ตอนเผยแพร่
อ่านนิยาย
ตอนที่ 300 เด็กใจร้าย!
ยูรันตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิดแม้แต่น้อย
“ไม่สอน ขี้เกียจ”
ทุกคนซึ่งกำลังฮึกเหิมและจินตนาการถึงวิธีประยุกต์ใช้พลังของตนต่างแข็งค้างพร้อมกัน
ยูรันปัดฝุ่นบนแขนเสื้อ ก่อนหันหลังเดินออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
“ไปกินข้าวกันเถอะ ข้าหิวแล้ว”
โม่ชิงเฟิงได้สติเป็นคนแรก นางรีบวิ่งตามไปเกาะแขนเขา
“เดี๋ยวสิสามี! อย่างน้อยก็สอนพี่สาวปล่อยจันทร์เสี้ยวก่อน!”
“ไม่เอา ยุ่งยาก”
“พี่สาวเรียนเร็วมากนะ!”
“บัณฑิตเก๊อย่างท่านเนี่ยนะ?”
“สามี!”
หนานอวี้มองตามทั้งสอง ก่อนถอนหายใจออกมา
“อืม...จบแบบนี้สมเป็นศิษย์น้องดี”
ภายในร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง
ยูรันกวาดตามองหญิงสาวทั้งสิบสี่คนซึ่งนั่งรออยู่รอบโต๊ะ ก่อนถอนหายใจยาว
“เฮ้อ...เหตุใดข้าถึงต้องขอใช้ห้องครัวทุกมื้ออยู่ร่ำไป”
หนานอวี้ตอบทันที
“เพราะอาหารของเจ้าดีกว่าอาหารหมาอย่างไรเล่า”
โม่ชิงเฟิงสะดุ้งเฮือก
“เหตุใดต้องหันมามองพี่สาวตอนพูดด้วย!”
ไป๋หลิงแค่นเสียง
“เพราะคนแถวนี้เคยเลือกอาหารหมาแทนอาหารของสามี”
“พี่สาวถูกหลอกนะ!”
“ผลลัพธ์เหมือนกัน”
ยูรันยกมือกุมขมับ ก่อนหันไปเรียกเสี่ยวเอ้อร์
“ไปบอกเถ้าแก่ ข้าขอยืมห้องครัวสักครู่ ค่าใช้จ่ายคิดเพิ่มมาได้เลย”
เสี่ยวเอ้อร์มองคนเต็มโต๊ะสลับกับยูรันอย่างงุนงง
“คุณชายมาร้านอาหาร...เพื่อทำอาหารกินเองหรือขอรับ?”
“อืม ข้าเองก็กำลังสงสัยว่ามาที่นี่ทำไมเหมือนกัน”
ไม่นานนัก อาหารนับสิบจานก็ถูกยกออกมาวางจนเต็มโต๊ะ
เพียงฝาครอบจานแรกถูกเปิดออก กลิ่นหอมเข้มข้นก็แผ่กระจายไปทั่วทั้งร้านในพริบตา
เสียงสนทนาซึ่งเคยดังเซ็งแซ่พลันเงียบลง
ตะเกียบของแขกหลายคนค้างอยู่กลางอากาศ ทุกสายตาค่อย ๆ หันมาจับจ้องโต๊ะของยูรันโดยพร้อมเพรียงกัน บางคนถึงกับลืมเคี้ยวอาหารในปาก ส่วนอีกหลายคนเผลอกลืนน้ำลายเสียงดัง
“กลิ่นอะไรกัน...”
“เหตุใดอาหารบนโต๊ะข้าจึงดูไร้ค่าไปเลย?”
“บ้าไปแล้ว! เพียงได้กลิ่นข้าก็ไม่อยากกินอาหารของร้านนี้ต่อแล้ว!”
ชายร่างใหญ่คนหนึ่งมองเนื้อในจานของตน ก่อนเหลือบไปเห็นเนื้อย่างซึ่งกำลังส่งไอร้อนอยู่บนโต๊ะยูรัน น้ำตาแทบไหลออกมา
“นี่ข้ากำลังกินอะไรอยู่กันแน่...”
เสี่ยวเอ้อร์กับพ่อครัวของร้านยืนเบียดกันอยู่ตรงประตูห้องครัว แต่ละคนจ้องอาหารเต็มโต๊ะจนน้ำลายแทบไหลถึงพื้น
ยูรันนั่งลงอย่างไม่ทุกข์ร้อน ก่อนหยิบตะเกียบขึ้นมา
“อืม จากลางสังหรณ์ของข้านะ ทุกครั้งที่ข้าทำอาหารในต่างเมือง...”
มู่เสวี่ยหนิงรีบกล่าวแทรก
“ท่านพี่หยุดพูดเถอะเจ้าค่ะ”
ยูรันยังคงพูดต่อราวกับไม่ได้ยิน
“มันจะต้องมีอะไรโผล่มาแน่ ๆ”
ตึก ตึก
สิ้นคำ เสียงฝีเท้าสองคู่ก็ดังเข้ามาจากหน้าร้าน
หญิงสาวคนแรกมีรูปร่างสูงโปร่ง สวมชุดสีแดงเข้ม ท่วงท่าทะมัดทะแมงและเปี่ยมไปด้วยกลิ่นอายร้อนแรง นิสัยห้าวหาญของนางดูคล้ายหนานอวี้อยู่หลายส่วน นางคือผู้อาวุโสเฟิงแห่งสำนักเหอซาน นามว่า เฟิงซูหลาน
ทันทีที่เห็นคนคุ้นเคย นางก็ยกมือขึ้นโบกอย่างอารมณ์ดี
“ฮายยยยย หลิงเยวี่ย!”
หญิงสาวอีกคนเดินตามเข้ามาอย่างเงียบเชียบ นางสวมชุดสีขาวเรียบง่าย สีหน้าสงบนิ่งและเย็นชาอยู่หลายส่วนคล้ายไป๋หลิง เพียงแต่หากพูดถึงเรื่องบัญชีแล้ว ความสามารถของนางกลับตรงกันข้ามกับไป๋หลิงโดยสิ้นเชิง
นางคือผู้อาวุโสเหอแห่งสำนักเหอซาน เหอหว่านชิง
เหอหว่านชิงพยักหน้าให้หลิงเยวี่ยเล็กน้อย
“ไม่ได้พบกันนานเลยนะ หลิงเยวี่ย”
ทุกคนรอบโต๊ะค่อย ๆ หันมามองยูรันพร้อมกัน
มู่เสวี่ยหนิงถอนหายใจ
“ข้าบอกแล้วว่าท่านพี่ไม่น่าพูดเลยเจ้าค่ะ”
ยูรันถอนหายใจ ก่อนคีบเนื้อเข้าปากอย่างช่วยไม่ได้
“เฮ้อ ข้าจะไปรู้ได้อย่างไร ลางสังหรณ์มันแม่นเอง”
เหอหว่านชิงมองหลิงเยวี่ย ก่อนเหลือบมองอาหารซึ่งวางอยู่เต็มโต๊ะ
“หลิงเยวี่ย พวกเราขอร่วมโต๊ะด้วยได้หรือไม่?”
หลิงเยวี่ยตอบทันทีโดยไม่เสียเวลาคิด
“ไสหัวไป”
บรรยากาศทั่วทั้งร้านเงียบลงฉับพลัน
เฟิงซูหลานกลับไม่สะทกสะท้าน นางลากเก้าอี้จากโต๊ะข้าง ๆ เข้ามาด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ยังอารมณ์ร้อนไม่เปลี่ยนเลยนะ ข้าก็แค่คิดถึงเพื่อนเก่าเท่านั้นเอง”
เมื่อเห็นแววตาของหลิงเยวี่ยเย็นลง นางจึงยกมือทั้งสองขึ้นอย่างยอมแพ้
“ยังโกรธเรื่องนั้นอยู่อีกหรือ? มันผ่านมาตั้งนานแล้วนะ”
ยูรันซึ่งกำลังคีบอาหารชะงักไป ดวงตาพลันเป็นประกายด้วยความสนใจ
“โอ้ ๆๆๆ ดราม่าสุดมัน”
หลิงเยวี่ยหันมามองเขาช้า ๆ
“รันเอ๋อร์”
“หืม?”
“กินข้าวแล้วหุบปากเสีย”
“อืม”
ยูรันก้มหน้ากินต่ออย่างว่าง่าย ทว่าดวงตายังคงมองสลับระหว่างหญิงสาวทั้งสามอย่างไม่คิดจะปิดบังความอยากรู้อยากเห็นแม้แต่น้อย ส่วนคนอื่นรอบโต๊ะเองก็ค่อย ๆ ชะลอการคีบอาหารลงอย่างพร้อมเพรียง
เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครคิดจะพลาดเรื่องนี้เช่นกัน
เฟิงซูหลานหันมาพิจารณายูรันตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ดวงตาของนางค่อย ๆ เป็นประกายขึ้นมา
“หืม หน้าตาหล่อเหลาไม่เบา แถมดวงตายังงดงามถึงเพียงนี้”
นางโน้มตัวเข้ามาเล็กน้อย ก่อนส่งยิ้มให้เขาอย่างเปิดเผย
“หนุ่มน้อย สนใจไปอยู่กับพี่สาวหรือไม่? พี่สาวรับรองว่าจะดูแลเจ้าอย่างดีเลยนะ”
ยูรันตอบโดยไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ข้าขอปฏิเสธ”
เฟิงซูหลานชะงัก
“ตอบเร็วจัง ไม่ลองคิดดูก่อนหรือ?”
“ไม่ละ ข้าชอบดูเรื่องดราม่าของผู้อื่น แต่ไม่ชอบให้ตนเองเข้าไปอยู่ในเรื่องดราม่า”
หลิงเยวี่ยยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“หึ”
แม้รอยยิ้มนั้นจะปรากฏเพียงชั่วครู่ แต่เหอหว่านชิงกลับสังเกตเห็นอย่างชัดเจน
“หายากนะที่หลิงเยวี่ยจะยิ้มเช่นนี้”
นางหันมามองยูรันอย่างสนใจ ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสงบนิ่งราวกับกำลังพูดเรื่องธรรมดา
“แสดงว่าเด็กคนนี้คงสำคัญต่อนางไม่น้อย”
เหอหว่านชิงเดินเข้ามาใกล้โต๊ะอีกก้าว
“หากข้าจะขอตัวเขาไป คงไม่เป็นไรใช่หรือไม่?”
จากนั้นนางก็ก้มมองยูรัน
“เด็กน้อย เจ้าชื่ออะไร? ไปอยู่กับพี่สาวที่สำนักเหอซานดีหรือไม่?”
“พวกเราสองคนจะบำเพ็ญคู่กับเจ้าทุกวันเลย”
พรึ่บ!
หญิงสาวทุกคนรอบโต๊ะลุกขึ้นพร้อมกันจนเก้าอี้ครูดพื้นเสียงดัง ไม่เว้นแม้แต่ลู่ชิงถานซึ่งปกติมักสงวนท่าที
สายตานับสิบคู่จับจ้องเหอหว่านชิงกับเฟิงซูหลานเป็นจุดเดียว บรรยากาศทั่วทั้งร้านพลันเย็นเยียบลงในพริบตา
ยูรันยกมือขึ้นกดอากาศเบา ๆ
“นั่งลง”
หญิงสาวรอบโต๊ะกำลังจะนั่งตามคำสั่ง ทว่าเฟิงซูหลานกลับลากเก้าอี้เข้ามาด้วยแววตาเป็นประกาย
“โอ้ ๆ หมายถึงพี่สาวด้วยใช่หรือไม่?”
นางวางมือลงบนพนักเก้าอี้อย่างอารมณ์ดี
“ถ้าเช่นนั้นพี่สาวก็ไม่เกรงใจแล้วนะ”
หลิงเยวี่ยเหลือบมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ
“กล้านั่งก็ลองดู”
มือของเฟิงซูหลานชะงักอยู่กลางอากาศ
ก่อนที่นางจะทันตอบ เสียงอ่อนหวานของลู่ชิงถานก็ดังขึ้นจากอีกด้านหนึ่ง
“ใช่เจ้าค่ะ”
หญิงสาวก้าวมาขวางข้างยูรัน ก่อนส่งรอยยิ้มสุภาพให้ผู้อาวุโสทั้งสอง
“หากยัยแก่สองคนนี้กล้านั่ง ก็ลองดูได้เลยเจ้าค่ะ”
ทุกคนรอบโต๊ะหันขวับมามองลู่ชิงถานพร้อมกัน
แม้แต่ไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิงยังมีสีหน้าประหลาดใจ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าคนซึ่งดูเรียบร้อยที่สุดจะเป็นฝ่ายเปิดฉากก่อน
เหอหว่านชิงยกมือแตะแก้มตนเองช้า ๆ
“ยัยแก่?”
เฟิงซูหลานกะพริบตาปริบ ๆ
“น้องสาว เจ้าดูอ่อนหวานเช่นนี้ เหตุใดวาจาจึงรุนแรงนักเล่า?”
ลู่ชิงถานยังคงยิ้มอย่างงดงาม
“เพราะพวกท่านคิดจะแย่งท่านพี่ของข้าเจ้าค่ะ”
ยูรันยกมือขึ้นห้าม ก่อนดึงลู่ชิงถานกลับมา
“พอแล้วชิงถาน นั่งลง”
“แต่ว่า—”
“ไม่มีแต่ นั่งลงให้หมดทุกคน”
หญิงสาวรอบโต๊ะจึงค่อย ๆ กลับไปนั่ง แม้สายตาหลายคู่ยังคงจับจ้องแขกผู้มาใหม่อย่างระแวดระวัง
ยูรันชี้ไปยังที่ว่างฝั่งตรงข้าม
“ส่วนป้าสองคน ไปนั่งฝั่งนู้นกับอาจารย์”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงแข็งค้างพร้อมกัน
“ป้า?”
“พวกท่านรู้จักกับอาจารย์อยู่แล้วแท้ ๆ จะมานั่งข้างข้าทำไม?”
เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอก สีหน้าราวกับถูกแทงเข้ากลางใจ
“เมื่อครู่ยังเรียกพี่สาวอยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงกลายเป็นป้าแล้ว!”
ยูรันเลิกคิ้ว
“ใครเรียกพวกท่านว่าพี่สาวมิทราบ? ข้าเห็นมีแต่พวกท่านสองคนเรียกตนเองอยู่ฝ่ายเดียว”
เฟิงซูหลานอ้าปากค้าง ก่อนหันไปหาเหอหว่านชิงเพื่อขอความช่วยเหลือ
เหอหว่านชิงนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เขาพูดถูก”
“เหตุใดเจ้าถึงเข้าข้างเขา!”
“ข้าเพียงกล่าวความจริง”
ยูรันชี้ไปยังเก้าอี้ฝั่งหลิงเยวี่ยอีกครั้ง
“ไปนั่งได้แล้ว อาหารจะเย็นหมด”
เฟิงซูหลานยังคงไม่ยอมแพ้
“เรียกพี่สาวสักคำแล้วข้าจะไปนั่ง”
“เช่นนั้นก็ยืนต่อไป”
“เด็กใจร้าย!”
หลิงเยวี่ยเหลือบมองเฟิงซูหลาน ก่อนยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย
“สมควร”
สุดท้ายเฟิงซูหลานจึงต้องลากเก้าอี้ไปนั่งข้างหลิงเยวี่ยด้วยสีหน้ากระเง้ากระงอด ขณะที่เหอหว่านชิงตามไปนั่งอย่างสงบ