสมบัติของส่วนผสม ล้วนใช้หลักเดียวกัน”
เขาชี้ไปทางมู่เสวี่ยหนิง ซูเม่ยเหยา และเซียวซินเยวี่ยตามลำดับ
“ในห้องนี้มีสายโอสถอยู่ตั้งสามคน พวกเจ้าควรฝึกทำอาหารด้วยกันให้หมด”
เซียวซินเยวี่ยชี้เข้าหาตนเอง
“ข้าเป็นหมอนะเจ้าคะ”
“หมอก็ต้องต้มยาไม่ใช่หรือ? หากควบคุมไฟไม่ดี สมุนไพรก็ไหม้เหมือนอาหารนั่นแหละ”
“……”
ซูเม่ยเหยาถอนหายใจ
“ข้าเข้าใจแล้ว ไม่จำเป็นต้องย้ำเรื่องนี้ทุกครั้งก็ได้”
ยูรันส่ายหน้า
“หากพวกเจ้าฝึกจริง ข้าก็ไม่ต้องย้ำสิ”
มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าอย่างตั้งใจ
“เช่นนั้นหลังย้ายไปยอดเขา ข้าจะฝึกทำอาหารกับท่านพี่ทุกวันเจ้าค่ะ”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“ดี อย่างน้อยก็มีคนหนึ่งเชื่อฟัง”
โม่ชิงเฟิงรีบยกมือขึ้นด้วยความกระตือรือร้น
“โอ้ ๆๆ! พี่สาวจะฝึกด้วย จะได้ทำอะไรกับสามีระหว่างกำลังทำอาหาร คิก ๆ”
รอยยิ้มของนางดูมีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด
เส้นเลือดบนหน้าผากของไป๋หลิงปูดขึ้นมาทันที
“ข้าทนไม่ไหวแล้ว หนานอวี้ จับนางมัดแล้วลากออกไปฟันข้างนอกเถอะ”
หนานอวี้ลุกขึ้นพร้อมขยับข้อนิ้ว
กร๊อบ! กร๊อบ!
“ข้าเห็นด้วย”
รอยยิ้มของโม่ชิงเฟิงแข็งค้าง
“เดี๋ยวก่อนน้องรอง เจ้าจะฟันพี่สาวเพียงเพราะพูดเล่นไม่กี่คำไม่ได้!”
ไป๋หลิงชักคมดาบคาตานะออกจากฝักช้า ๆ
“ผู้ใดบอกว่าข้าคิดว่าเป็นเรื่องเล่น?”
โม่ชิงเฟิงรีบถอยไปหลบหลังยูรัน
“สามี ช่วยพี่สาวด้วย!”
“เฮ้อ พวกนี้นี่...”
เขาโบกมืออย่างเกียจคร้าน
“เอาเถอะ ทุกคนนอนพักเอาแรงกันก่อน ตอนเย็นพวกเราค่อยออกไปเปลี่ยนวิถี”
ยูรันชี้ออกไปนอกหน้าต่าง
“บริเวณป่าห่างจากเมืองน่าจะมีพื้นที่โล่งอยู่บ้าง ผู้ใดที่ยังไม่เปลี่ยนวิถีก็ฝึกควบคุมพลังของตนเองให้ดีเสีย
เขาปลดเสื้อคลุมขนสัตว์ออกแล้วโยนไปพาดบนเก้าอี้ ก่อนทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างรวดเร็ว
“ฝันดีนะทุกโคนนนนน...”
ศีรษะเพิ่งแตะหมอน ลมหายใจของยูรันก็เปลี่ยนเป็นสม่ำเสมอทันที
ลู่ชิงถานมองยูรันซึ่งหลับสนิทอยู่กลางเตียง ก่อนรีบเดินเข้าไปหา
“ข้าเปลี่ยนวิถีแล้ว เช่นนั้นข้าขอนอนกับท่านพี่นะเจ้าคะ”
นางปีนขึ้นไปนอนข้างยูรันทันที
ไป๋หลิงกับหนานอวี้มองหน้ากัน ก่อนกล่าวพร้อมกัน
“ข้าด้วย!”
ทั้งสองรีบตามขึ้นไปจับจองพื้นที่คนละด้าน
เซี่ยเยว่หลีหาวเบา ๆ
“อืม ข้าด้วย”
หลานชิงอวี้เองก็รีบยกมือ
“ข้าก็เหมือนกันเจ้าค่ะ”
โม่ชิงเฟิง หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ มู่เสวี่ยหนิง และเซียวซินเยวี่ยมองภาพตรงหน้าด้วยความคับข้องใจ
“ทำไม?! ไม่ยุติธรรมเลย!”
ระหว่างนั้น ซูเม่ยเหยากลับเดินตรงไปทางเตียงอย่างเป็นธรรมชาติ
เซียวซินเยวี่ยรีบถาม
“เดี๋ยวก่อนอาจารย์ ท่านกำลังจะทำอะไรหรือเจ้าคะ?”
“ข้าก็จะขึ้นไปนอนด้วย เตียงออกจะกว้าง”
“ไม่ใช่ว่าพวกเราต้องฝึกควบคุมพลังก่อนหรือเจ้าคะ?”
ซูเม่ยเหยาหันกลับมามองศิษย์ของตน
“ข้าจะฝึกไปทำไม? ตอนนี้ข้าอยู่ขอบเขตหลอมสุญญตา อีกนานกว่าจะเปลี่ยนวิถีได้ ข้าไม่ได้เข้าพิธีเย็นนี้เสียหน่อย”
พูดจบนางก็ปีนขึ้นไปนอนบนพื้นที่ซึ่งยังว่างอยู่ โดยไม่สนใจสายตาคับแค้นของคนด้านล่าง
ไป๋จิ้งเหวินมองภาพบนเตียง ก่อนหัวเราะเบา ๆ
“คึกคักดีจริง ๆ ไปเถอะเหยียนหนิง พวกเราเองก็ไปพักกันดีกว่า ปล่อยให้เด็ก ๆ อยู่กันไป”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้า
“อืม”
ทั้งสองเดินไปพักยังห้องข้าง ๆ ด้วยกัน
หลิงเยวี่ยยังคงยืนอยู่ที่เดิม สายตามองยูรันซึ่งถูกรายล้อมเอาไว้จนแทบไม่เหลือพื้นที่ว่าง ก่อนถอนหายใจอยู่ภายในใจ
[อึก...หากข้าไม่ได้เป็นอาจารย์ของเขา ป่านนี้ข้าคงหลับนอนกับเขาไปแล้ว]
นางหลับตาลง สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วหันหลังให้เตียง
ทว่าเปลวไฟซึ่งกำลังสุมอยู่ภายในอกกลับไม่มีทีท่าว่าจะสงบลงแม้แต่น้อย
ช่วงเย็น
ทุกคนเดินทางออกจากนครหลวงเทียนอู่ ก่อนเลือกพื้นที่โล่งกว้างซึ่งอยู่ห่างไกลจากผู้คน
โม่ชิงเฟิง หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ มู่เสวี่ยหนิง และเซียวซินเยวี่ยนั่งเรียงกันอยู่ตรงกลาง
รอบตัวพวกนางมีลู่ชิงถาน ไป๋หลิง หนานอวี้ เซี่ยเยว่หลี และหลานชิงอวี้ยืนล้อมเป็นวงกลม
ส่วนหลิงเยวี่ย ซูเม่ยเหยา ไป๋จิ้งเหวิน และลู่เหยียนหนิงยืนเฝ้ามองอยู่ด้านนอก สำหรับผู้ที่ยังไม่เคยเห็นการเปลี่ยนวิถี นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางจะได้เห็นขั้นตอนทั้งหมดด้วยตาตนเอง
เมื่อทุกคนพร้อม หญิงสาวทั้งห้าซึ่งยืนอยู่รอบนอกก็สำแดงดาราจักรภายในของตนออกมาพร้อมกัน
ห้วงดาราทั้งห้าปรากฏขึ้นโดยรอบ สุริยุปราคาเทียมห้าวงปรากฏขึ้นรอบตัว แต่ละวงเชื่อมต่อกับดาราจักรของผู้สำแดงโดยตรง
ครั้งนี้มีสุริยุปราคาถึงห้าวงคอยสนับสนุน ปริมาณพลังสำหรับแลกเปลี่ยนตบะจึงมากกว่าเดิม กระบวนการเปลี่ยนวิถีดำเนินไปอย่างรวดเร็วและมั่นคงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ตบะเดิมของหลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ มู่เสวี่ยหนิง และเซียวซินเยวี่ยล้วนอยู่ขอบเขตแก่นทองคำขั้นต้นเหมือนกัน ความเร็วในการแลกเปลี่ยนพลังของทั้งสี่จึงแทบไม่แตกต่างกัน
พลังจากวิถีเดิมค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยพลังแห่งเส้นทางดารา ก่อนแกนพลังรูปแบบใหม่จะเริ่มก่อกำเนิดขึ้นภายในดาราจักรของพวกนาง
ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!
แรงระเบิดปะทุออกจากร่างของทั้งสี่เกือบพร้อมกัน คลื่นพลังแผ่กระจายไปทั่วพื้นที่โล่ง แต่ยูรันเพียงยกมือขึ้นช่วยประคอง พลังซึ่งกำลังปั่นป่วนก็กลับเข้าสู่สมดุลอย่างรวดเร็ว
ไม่นาน หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ มู่เสวี่ยหนิง และเซียวซินเยวี่ยก็เปลี่ยนวิถีสำเร็จพร้อมกัน
ตบะของทั้งสี่เปลี่ยนจาก แก่นทองคำขั้นต้น เป็น ก่อแกนเอกภพขั้นต้น และสามารถสำแดงพลังได้ถึงระดับ วิญญาณทารก
ทว่าโม่ชิงเฟิงยังคงอยู่ระหว่างการแลกเปลี่ยนตบะ
ตบะเดิมของนางอยู่ขอบเขตวิญญาณทารกขั้นต้น ปริมาณพลังซึ่งต้องเปลี่ยนผ่านจึงมากกว่าคนอื่นหลายเท่า
ครืนนนนน!
พลังภายในร่างของโม่ชิงเฟิงปะทุขึ้นอย่างรุนแรง แรงระเบิดมหาศาลกวาดออกไปทุกทิศทางจนพื้นดินโดยรอบแตกร้าว
สีหน้าของหญิงสาวทั้งห้าซึ่งกำลังสำแดงสุริยุปราคาเปลี่ยนไปเล็กน้อย
พลังจากวิถีเดิมถูกแลกเปลี่ยนอย่างต่อเนื่อง ก่อนกลิ่นอายของผู้บำเพ็ญวิถีเดิมจะจางหายไปจนหมดสิ้น
ตูม!
แรงระเบิดระลอกสุดท้ายปะทุออกจากร่างของนาง ก่อนทุกสิ่งจะกลับคืนสู่ความสงบ
โม่ชิงเฟิงเปลี่ยนจาก วิญญาณทารกขั้นต้น เข้าสู่ ดาราแรกกำเนิดขั้นต้น ได้สำเร็จ และสามารถสำแดงพลังได้ถึงระดับ แปลงเทพ