คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 299 เท่มาก! สามี พี่สาวต้องเรียนวิชานี้ให้ได้!8,591 ตัวอักษร

ตอนที่ 299 เท่มาก! สามี พี่สาวต้องเรียนวิชานี้ให้ได้!

ยูรันยกมือซึ่งสวมสนับมือหงส์เพลิงนภาขึ้น

“ดูนี่นะ”

เขาหันไปยังพื้นที่ว่างอีกด้าน ก่อนดีดนิ้ว

เป๊าะ!

ก้อนหินจำนวนมากลอยขึ้นจากพื้น ก่อนรวมตัวกันเป็นกองหินขนาดใหญ่

ยูรันก้าวเข้าไปหา ง้างหมัดแล้วชกออกไปเพียงครั้งเดียว

ตุบ!

ไม่มีเปลวเพลิง

ไม่มีแรงระเบิด

แม้แต่กองหินก็ไม่ได้ขยับไปจากตำแหน่งเดิม

ยูรันลดหมัดลง

“เสร็จแล้ว”

“……”

ทุกคนยืนรออยู่ครู่หนึ่ง แต่ยังไม่มีสิ่งใดเปลี่ยนแปลง

มู่เสวี่ยหนิงนึกถึงการสาธิตด้วยดาบเมื่อครู่ ก่อนถามขึ้น

“ท่านพี่กำลังจะบอกว่า ความร้อนทั้งหมดอยู่ภายในสินะเจ้าคะ?”

ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

“ถูกต้อง เริ่มเข้าใจแล้วนี่”

ไป๋จิ้งเหวินกระตุ้นเนตรดาราพิสุทธิ์ขึ้นอีกครั้ง

เพียงมองผ่านเปลือกหินเข้าไป ดวงตาของนางก็เบิกกว้าง

“ด้านในละลายหมดแล้ว!”

ภายใต้เปลือกหินซึ่งยังเย็นและไม่มีรอยแตกร้าว เนื้อหินทั้งหมดภายในกลับถูกเผาจนหลอมละลายเป็นของเหลวสีแดง แต่ความร้อนแม้เพียงเล็กน้อยกลับไม่รั่วไหลออกมาด้านนอก

หนานอวี้มองหมัดของยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ

“ท่านส่งเปลวเพลิงทั้งหมดผ่านเข้าไปด้านใน โดยไม่ให้ระเบิดออกมาภายนอกเลยหรือ?”

“อืม”

ยูรันยกสนับมือขึ้น

“การระเบิดให้เสียงดังและเปลวไฟกระจายไปทั่วไม่ใช่เรื่องยาก สิ่งที่ยากคือทำให้พลังทั้งหมดไปอยู่ตรงจุดซึ่งต้องการ โดยไม่สูญเสียออกมาแม้แต่น้อย”

เขามองหนานอวี้

“นี่ต่างหากคือการควบคุม”

ยูรันยกสนับมือขึ้นอีกครั้ง

“ยังมีอีกนะ ดูนี่”

เป๊าะ!

ก้อนหินอีกกองลอยขึ้นมารวมตัวกันตรงหน้า

ยูรันเดินเข้าไปใกล้ ก่อนยกหมัดขึ้นชกเบา ๆ ราวกับเพียงแตะพื้นผิวเท่านั้น

ตุบ!

ด้านหน้าของกองหินไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แม้แต่รอยหมัดยังไม่ปรากฏ

แต่ในอึดใจต่อมา

ตูมมมมมมม!

หินครึ่งหลังระเบิดกระจายออกไปอย่างรุนแรง เศษหินพุ่งปลิวไปทั่วบริเวณ ก่อนเผยให้เห็นโพรงขนาดใหญ่ซึ่งถูกเจาะทะลุจากภายใน

ทุกคนรีบเดินอ้อมไปดูด้านหลัง

หลัวจินหยางเบิกตากว้าง

“ด้านหน้าสมบูรณ์ทุกอย่าง แต่ด้านหลังกลับระเบิดเป็นรูใหญ่เลย!”

ซูเม่ยเหยามองแนวพลังซึ่งหลงเหลืออยู่ภายใน

“พลังจากหมัดไม่ได้ระเบิดตอนสัมผัส แต่แทรกผ่านผิวด้านนอกเข้าไปปะทุอยู่ภายในสินะ”

ยูรันพยักหน้า

“ถูกต้อง เรียกว่าระเบิดภายใน”

เขาถอดสนับมือข้างหนึ่งขึ้นมาพิจารณา

“ต่อให้ภายนอกของศัตรูแข็งแกร่งเพียงใด หากปล่อยพลังผ่านเกราะเข้าไปแล้วระเบิดอยู่ข้างใน อวัยวะภายในก็รับความเสียหายเต็ม ๆ”

ยูรันยักไหล่

“ไส้ในของใครโดนแบบนี้เข้าไปก็เจ็บทั้งนั้นแหละ”

หนานอวี้ก้มมองสนับมือของตนด้วยแววตาเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

“อาวุธของข้าทำได้ถึงขนาดนี้เลยหรือ?”

ยูรันหันมามองนางอย่างหมดคำจะพูด

“เมื่อครู่ข้าก็บอกแล้วว่าอยู่ที่คนใช้ ยังจะพูดถึงแต่อาวุธอีก”

หนานอวี้เงียบลงทันที

ยูรันยกดาบประกายเหมันต์ขึ้น ก่อนกำหมัดซึ่งสวมสนับมือหงส์เพลิงนภา

“ดูอีกรอบ คราวนี้ข้าจะผสานพลังของสนับมือเข้ากับดาบ”

เป๊าะ!

ก้อนหินจำนวนมากลอยขึ้นมารวมกันเป็นกองใหญ่อีกครั้ง

ยูรันยืนอยู่ตรงหน้ากองหิน มือข้างหนึ่งจับฝักดาบ ส่วนอีกข้างวางอยู่บนด้าม

ฉับ!

เสียงชักดาบดังขึ้นเพียงชั่วพริบตา

เมื่อทุกคนมองเห็นอีกครั้ง คมดาบก็กลับเข้าไปอยู่ภายในฝักเรียบร้อยแล้ว

กองหินยังคงตั้งอยู่ในสภาพเดิม

หนึ่งลมหายใจผ่านไป

สองลมหายใจผ่านไป

ตูมมมมม!

กองหินระเบิดออกจากภายในอย่างรุนแรง เศษหินกระเด็นไปทั่วม่านพลัง ขณะที่ไอน้ำสีขาวจำนวนมหาศาลพวยพุ่งออกมาจากรอยแตก

ไป๋จิ้งเหวินกระตุ้นเนตรดาราพิสุทธิ์ขึ้นตรวจสอบทันที

“คมดาบสร้างรอยฟันและแช่แข็งเนื้อหินจากภายในก่อน”

นางเพ่งมองพลังซึ่งยังหลงเหลืออยู่

“จากนั้นเปลวเพลิงจึงไหลตามแนวรอยฟันเข้าไปหลอมละลายน้ำแข็งอย่างฉับพลัน น้ำแข็งเปลี่ยนเป็นไอน้ำภายในพื้นที่ปิดจนเกิดแรงดันมหาศาล สุดท้ายหินจึงระเบิดออกมาจากด้านใน”

ยูรันยิ้มกว้าง

“ใช่แล้ววววว!”

เขายกดาบกับสนับมือขึ้นพร้อมกัน

“หากประสานพลังเข้าด้วยกันดี ๆ ก็สามารถสร้างรูปแบบการโจมตีออกมาได้อีกตั้งมากมาย”

ยูรันมองอาวุธทั้งสองด้วยความพึงพอใจ

“เท่จะตาย”

หนานอวี้กับไป๋หลิงมองหน้ากัน ก่อนหันไปมองเศษหินซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้น

ก่อนหน้านี้ทั้งสองเอาแต่ปล่อยอัคคีกับเหมันต์แยกกันโจมตี แต่ยูรันกลับนำพลังซึ่งควรหักล้างกันมาผสานจนเกิดการโจมตีที่รุนแรงกว่าเดิมหลายเท่า

คราวนี้พวกนางเริ่มเข้าใจแล้วว่า สิ่งที่ยูรันเรียกว่า “การควบคุม” แตกต่างจากการปล่อยพลังออกไปอย่างเต็มกำลังเพียงใด

ยูรันมองอาวุธทั้งสองชิ้น ก่อนดีดนิ้วเบา ๆ

เป๊าะ!

ดาบประกายเหมันต์หลุดออกจากมือของเขาแล้วพุ่งกลับเข้าไปในมือของไป๋หลิง ส่วนสนับมือหงส์เพลิงนภาก็ลอยออกไปสวมบนมือทั้งสองข้างของหนานอวี้ตามเดิม

“เอาละ หากเข้าใจกันแล้วก็ต่อไป”

ยูรันหันไปทางหลานชิงอวี้

“ชิงอวี้ มาลองดูหน่อยว่าหนอนไหมสวรรค์ของเจ้าไปได้ไกลขนาดไหน”

หลานชิงอวี้สะดุ้งทันที

“ขะ...ของข้าหรือเจ้าคะ?”

“อืม เรียกมันออกมา”

หลานชิงอวี้มองเขาอย่างไม่ไว้วางใจ แต่สุดท้ายก็ยกมือขึ้น

“หนอนไหมสวรรค์ ออกมา!”

วูบ!

รอยสักบนหลังมือของนางเปล่งแสง ก่อนหนอนไหมสวรรค์จะปรากฏขึ้นพร้อมเส้นไหมสีขาวนวลซึ่งลอยวนอยู่รอบตัว

ยูรันมองเส้นไหมเหล่านั้น ก่อนยิ้มอย่างพึงพอใจ

“ข้าจะฟันเพียงครั้งเดียว”

เขากวาดตามองทุกคนโดยรอบ

“วิชานี้ทุกคนต้องชอบแน่นอน เพราะมันเท่ระเบิดระเบ้อ”

หนานอวี้มีดวงตาเป็นประกาย

“เท่กว่าวิชาเมื่อครู่อีกหรือ?”

“คนละแบบ”

โม่ชิงเฟิงรีบขยับเข้ามาด้านหน้า

“พี่สาวชอบของเท่ สามีรีบแสดงเร็วเข้า!”

ยูรันหันไปทางหลานชิงอวี้

“ชิงอวี้ ตั้งท่าป้องกัน”

เขาชี้ไปยังหนอนไหมสวรรค์

“เส้นไหมของมันควรแข็งแกร่งดุจเหล็กกล้า และในเมื่อสามารถสร้างออกมาได้อย่างไม่จำกัด เจ้าก็ควรซ้อนเส้นไหมให้มากที่สุด ก่อนบีบอัดพวกมันเข้าด้วยกันจนแน่น”

“พร้อมหรือยัง?”

หลานชิงอวี้รีบขยับออกไปยืนห่างจากยูรัน

เส้นไหมสีขาวนวลจำนวนมหาศาลพวยพุ่งออกจากหนอนไหมสวรรค์ ก่อนถักทอซ้อนกันเป็นชั้นแล้วถูกบีบอัดจนกลายเป็นกำแพงสีขาวหนาแน่น

นางสูดหายใจเข้าลึก ๆ ก่อนตะโกน

“พร้อมแล้วเจ้าค่ะ!”

“ดี”

ยูรันยกมือขึ้น ก่อนตวัดออกไปเบื้องหน้าเสมือนกำลังใช้ฝ่ามือแทนคมดาบ

ฟึ่บ!

คมพลังสีขาวรูปจันทร์เสี้ยวพุ่งออกจากปลายนิ้วของเขา

มันไม่ได้มีขนาดใหญ่โตหรือปลดปล่อยแรงกดดันน่าสะพรึงกลัว แต่ความคมกริบซึ่งแฝงอยู่ภายในกลับทำให้ทุกคนรู้สึกหนาวเยือกขึ้นมาพร้อมกัน

หนานอวี้เบิกตากว้าง

“นั่นมันวิชาอะไรกัน?”

โม่ชิงเฟิงมองคมพลังรูปจันทร์เสี้ยวโดยไม่กะพริบตา

“เท่มาก...”

ไป๋หลิงขมวดคิ้ว

“ข้าแทบสัมผัสไม่ได้เลยว่าพลังถูกปล่อยออกมาตอนไหน”

คมจันทร์เสี้ยวพุ่งมาถึงกำแพงเส้นไหมในพริบตา

หลานชิงอวี้เปลี่ยนสีหน้า

“เหวอออออ!”

นางรีบเร่งพลังทั้งหมดเข้าไปในหนอนไหมสวรรค์ เส้นไหมจำนวนมากถูกสร้างขึ้นและอัดเข้าไปเสริมกำแพงอย่างต่อเนื่อง

ตูมมมมม!

คมจันทร์เสี้ยวปะทะกำแพงเส้นไหม ก่อนตัดผ่านชั้นป้องกันเข้าไปทีละชั้น เส้นไหมสีขาวแตกกระจายไปทั่วท้องฟ้าราวกับหิมะ

แรงกระแทกซัดหลานชิงอวี้กระเด็นออกไป ก่อนตกลงบนพื้นไกลหลายสิบก้าว

“อึก...”

นางพยายามลุกขึ้นท่ามกลางเส้นไหมซึ่งกระจายอยู่ทั่วบริเวณ

ยูรันมองกำแพงที่ถูกตัดขาด ก่อนหันไปถามด้วยความไม่เข้าใจ

“ป้องกันไม่ได้อย่างไร? เมื่อครู่ข้าใช้พลังเบาที่สุดแล้วนะ”

หลานชิงอวี้เงยหน้าขึ้นมองเขา

“เบาที่สุดของศิษย์พี่ ไม่ได้แปลว่าเบาสำหรับคนอื่นนะเจ้าคะ!”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกัน.

มู่เสวี่ยหนิงกลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก

“อึก...ข้าเคยเห็นท่านพี่ใช้วิชานี้อย่างเต็มกำลังมาแล้วเจ้าค่ะ”

โม่ชิงเฟิงหันขวับมาทันที ดวงตายังคงจับจ้องคมพลังรูปจันทร์เสี้ยวสีขาวซึ่งกำลังสลายหายไปอย่างไม่กะพริบ

“ใช่! ตอนอยู่ในห้องที่เก้า สามีฟันเพียงครั้งเดียวก็ทำลายทุกสิ่งตรงหน้าไปเป็นแถบ!”

นางรีบหันกลับมาคว้าแขนของยูรันแล้วเขย่าไม่หยุด

“มันชื่อวิชาอะไรน่ะ? บอกพี่สาวหน่อยยยยยยยยยย!”

ยูรันปล่อยให้นางเขย่าอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย

“เขี้ยวจันทราทะลวงสวรรค์”

“เขี้ยวจันทราทะลวงสวรรค์...”

โม่ชิงเฟิงทวนชื่ออีกครั้ง ดวงตาเป็นประกายขึ้นมาทันที

“ชื่อเท่มาก! พี่สาวอยากเรียน!”

ยูรันยกมือขึ้น

“วิชานี้ใช้ซ้อนกันแบบนี้ได้ด้วยนะ”

มือข้างแรกกวาดออกไปในแนวนอน ก่อเกิดคมพลังรูปจันทร์เสี้ยวสีขาวทอดยาวอยู่กลางอากาศ จากนั้นมืออีกข้างพลันฟันลงในแนวตั้ง ตัดผ่านกึ่งกลางของคมพลังแรกอย่างแม่นยำ

“เขี้ยวจันทรากางเขนทะลวงสวรรค์!”

วูมมมม!

คมพลังทั้งสองผสานกันกลายเป็นกางเขนสีขาวขนาดมหึมา ก่อนพุ่งทะยานออกไปด้วยความเร็วอันน่าสะพรึงกลัว

ตู้มมมมม!

ต้นไม้ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายลี้ถูกกวาดหายไปทั้งแนว ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก มีเพียงร่องลึกเป็นรูปกางเขนขนาดใหญ่ซึ่งถูกทิ้งเอาไว้บนพื้นดิน

ทุกคนต่างยืนนิ่ง สายตาจับจ้องรอยทำลายรูปกางเขนเบื้องหน้า ขณะที่ความคิดมากมายผุดขึ้นมาไม่หยุด

ไป๋หลิงเป็นคนแรกที่มองเห็นแก่นสำคัญ

[วิชาเดิมมิได้เปลี่ยนไปเลย เพียงซ้อนการโจมตีสองครั้งเข้าด้วยกัน กลับมีอานุภาพเพิ่มขึ้นถึงเพียงนี้...]

หนานอวี้ก้มมองสนับมือของตน ดวงตาเป็นประกาย

[หากข้าควบคุมหมัดระเบิดภายในให้ซ้อนกันตรงจุดเดียว หรือระเบิดตามหลังเปลวเพลิง...อานุภาพต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าแน่!]

หลานชิงอวี้ซึ่งเพิ่งคลานออกมาจากหลุมมองร่องรอยรูปกางเขน ก่อนก้มมองเส้นไหมซึ่งกระจายอยู่รอบตัว

[หนอนไหมสวรรค์เปลี่ยนรูปร่างได้ไม่จำกัด หากข้าสร้างชั้นป้องกันหลายรูปแบบซ้อนกัน หรือใช้เส้นไหมตรึงศัตรูจากหลายทิศทางพร้อมกัน...]

หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่มองหน้ากัน ทั้งสองต่างเริ่มคิดถึงการผสานพลังสุริยัน แสง จันทรา และเงาของตนเข้าด้วยกัน

มู่เสวี่ยหนิงกับเซียวซินเยวี่ยกลับสนใจความแม่นยำของจุดตัด หากสามารถควบคุมพลังหลายสายให้บรรจบกันอย่างพอดี หลักการเดียวกันย่อมนำไปใช้กับการหลอมโอสถและการรักษาได้เช่นกัน

ซูเม่ยเหยาพยักหน้าช้า ๆ

[มิใช่เพียงพลังรุนแรง แต่เป็นการพลิกแพลงวิชาเดิมให้เกิดผลลัพธ์ใหม่...เด็กคนนี้กำลังสอนให้ทุกคนเลิกยึดติดกับรูปแบบ]

หลิงเยวี่ยมองยูรันด้วยแววตาครุ่นคิด เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่เขาต้องการแสดงมิใช่วิชาอันน่าตื่นตา แต่เป็นความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของการควบคุมพลัง

ส่วนโม่ชิงเฟิงไม่มีความคิดซับซ้อนถึงเพียงนั้น

ดวงตาของนางเปล่งประกาย ขณะกำหมัดแน่นด้วยความตื่นเต้น

“เท่มาก! สามี พี่สาวต้องเรียนวิชานี้ให้ได้!”