คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 2977,929 ตัวอักษร

ตอนที่ 297

ยูรันถอนหายใจออกมา ก่อนลดมือลงอย่างสมบูรณ์

“ฟู่ว...รอบนี้เร็วกว่าครั้งก่อนมาก ใช้เวลาเพียงหนึ่งชั่วยามเท่านั้น”

เขามองคนทั้งห้าซึ่งเพิ่งเปลี่ยนวิถีสำเร็จ

“ลองตรวจสอบดาราจักรและพลังของตนเองดู หากมีสิ่งใดผิดปกติให้รีบบอก”

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่หลับตาตรวจสอบพลังภายในทันที ส่วนมู่เสวี่ยหนิงกับเซียวซินเยวี่ยกำลังมองดาราจักรซึ่งเพิ่งถือกำเนิดขึ้นด้วยความตื่นตะลึง

มีเพียงโม่ชิงเฟิงที่ลืมตาขึ้นพร้อมเสียงหัวเราะ

“ฮ่า ๆๆ!”

นางลุกขึ้น ก่อนคลี่พัดออกอย่างสง่างาม

“น้องหญิงคนดีของพี่ หนานอวี้ ไป๋หลิง...”

รอยยิ้มบนใบหน้าของนางค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นชั่วร้าย

“พวกเจ้าโดนแน่!”

หนานอวี้ขยับข้อนิ้วดังกร๊อบ ขณะที่ไป๋หลิงชักคมดาบคาตานะออกจากฝัก

“พี่ใหญ่คิดว่าพลังเพิ่มขึ้นแล้วจะเอาชนะพวกเราสองคนพร้อมกันได้หรือ?”

โม่ชิงเฟิงเชิดหน้าขึ้น

“ตอนนี้พี่สาวสำแดงพลังได้ถึงขอบเขตแปลงเทพ ส่วนพวกเจ้ายังอยู่แค่วิญญาณทารก จะเอาอะไรมาสู้?”

ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง

“อืม เพิ่งเปลี่ยนวิถีสำเร็จ สิ่งแรกที่คิดคือการกดหัวศิษย์น้อง”

เขากล่าวสรุปอย่างจริงจัง

“บัณฑิตเก๊จริง ๆ”

โม่ชิงเฟิงหันขวับ

“สามี นี่เรียกว่าทวงคืนความยุติธรรม!”

หนานอวี้แค่นเสียง ก่อนยกมือทั้งสองข้างขึ้น สัญลักษณ์หงส์เพลิงเปล่งแสงทันที

“เพ้อเจ้อ ข้ามีทั้งหงส์ฟ้า สายเลือดฟินิกซ์ และอาวุธวิเศษสนับมือหงส์เพลิงนภาซึ่งศิษย์น้องสร้างให้”

ฉือเหยียนกับจินอวี่บินขึ้นมาเกาะไหล่ของนางคนละข้าง เปลวเพลิงรอบตัวทั้งสองเชื่อมประสานกับสนับมือจนกลิ่นอายของหนานอวี้เพิ่มสูงขึ้นอีกหลายส่วน

ไป๋หลิงเองก็มือเรียกดาบประกายเหมันต์ออกมา

“หึ ข้าเองก็มีดาบประกายเหมันต์”

นางชี้ปลายดาบไปทางโม่ชิงเฟิง

“หากอยากสู้ก็เข้ามา ตัวเปล่าอย่างพี่ใหญ่คิดว่าจะเอาชนะพวกเราสองคนได้อย่างไร?”

โม่ชิงเฟิงก้มมองพัดในมือของตน ก่อนหันไปมองอาวุธของทั้งสอง

จากนั้นนางก็ค่อย ๆ หันมาทางยูรัน

“สามี...”

“หืม?”

“อาวุธของพี่สาวเล่า?”

“ยังไม่ได้สร้าง”

“แล้วเหตุใดพวกนางถึงมีหมดแล้ว?!”

“เพราะข้ารู้จักพวกนางก่อนท่าน”

“ลำเอียง!”

ยูรันส่ายหน้า

“เมื่อครู่ยังประกาศว่าจะกดพวกนางให้จมดินอยู่เลย ตอนนี้พอเห็นอาวุธแล้วจะมาร้องขอความยุติธรรมอะไรอีก?”

โม่ชิงเฟิงรีบถอยมาหลบหลังเขา

“พี่สาวเพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการให้อภัยคือคุณธรรมของบัณฑิต”

หนานอวี้กับไป๋หลิงตอบพร้อมกัน

“บัณฑิตเก๊!”

ยูรันมองทั้งสามสลับกัน ก่อนลูบคางอย่างสนใจ

“ลองสู้กันดูสิ ข้าว่าน่าสนใจดีออก”

เขาชี้ไปทางหนานอวี้กับไป๋หลิง

“ฝั่งหนึ่งมีสองคน อาวุธครบมือ แถมยังมีหงส์ฟ้าช่วยเสริมพลัง”

จากนั้นจึงชี้ไปทางโม่ชิงเฟิง

“ส่วนอีกฝั่งมีพลังสูงกว่าหนึ่งขอบเขต แต่ต้องสู้ตัวเปล่า”

ยูรันพยักหน้าให้กับความคิดของตนเอง

“อืม น่าสนใจ”

โม่ชิงเฟิงมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ

“สามี เจ้ากำลังยุให้ภรรยาตีกันเองนะ!”

“ท่านเป็นคนท้าพวกนางก่อน ข้าเพียงอยากดูผลลัพธ์”

หลิงเยวี่ยพิจารณาทั้งสาม ก่อนกล่าวเห็นด้วย

“ถือเป็นโอกาสทดสอบพลังหลังเปลี่ยนวิถีด้วย”

ซูเม่ยเหยาพยักหน้า

“ข้าเองก็อยากรู้ว่าความแตกต่างหนึ่งขอบเขตสามารถชดเชยจำนวน อาวุธ และสายเลือดพิเศษได้มากเพียงใด”

เมื่อเห็นว่าคนอื่นเริ่มสนใจ โม่ชิงเฟิงจึงไม่มีทางถอยอีก

นางคลี่พัดออก ก่อนเชิดหน้าขึ้น

“เอาก็เอา พี่สาวจะทำให้พวกเจ้าเห็นว่า ต่อให้ไม่มีอาวุธก็สามารถเอาชนะได้!”

ไป๋หลิงกับหนานอวี้แยกออกไปยืนคนละด้านทันที

ยูรันมองการต่อสู้ภายในม่านพลัง ก่อนลูบคางอย่างครุ่นคิด

“อืม หากอาเจ๊ไม่สามารถปิดการต่อสู้ได้ภายในเวลาอันรวดเร็ว สุดท้ายยังไงก็ต้องแพ้สินะ”

สายตาของเขาเลื่อนไปยังสนับมือหงส์เพลิงนภากับดาบประกายเหมันต์

“อาวุธทั้งสองชิ้นยังรวบรวมพลังปราณจากภายนอกมาใช้แทนพลังของผู้ถือได้อย่างต่อเนื่อง ยิ่งยืดเวลาต่อสู้ไปนานเท่าไร ฝั่งที่มีอาวุธก็ยิ่งได้เปรียบ”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ของที่ข้าสร้างนี่มันยอดเยี่ยมจริง ๆ”

ซูเม่ยเหยาถอนหายใจ

“สุดท้ายก็ชมตนเองสินะ”

“แต่ทักษะของหลิงเอ๋อร์กับศิษย์พี่สามยังอ่อนด้อยเกินไป ใช้ความสามารถของอาวุธออกมาได้ไม่เต็มที่เลยสักนิด”

ไป๋หลิงกับหนานอวี้หันขวับมามองเขาพร้อมกัน

“อ่อนด้อยหรือ?!”

ยูรันยกมือขึ้น ก่อนเปิดช่องว่างบนม่านพลัง

“ข้าเองก็อยากทดสอบขีดจำกัดของอาวุธทั้งสองชิ้นเหมือนกัน”

เขาก้าวผ่านม่านพลังเข้าไปอย่างสบาย ๆ

“ต่อไปตาข้า”

โม่ชิงเฟิงรีบวิ่งออกมาจากสนาม ก่อนหันกลับไปหัวเราะใส่สองศิษย์น้อง

“ฮ่า ๆๆ! พวกเจ้าจบเห่แล้ว!”

ไป๋หลิงกำดาบแน่นขึ้น

“สามีคิดจะสู้กับพวกเราสองคนพร้อมกันหรือ?”

“อืม”

ยูรันหยุดยืนตรงกลาง ก่อนกวักมือเรียก

“เข้ามาพร้อมกันเลย ข้าจะได้ดูว่าอาวุธที่สร้างขึ้นทนมือข้าได้มากเพียงใด”

หนานอวี้มองไป๋หลิง ก่อนกลืนน้ำลาย

“เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่าพวกเรากำลังจะซวย?”

ไป๋หลิงยกดาบขึ้นตั้งท่า

“เพราะข้าเองก็รู้สึกเหมือนกัน”

หนานอวี้รีบยกมือขึ้น

“เดี๋ยวก่อน! ข้ามีเงื่อนไข”

ยูรันเลิกคิ้ว

“ว่ามา”

“ห้ามใช้สายฟ้ากับเปลวเพลิง”

ยูรันถอนหายใจ

“ยังจะเรื่องมากอีก”

เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“ก็ได้ ข้าจะใช้เพียงวิชาธาตุน้ำสามวิชาเท่านั้น หากพวกเจ้าร่วมมือกันแล้วยังป้องกันไม่ได้ แสดงว่าทั้งการประสานงานและการควบคุมอาวุธยังอ่อนด้อยนัก”

ไป๋หลิงยกดาบประกายเหมันต์ขึ้น

“ตกลง”

ยูรันเดินออกไปยืนอีกด้านของสนาม ก่อนหันกลับมาหาทั้งสอง

“เตรียมตัวเสีย ข้าขอคิดก่อนว่าจะใช้วิชาอะไรบ้าง”

หนานอวี้หันไปกระซิบกับไป๋หลิง

“อย่างน้อยห้ามสายฟ้ากับไฟได้ พวกเราน่าจะพอรับมือไหว”

มู่เสวี่ยหนิงซึ่งยืนอยู่นอกม่านพลังได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าซับซ้อน

“พี่หญิงคงลืมไปแล้วว่า ท่านพี่เคยใช้วิชาน้ำลบทะเลลาวาออกไปเกือบหมดนะเจ้าคะ”

หนานอวี้ตบหน้าผากตนเองดังแปะ

“จริงด้วย! บัดซบ ข้าลืมไปได้อย่างไร?”

นางมองสนับมือหงส์เพลิงนภา ก่อนสีหน้าจะเปลี่ยนไป

“แย่แล้ว เปลวเพลิงของข้าถูกดับหมดแน่!”

หนานอวี้หันไปทางฉือเหยียนกับจินอวี่

“พวกเจ้าเตรียมตัว งัดทุกอย่างที่มีออกมาเลยนะ!”

“แกว๊กกกก!”

หงส์ฟ้าทั้งสองกระพือปีก เปลวเพลิงสีแดงทองลุกโชนขึ้นจากทั่วร่าง ก่อนเชื่อมประสานเข้ากับสนับมือของหนานอวี้

ไป๋หลิงเองก็ตั้งดาบประกายเหมันต์ขึ้น ไอเย็นแผ่กระจายไปทั่วบริเวณ ขณะที่สายตาจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของยูรัน

ยูรันยืนครุ่นคิดอยู่อีกครู่หนึ่ง

“อืม...จะใช้อะไรดีนะ?”

เขาประกบฝ่ามือ ก่อนประสานมุทราอย่างรวดเร็ว

“อืม ใช้อันนี้แล้วกัน”

“คาถาน้ำ กำแพงวารี!”

ซ่าาาาาา!

มวลน้ำมหาศาลพวยพุ่งออกจากปากของยูรัน ปริมาณของมันมากเสียจนดูราวกับแม่น้ำทั้งสายถูกปลดปล่อยออกมาในคราวเดียว

หนานอวี้รีบตะโกน

“พี่รอง เดี๋ยวข้าโจมตีก่อน!”

นางชกหมัดทั้งสองออกไป เปลวเพลิงจากสนับมือหงส์เพลิงนภาระเบิดขึ้นพร้อมกับเพลิงของหงส์ฟ้าทั้งสอง

ตูม! ตูม! ตูม!

เปลวเพลิงพุ่งเข้าใส่มวลน้ำอย่างต่อเนื่อง ไอน้ำสีขาวระเบิดออกมาจนบดบังทัศนวิสัยเกือบทั้งหมด

ทว่ายูรันยังคงพ่นน้ำออกมาไม่หยุด

ระหว่างนั้นมือทั้งสองของเขาก็เริ่มประสานมุทราชุดใหม่

“คาถาน้ำ คลื่นวารีกระแทก!”

ครืนนนนน!

มวลน้ำซึ่งท่วมอยู่โดยรอบพลันยกตัวสูงขึ้น ก่อนก่อตัวเป็นคลื่นขนาดมหึมาแล้วพุ่งกระแทกเข้าใส่ทั้งสองคน

ไป๋หลิงรีบตวัดดาบ

“แข็งตัว!”

ไอเย็นจากดาบประกายเหมันต์แผ่เข้าไปในคลื่นน้ำ มวลน้ำส่วนหน้าถูกแช่แข็งจนกลายเป็นกำแพงน้ำแข็งขนาดใหญ่

หนานอวี้เร่งเปลวเพลิงขึ้นถึงขีดสุด หวังเผามวลน้ำส่วนที่เหลือให้ระเหยไป

แต่น้ำมีปริมาณมากเกินไป

เปลวเพลิงสีแดงทองถูกกระแสน้ำกดทับจนหดเล็กลง ก่อนดับวูบไปเกือบทั้งหมด แม้แต่ฉือเหยียนกับจินอวี่ยังต้องรีบบินหนีกระแสน้ำด้วยสภาพขนเปียกโชก

เปรี๊ยะ!

กำแพงน้ำแข็งเริ่มแตกร้าว

ไป๋หลิงกัดฟันแน่น ก่อนส่งพลังทั้งหมดเข้าไปในดาบประกายเหมันต์เพื่อประคองแนวป้องกัน

ทว่าคลื่นกระแทกระลอกแล้วระลอกเล่ายังคงซัดเข้ามาไม่หยุด

เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!

ตูม!

กำแพงน้ำแข็งระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ มวลน้ำมหาศาลพุ่งกระแทกทั้งสองคนจนร่างลอยกระเด็นไปคนละทิศ ก่อนตกลงมากระแทกพื้นอย่างรุนแรง

“แค่ก ๆ!”

หนานอวี้สำลักน้ำจนแทบหายใจไม่ทัน ส่วนไป๋หลิงใช้ดาบค้ำพื้น พยายามพยุงตัวขึ้นทั้งที่ร่างกายยังสั่นไหว

ทั้งสองแทบยืนไม่อยู่ แต่ยังคงกัดฟันลุกขึ้นมาอีกครั้ง

ยูรันมองภาพตรงหน้า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“อืม ใช้ได้ มีจิตใจของนักสู้ดีนะ ยังพยายามยืนขึ้นมาอีก”

ยูรันประกบฝ่ามือ ก่อนประสานมุทราอีกครั้ง

“ถ้าเช่นนั้น ต่อไปเป็นไม้ตายของข้าเลยนะ”

“คาถาน้ำ กระสุนฉลามวารี!”

ครืนนนนน!

มวลน้ำทั้งหมดซึ่งยังหลงเหลืออยู่ภายในม่านพลังหมุนวนเข้าหากัน ก่อนก่อตัวเป็นฉลามวารี

มันอ้าปากซึ่งเต็มไปด้วยเขี้ยวแหลมคม ก่อนพุ่งเข้าหาไป๋หลิงกับหนานอวี้ราวกับต้องการกัดกลืนทั้งสองลงไปพร้อมกัน

หนานอวี้รวบรวมเปลวเพลิงทั้งหมดซึ่งยังเหลืออยู่ ก่อนชกหมัดออกไปสุดกำลัง

เปลวเพลิงจากสายเลือดฟินิกซ์ สนับมือหงส์เพลิงนภา และหงส์ฟ้าทั้งสองพุ่งออกมารวมเป็นสายเพลิงขนาดใหญ่

ด้านไป๋หลิงเองก็ตวัดดาบประกายเหมันต์ออกไปเต็มแรง คมดาบน้ำแข็งขนาดมหึมาพุ่งเข้าปะทะฉลามวารีพร้อมกัน

ตูม!

ฉลามวารีอ้าปากกว้าง ก่อนกัดกลืนเปลวเพลิงทั้งหมดเข้าไปต่อหน้าต่อตา

หนานอวี้เบิกตากว้าง

“เหตุใดมันถึงกินเปลวเพลิงของข้า?! ไม่นะ!”

คมดาบน้ำแข็งของไป๋หลิงฟันเข้าใส่กลางลำตัวของฉลาม แต่แทนที่จะผ่ามันออก น้ำรอบตัวกลับหมุนวนเข้าห่อหุ้ม ก่อนกลืนพลังเหมันต์เข้าไปจนหมดสิ้น

ไป๋หลิงเปลี่ยนสีหน้า

“น้ำแข็งของข้าก็ถูกมันกินไปเหมือนกัน!”

เมื่อปราศจากสิ่งขัดขวาง ฉลามวารีก็พุ่งเข้าหาทั้งสองต่อไปโดยไม่ลดความเร็วลงแม้แต่น้อย.