ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 298 ข้ารู้แล้ว! ไม่ต้องย้ำว่าข้าควบคุมอาวุธได้อ่อนด้อยอีก
ตูมมมมม!
ฉลามวารีพุ่งกระแทกทั้งสองคนเต็มแรง แรงระเบิดสั่นสะเทือนไปทั่วม่านพลังจนพื้นดินยุบตัวกลายเป็นหลุมขนาดใหญ่
เมื่อมวลน้ำแตกกระจายออก ไป๋หลิงกับหนานอวี้ก็นอนกองอยู่กลางหลุมในสภาพเปียกโชก
ฉือเหยียนกับจินอวี่ตกอยู่ข้างกัน ขนทั่วร่างเปียกจนแนบลู่ ไม่เหลือสภาพสง่างามของหงส์ฟ้าแม้แต่น้อย
ยูรันสลายมุทรา ก่อนเดินเข้ามามองผลงานของตนเอง
“มีอาวุธชั้นดีอยู่ในมือแท้ ๆ ข้าบอกแล้วว่าทักษะของพวกเจ้ายังอ่อนด้อย”
หนานอวี้พยายามเงยหน้าขึ้น
“ฉลามบ้าอะไรถึงกินเปลวเพลิงได้กัน...”
“ฉลามตัวนั้นสามารถกลืนกินพลังปราณจากการโจมตี แล้วนำมาเพิ่มพลังให้ตัวเองได้”
ทุกคนรอบสนามเบิกตากว้างพร้อมกัน
“อะไรนะ?!”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ยิ่งพวกเจ้าปล่อยพลังเข้าใส่มากเท่าไร มันก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น”
ไป๋หลิงกัดฟันถาม
“หมายความว่าการโจมตีเมื่อครู่ของพวกเรา...”
“อืม พวกเจ้าเป็นคนเพิ่มพลังให้ฉลาม ก่อนมันจะเอาพลังนั้นกลับมากระแทกพวกเจ้าเอง”
หนานอวี้ทุบพื้นอย่างคับแค้น
“เหตุใดไม่บอกพวกเราก่อน?!”
ยูรันเอียงศีรษะ
“หากบอกความสามารถของไม้ตายให้ศัตรูฟังก่อน แล้วจะเรียกว่าไม้ตายได้อย่างไร?”
“แต่นี่เป็นเพียงการทดสอบนะ!”
“อืม และผลการทดสอบก็คือพวกเจ้ายังอ่อนด้อย”
“ศิษย์น้องงงงงง!”
มู่เสวี่ยหนิงมองหลุมขนาดใหญ่ตรงหน้า ก่อนหันกลับมาหายูรันด้วยดวงตาเป็นประกาย
“ท่านพี่ ข้าอยากเรียนการประสานอินแล้วเจ้าค่ะ”
ยูรันเลิกคิ้ว
“โอ้ ในที่สุดก็เห็นประโยชน์แล้วหรือ?”
มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้ารัว ๆ
“เจ้าค่ะ หากสามารถสร้างวิชาและควบคุมพลังได้หลากหลายเช่นนี้ ข้าคิดว่าน่าจะนำมาประยุกต์ใช้กับการหลอมโอสถได้ด้วย”
“อืม ความคิดไม่เลว”
เซียวซินเยวี่ยรีบยกมือ
“ข้าเรียนด้วยเจ้าค่ะ!”
ซูเม่ยเหยามองฉลามวารีซึ่งเพิ่งสลายหายไป ก่อนกล่าวขึ้นอีกคน
“ข้าเองก็สนใจ หากนำไปช่วยควบคุมไฟกับสมุนไพร อาจทำให้การหลอมโอสถแม่นยำขึ้นมาก”
ยูรันกลับส่ายหน้า
“ตอนนี้ยังไม่ได้หรอก พวกเจ้ายังควบคุมพลังได้อ่อนด้อยเกินไป”
เขากวาดตามองทั้งสามคน
“ถึงจะดีกว่าเจ้างูสองตัวบนยอดเขา แต่ก็ยังถือว่าอ่อนอยู่ดี”
มู่เสวี่ยหนิงถามอย่างสงสัย
“การควบคุมพลังเกี่ยวข้องกับการประสานอินมากถึงเพียงนั้นเลยหรือเจ้าคะ?”
ยูรันพยักหน้า
“อืม เกี่ยวอยู่บางส่วน แต่ปัญหาที่สำคัญกว่าคือพวกเจ้ายึดติดกับรูปแบบของวิชามากเกินไป”
เขาหันไปทางหนานอวี้
“อย่างเช่นศิษย์พี่สาม เอาแต่เรียกร้องจะเรียนวิชานู้นวิชานี้อยู่ตลอด แบบนี้ใช้ไม่ได้”
หนานอวี้ซึ่งยังนอนอยู่ในหลุมเงียบลงทันที
“……”
ยูรันเดินเข้าไปหยิบสนับมือหงส์เพลิงนภาขึ้นมาพิจารณา
“ท่านใช้พลังของสนับมือรวบรวมไว้บนหมัด จากนั้นค่อยชกออกไปให้เกิดการระเบิดใช่หรือไม่?”
หนานอวี้พยักหน้า
“ใช่”
“แต่ข้าไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นก็ได้ ดูนี่”
ยูรันหันไปด้านข้าง ก่อนง้างหมัดแล้วชกออกไปเพียงครั้งเดียว
ตูม!
อากาศเบื้องหน้าระเบิดออกอย่างรุนแรง คลื่นกระแทกพุ่งเป็นเส้นตรงไปไกลจนพื้นดินตลอดแนวแตกกระจาย ทั้งที่หมัดของเขาไม่ได้สัมผัสสิ่งใดเลยแม้แต่น้อย
ยูรันหันกลับมา
“เป็นอย่างไร?”
หนานอวี้มองรอยทำลายตรงหน้าด้วยสีหน้าแข็งค้าง
“ท่านทำให้เกิดระเบิดโดยไม่ใช้สนับมือได้อย่างไร?”
“นั่นแหละที่เรียกว่าการควบคุมพลัง”
ยูรันหันไปทางไป๋หลิง
“ส่วนดาบของหลิงเอ๋อร์ก็ไม่ได้มีไว้ใช้แบบที่เจ้าทำอย่างเดียวเหมือนกัน เดี๋ยวข้าจะแสดงให้ดู”
เป๊าะ!
ยูรันดีดนิ้ว
ดาบประกายเหมันต์ในมือของไป๋หลิงสั่นไหว ก่อนหลุดออกจากมือนางแล้วพุ่งเข้าหายูรันทันที
หมับ!
ทันทีที่ยูรันจับด้ามดาบ รูปลักษณ์ของมันก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
ตัวดาบเพรียวบางและสง่างามขึ้น คมดาบใสราวกับผลึกน้ำแข็งบริสุทธิ์ ลวดลายเหมันต์สีเงินไหลไปตามสันดาบ ขณะที่ส่วนด้ามกับฝักปรากฏลวดลายสีทองและผลึกขนาดเล็กประดับอยู่ตามตำแหน่งต่าง ๆ
จากอาวุธซึ่งเดิมดูเย็นชาและคมกริบ พลันกลายเป็นสิ่งงดงามราวกับงานศิลป์ชั้นสูง
“โห...”
เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกัน
ไป๋จิ้งเหวินมองดาบในมือยูรัน ก่อนหันไปมองบุตรสาวของตน
“เหตุใดตอนอยู่กับหลิงเอ๋อร์ สภาพของมันจึง...เอ่อ ก็ดูเหมือนดาบทั่วไป”
นางหันกลับมาทางยูรันอีกครั้ง
“แต่พออยู่ในมือรันเอ๋อร์แล้ว กลับดูเหมือนเครื่องประดับล้ำค่ามากกว่าอาวุธเสียอีก?”
ไป๋หลิงมองดาบของตนด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องพูดตรงขนาดนั้นก็ได้...”
ยูรันโบกมือ
“เอาเถอะ เรื่องนั้นไม่สำคัญ ดูนี่”
เขาหันไปทางพื้นที่ว่าง ก่อนดีดนิ้วอีกครั้ง
เป๊าะ!
ก้อนหินจำนวนมากลอยขึ้นจากพื้น ก่อนพุ่งเข้ามารวมกันจนกลายเป็นกองหินขนาดใหญ่
ยูรันจับฝักดาบด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนลดตัวลงตั้งท่า
ฉับ!
เสียงคมดาบดังขึ้นเพียงครั้งเดียว
แต่ไม่มีผู้ใดมองเห็นว่าดาบถูกชักออกจากฝักตั้งแต่เมื่อไร
เมื่อทุกคนรู้สึกตัวอีกครั้ง ยูรันก็เก็บดาบกลับเข้าฝักเรียบร้อยแล้ว
กองหินตรงหน้ายังคงตั้งอยู่ในสภาพเดิม ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนปรากฏขึ้นบนพื้นผิว
ยูรันพยักหน้า
“เสร็จแล้ว ทุกคนเข้าไปดูสิ”
ทันทีที่ยูรันกล่าวจบ ทุกคนก็กรูกันเข้าไปล้อมกองหินขนาดใหญ่
หนานอวี้เป็นคนแรกที่ยื่นมือไปตบก้อนหินด้านหน้า
แปะ! แปะ!
นางตรวจอยู่หลายรอบ ก่อนหันกลับมาด้วยสีหน้างุนงง
“ไม่เห็นมีอะไรเลย เหมือนเดิมทุกอย่าง!”
โม่ชิงเฟิงเดินวนรอบกองหิน ก่อนใช้พัดเคาะตามจุดต่าง ๆ
“สามี เจ้าแน่ใจหรือว่าฟันโดน? พี่สาวว่ามันไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเลยนะ”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่แยกกันตรวจคนละด้าน
“ฝั่งนี้ก็ไม่มี”
“ด้านหลังก็เหมือนเดิมเจ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหนิงย่อตัวลงตรวจบริเวณฐานอย่างละเอียด
“ไม่มีรอยแตกร้าวเลยเจ้าค่ะ แม้แต่เศษหินก็ไม่หลุดออกมา”
เซียวซินเยวี่ยใช้นิ้วลูบพื้นผิว ก่อนลองเคาะฟังเสียงภายใน
“เนื้อหินยังแข็งอยู่ ไม่มีส่วนใดกลวงหรือแตกจากด้านในนะเจ้าคะ”
เซี่ยเยว่หลียืนกอดอกอยู่ด้านข้าง
“หรือว่าเจ้าเพียงชักดาบออกมาเพื่อความเท่ แต่ไม่ได้ฟันจริง?”
หลานชิงอวี้ขมวดคิ้ว
“ข้าได้ยินเสียงดาบเพียงครั้งเดียว แต่ไม่เห็นแม้แต่เงาของคมดาบเลยเจ้าค่ะ”
ซูเม่ยเหยาปล่อยการรับรู้ออกไปตรวจสอบ ก่อนส่ายหน้า
“ข้าไม่พบร่องรอยพลังจากคมดาบบนกองหิน”
แม้แต่หลิงเยวี่ยยังหรี่ตามองด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าเองก็ไม่เห็นว่าดาบถูกชักออกจากฝักตอนไหน”
ไป๋หลิงหันกลับไปมองดาบประกายเหมันต์ในมือยูรัน
“สามี ท่านฟันไปแล้วจริงหรือ?”
ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงมองกองหินสลับกับยูรันด้วยความสงสัย ขณะที่ลู่ชิงถานยังคงพยายามเพ่งหารอยตัดซึ่งอาจซ่อนอยู่
“ท่านพี่คงไม่หลอกพวกเราหรอกเจ้าค่ะ แต่...ท่านฟันตรงไหนกัน?”
ทุกคนตรวจสอบอยู่นาน แต่กองหินยังคงตั้งอยู่ในสภาพเดิมทุกประการ
ไม่มีรอยดาบ
ไม่มีรอยแตก
และไม่มีผู้ใดเห็นว่ายูรันลงมือในช่วงเวลาใดเลย
สุดท้ายสายตาทุกคู่จึงหันกลับมารวมอยู่ที่เขาพร้อมกัน
ยูรันหันไปทางไป๋จิ้งเหวิน
“ท่านแม่ไป๋ ลองใช้ดวงตาดูสิ”
ไป๋จิ้งเหวินพยักหน้า ก่อนกระตุ้นเนตรดาราพิสุทธิ์ขึ้นมา
ทันทีที่นางมองกองหินอีกครั้ง โครงสร้างและการไหลเวียนของพลังภายในก็ปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน
เพียงแวบเดียว ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง
“จริงด้วย หินก้อนนี้ถูกฟันไปแล้ว!”
ทุกคนหันขวับมาทางนาง
ไป๋จิ้งเหวินยกมือขึ้นลากเป็นแนวเฉียงกลางอากาศ
“รอยฟันเริ่มจากตรงนี้ ผ่านเข้าไปด้านในแล้วสิ้นสุดตรงนั้น แนวตัดตรงและแม่นยำมาก ไม่มีส่วนใดคลาดเคลื่อนเลย”
นางเพ่งมองลึกลงไปอีก
“พื้นผิวภายในรอยฟันยังถูกน้ำแข็งปกคลุมทั้งหมดด้วย แต่คมดาบหยุดก่อนทะลุถึงผิวด้านนอกราวสองนิ้ว”
“เพราะเหตุนี้ ภายนอกจึงไม่มีรอยใดปรากฏออกมา”
ยูรันพยักหน้า
“ถูกต้อง”
เขาชี้ไปยังกองหิน
“หากอยากเห็นก็ทุบเปลือกหินด้านนอกออกสิ”
หนานอวี้เดินเข้ามาทันที
ตูม!
เปลือกหินด้านนอกแตกกระจาย
ครืด...
หินส่วนบนค่อย ๆ เลื่อนออกตามแนวเฉียง ก่อนตกลงบนพื้นเสียงดังสนั่น
พื้นผิวซึ่งถูกตัดเผยออกมาต่อหน้าทุกคน มันเรียบเนียนราวกับกระจก ไม่มีรอยบิ่นแม้แต่น้อย และมีชั้นน้ำแข็งบางใสเกาะอยู่ทั่วแนวตัดอย่างสม่ำเสมอ
ทุกคนยืนมองภาพตรงหน้าด้วยสีหน้าตกตะลึง
ไป๋หลิงมองดาบประกายเหมันต์ซึ่งยังอยู่ในมือยูรัน ก่อนถาม
“ดาบของข้าทำเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?”
ยูรันส่ายหน้า
“ดาบทำไม่ได้ คนต่างหากที่ทำได้”
เขาพลิกคมดาบเล็กน้อย
“อาวุธเป็นเพียงสิ่งซึ่งช่วยเติมเต็มส่วนที่ผู้ใช้ยังขาด หากผู้ใช้ไม่ได้ขาดสิ่งใด มันก็จะช่วยส่งเสริมความสามารถเดิมให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น”
ยูรันหันไปมองไป๋หลิง
“หลิงเอ๋อร์ เจ้าต้องมีสมาธิและนิ่งกว่านี้ ไม่ใช่คิดอยากฟันก็ฟันออกไปทันที”
จากนั้นสายตาจึงเลื่อนไปทางหนานอวี้
“ส่วนศิษย์พี่สามก็เอาแต่ปล่อยพลังมั่วซั่ว อยากระเบิดก็ระเบิด อยากปล่อยไฟก็ปล่อย แบบนี้ใช้ไม่ได้”
หนานอวี้มุมปากกระตุก
ยูรันส่ายหน้าอย่างผิดหวัง
“เดี๋ยวข้าจะแสดงให้ดูอีกครั้ง”
เป๊าะ!
ทันทีที่ยูรันดีดนิ้ว สนับมือหงส์เพลิงนภาก็หลุดออกจากมือของหนานอวี้ ก่อนพุ่งเข้ามาสวมบนมือทั้งสองข้างของเขา
ยูรันยังคงถือดาบประกายเหมันต์เอาไว้ในมือข้างหนึ่ง
วูบ!
ทันทีที่อาวุธทั้งสองชนิดมาอยู่กับยูรันพร้อมกัน รูปลักษณ์ของพวกมันก็เริ่มเปลี่ยนแปลง
เปลวเพลิงสีแดงชาดลุกขึ้นตามขอบสนับมือ ลวดลายหงส์สีทองซึ่งเดิมซ่อนอยู่ค่อย ๆ ปรากฏชัด ขนปีกแต่ละเส้นถูกสลักอย่างละเอียดงดงาม ราวกับหงส์เพลิงกำลังกางปีกอยู่บนหลังมือของเขา
ดาบประกายเหมันต์เองก็ส่งเสียงสั่นกังวาน
ลวดลายอัคคีสีแดงทองจากสนับมือไหลเข้าไปบนตัวดาบ ก่อนแทรกตัวอยู่ท่ามกลางลายเหมันต์สีเงินอมฟ้า
ขณะเดียวกัน ลายเกล็ดหิมะสีเงินก็ปรากฏขึ้นบนสนับมือ แทรกอยู่ระหว่างลวดลายขนหงส์สีทองอย่างพอดี
อัคคีกับเหมันต์ไม่ได้หักล้างกันแม้แต่น้อย
ตรงกันข้าม พลังทั้งสองกลับส่งเสริมกันอย่างสมบูรณ์ จนดาบกับสนับมือดูราวกับถูกสร้างขึ้นมาเป็นอาวุธชุดเดียวกันตั้งแต่แรก
“โหหหหหห!”
เสียงอุทานดังขึ้นพร้อมกันอีกครั้ง
ลู่ชิงถานรีบขยับเข้ามามองใกล้ ๆ
“ท่านพี่ อาวุธทั้งสองสามารถเปลี่ยนรูปลักษณ์และเชื่อมลวดลายเข้าหากันได้ด้วยหรือเจ้าคะ?”
ลู่เหยียนหนิงมองอย่างไม่วางตา
“ทั้งที่เป็นอัคคีกับเหมันต์ แต่กลับไม่มีส่วนใดขัดแย้งกันเลย”
มู่เสวี่ยหนิงพึมพำ
“งดงามมากเจ้าค่ะ เหมือนเปลวเพลิงกำลังผลิบานอยู่ท่ามกลางเกล็ดหิมะ”
โม่ชิงเฟิงรีบเข้ามาเกาะแขนยูรัน
“สามี แล้วอาวุธของพี่สาวจะงดงามขนาดนี้หรือไม่?”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่เองก็มองอาวุธทั้งสองด้วยดวงตาเป็นประกาย เพราะพวกนางคือคนถัดไปซึ่งยูรันตั้งใจจะสร้างอาวุธให้
หนานอวี้มองสนับมือของตนบนมือยูรัน ก่อนตะโกนออกมาด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ข้ารู้แล้ว! ไม่ต้องย้ำว่าข้าควบคุมอาวุธได้อ่อนด้อยอีก!”
ยูรันหันมามองนาง
“ข้ายังไม่ได้พูดอะไรเลย”
สีหน้าของหนานอวี้แข็งค้างทันที.