คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 301 พวกเรางดงามถึงเพียงนี้จะขึ้นคานได้อย่างไร8,057 ตัวอักษร

ตอนที่ 301 พวกเรางดงามถึงเพียงนี้จะขึ้นคานได้อย่างไร

เฟิงซูหลานเพิ่งคีบอาหารเข้าปากได้คำเดียว ดวงตาของนางก็เบิกกว้างทันที

“ว้าว! อร่อยมาก!”

นางรีบหันมาหายูรันอีกครั้ง

“หนุ่มน้อย มาอยู่กับพี่สาวเถอะนะ อยากกินอะไรพี่สาวจะหาวัตถุดิบมาให้เจ้าทุกอย่างเลย!”

เหอหว่านชิงพยักหน้าเห็นด้วย ขณะที่ตะเกียบยังคงคีบอาหารไม่หยุด

“ใช่ พี่สาวสองคนจะดูแลเจ้าเอง”

ยูรันถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“เฮ้อ ข้าเพิ่งปฏิเสธไปไม่ถึงครึ่งก้านธูป พวกท่านนี่หน้าหนากันจริง ๆ”

เฟิงซูหลานทำเป็นไม่ได้ยิน ก่อนคีบเนื้ออีกชิ้นเข้าปาก

ยูรันเหลือบมองหญิงสาวทั้งสองสลับกับหลิงเยวี่ย ดวงตาพลันเปล่งประกายด้วยความอยากรู้อยากเห็น

“ช่างเถอะ เล่าให้ข้าฟังหน่อยสิว่าเรื่องราวมันเป็นมาอย่างไร”

“เหตุใดพวกเราต้องเล่าให้เจ้าฟังด้วย?” เฟิงซูหลานถาม

“เพราะข้าชอบเสือกเรื่องชาวบ้าน”

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนมองทั้งสามคนอย่างพิจารณา

“ถ้าให้ข้าเดานะ อาจารย์มีกายาหยินบริสุทธิ์ จึงไม่อาจบำเพ็ญคู่กับผู้อื่นได้ตามปกติ”

มือของหลิงเยวี่ยชะงักเล็กน้อย

“ส่วนพวกท่านสองคนก็ดันไปชักชวนอาจารย์ให้บำเพ็ญคู่ด้วยกัน นางไม่ยอม พวกท่านยังตามตื๊อไม่เลิก สุดท้ายเลยแตกหักแยกย้ายกันไป แล้วพวกท่านก็ย้ายไปอยู่สำนักเหอซาน”

กึก!

ตะเกียบในมือของเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงหยุดลงพร้อมกัน

หลิงเยวี่ยค่อย ๆ หันมามองยูรัน ขณะที่คนอื่นรอบโต๊ะเงียบกริบ

เหอหว่านชิงเป็นฝ่ายถามขึ้นก่อน

“เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”

ยูรันยักไหล่

“เดาเอา”

“เดาถูกทั้งหมดเลยหรือ?”

“อืม ดูไม่ยากนี่”

เฟิงซูหลานมองเขาราวกับกำลังเห็นสัตว์ประหลาด

ยูรันนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวต่อ

“แต่สิ่งที่ข้าสงสัยไม่ใช่เรื่องที่พวกท่านทะเลาะกับอาจารย์”

“แล้วเจ้าสงสัยเรื่องใด?”

“เหตุใดสำนักของพวกท่านจึงชื่อเหอซาน ไม่ใช่สำนักเหอฮวน?”

พรวด!

เฟิงซูหลานแทบสำลักอาหาร นางรีบวางตะเกียบลงก่อนตบโต๊ะ

“เหอฮวนนั่นมันแหล่งรวมพวกวิปริตทางเพศ! พวกเราบริสุทธิ์ใจกันนะ!”

ยูรันพยักหน้ารับอย่างไม่ใส่ใจ

“อ๋อ แล้วพวกท่านมีคู่บำเพ็ญกันหรือยัง?”

ลู่ชิงถานลุกพรวดขึ้นทันที

“ท่านพี่!”

ยูรันยกมือขึ้นกดอากาศ

“นั่งลง”

“แต่ว่าพวกนาง—”

“ข้าแค่ถามเรื่องชาวบ้าน นั่งลงก่อน”

ลู่ชิงถานเม้มริมฝีปาก ก่อนยอมนั่งลงอย่างไม่เต็มใจนัก

เฟิงซูหลานตอบอย่างตรงไปตรงมา

“เคยมีสิ แต่เลิกรากันไปแล้ว”

เหอหว่านชิงพยักหน้าตาม

“ใช่ พวกเราเองก็เคยมีคนรักเหมือนกัน”

ยูรันหรี่ตามองหญิงสาวทั้งสองสลับไปมา

เฟิงซูหลานเริ่มรู้สึกไม่ชอบมาพากล

“เหตุใดเจ้าจึงมองพวกเราเช่นนั้น?”

“เปล่า”

“สีหน้าเจ้าไม่ได้บอกว่าเปล่าเลยนะ!”

ยูรันยังคงจ้องอยู่พักหนึ่ง ก่อนลากเสียงยาว

“อืมมมมม...”

หญิงสาวคนอื่นรอบโต๊ะชะลอการกินลงอีกครั้ง ทุกคนต่างสัมผัสได้เหมือนกันว่า ยูรันกำลังจะขุดเรื่องบางอย่างออกมาได้อีกแล้ว

ยูรันหันไปทางหลิงเยวี่ย

“อาจารย์ สรุปแล้วพวกท่านทะเลาะกันเพราะเรื่องไหน?”

หลิงเยวี่ยเหลือบมองเขา

“เจ้าหมายถึงอะไร?”

“หนึ่ง พวกนางสองคนไปมีคนรักก่อน จากนั้นก็เอาแต่กดดันท่านให้หาคู่บำเพ็ญ แล้วบอกว่าจะช่วยหาให้”

ยูรันยกนิ้วขึ้นอีกนิ้ว

“หรือสอง พวกนางเพียงมาชักชวนให้ท่านลองบำเพ็ญคู่ โดยยังไม่ได้มีคนรักของตนเอง”

หลิงเยวี่ยตอบทันที

“อย่างแรก”

นางวางตะเกียบลง ก่อนปรายตามองอดีตสหายทั้งสองอย่างเย็นชา

“พวกมันสองตัวพอมีคนรักแล้วก็เอาแต่กดดันข้า บอกว่าข้าไม่ควรอยู่เพียงลำพัง ทั้งยังพยายามหาคู่บำเพ็ญมาให้ไม่หยุด”

“ข้ารำคาญ จึงแตกหักกับพวกมันเสียเลย”

“……”

เฟิงซูหลานยกมือขึ้นเล็กน้อย

“ตอนนั้นพวกเราเพียงหวังดี—”

“หุบปาก”

“อืม...”

เหอหว่านชิงยังคงกินอาหารอย่างสงบนิ่ง ราวกับเรื่องราวทั้งหมดไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง

ยูรันพยักหน้าช้า ๆ

“อ๋อ พอมีคนรักก็ทิ้งเพื่อน แถมยังกดดันให้เพื่อนต้องมีตาม พอเลิกรากับคนรักแล้วจึงกลับมาตามง้อเพื่อนเก่า”

เขาหรี่ตามองทั้งสองคนอีกครั้ง

“หน้าหนาจริง ๆ ด้วย”

เฟิงซูหลานแทบสำลัก

“เหตุใดเจ้าถึงสรุปให้พวกเราดูเลวร้ายกว่าเดิมอีก!”

ยูรันวางตะเกียบลง ก่อนเอนตัวพิงพนักเก้าอี้

“เอาละ ข้าจะถามเป็นคำถามสุดท้าย”

น้ำเสียงของเขายังคงฟังดูเกียจคร้าน ทว่าดวงตากลับจับจ้องหญิงสาวทั้งสองอย่างพิจารณา

“พวกท่านเคยมีคนรักและเคยมีคู่บำเพ็ญจริงหรือ?”

กึก

ตะเกียบในมือของเหอหว่านชิงหยุดค้างอยู่เหนือจานอาหาร

รอยยิ้มบนใบหน้าของเฟิงซูหลานเองก็แข็งไปเล็กน้อย

บรรยากาศรอบโต๊ะพลันเงียบลง ทุกคนต่างหันมามองผู้อาวุโสทั้งสอง แม้แต่หลิงเยวี่ยยังหรี่ตาลงรอฟังคำตอบ

ยูรันมองปฏิกิริยาของพวกนาง ก่อนเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ

“ว่าอย่างไร?”

เฟิงซูหลานเหลือบมองเหอหว่านชิง ส่วนเหอหว่านชิงก็มองกลับมาโดยไม่พูดอะไร

เพียงเท่านี้ ทุกคนรอบโต๊ะก็เริ่มรู้สึกได้แล้วว่า เรื่องนี้อาจไม่ได้เป็นอย่างที่พวกนางกล่าวไว้ตั้งแต่แรก

โม่ชิงเฟิงทุบฝ่ามือลงบนโต๊ะเสียงดัง

“เดี๋ยวก่อน!”

ทุกคนหันมามองนางพร้อมกัน

“ตอนที่ข้าแกล้งใช้ชื่อปลอมต่อหน้าศิษย์น้อง เขาก็จับได้ทันทีว่าข้ากำลังโกหก”

นางชี้ไปทางเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง

“ถ้าเช่นนั้น การที่ยัยแก่สองคนนี้อ้างว่ามีคนรักเพื่อใช้กดดันอาจารย์...”

โม่ชิงเฟิงเบิกตากว้าง

“ก็แปลว่าพวกนางไม่เคยมีคนรักมาตั้งแต่แรกน่ะสิ!”

เปรี้ยงงงงง!

ถ้อยคำของนางประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางโต๊ะอาหาร

ทุกสายตาค่อย ๆ หันไปจับจ้องเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงพร้อมกัน

เหงื่อเย็นหยดหนึ่งไหลลงมาตามขมับของเฟิงซูหลาน ส่วนเหอหว่านชิงซึ่งพยายามรักษาสีหน้าเรียบเฉยกลับคีบอาหารเข้าปากผิดด้าน

เฟิงซูหลานรีบกล่าวขึ้น

“อย่าเพิ่งมองพวกเราเช่นนั้น! พวกเรามีคนรักจริง ๆ เพียงแต่ความสัมพันธ์ในตอนนั้นเป็นความลับ จึงไม่อาจเปิดเผยชื่อได้!”

เหอหว่านชิงพยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ทั้งที่ยังคงถือตะเกียบกลับด้าน

“ถูกต้อง คู่บำเพ็ญของพวกเราไม่ชอบเปิดเผยตัวตน แม้แต่พวกเราเองก็เรียกพวกเขาด้วยนามแฝงมาโดยตลอด”

ยูรันเลิกคิ้ว

“นามแฝงว่าอะไร?”

“เอ่อ...”

เฟิงซูหลานเหลือบมองเหอหว่านชิง

“อาเฟิง”

เหอหว่านชิงหันขวับ

“เจ้าชื่อเฟิงซูหลานไม่ใช่หรือ?”

“ข้าหมายถึงเขาชอบลม!”

“เมื่อครู่เจ้ายังบอกว่าจำชื่อไม่ได้อยู่เลย”

“ก็นี่มันนามแฝง ไม่ใช่ชื่อจริง!”

เฟิงซูหลานยังคงดิ้นรนแถต่อไป ทว่าเซี่ยเยว่หลีซึ่งฟังอยู่นานกลับยกมือขึ้นเล็กน้อย

“แต่ว่าตอนที่ข้าพบสามีครั้งแรก ข้ายังไม่ได้บอกนามสกุลของตนเองเลยนะ”

ทุกคนหันมามองนาง

“ถึงอย่างนั้น สามีก็ยังจับได้ทันทีว่าข้าแซ่เซี่ย ทั้งยังมองออกด้วยว่าข้าเกี่ยวข้องกับราชวงศ์”

เซี่ยเยว่หลีมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงสลับกัน

“สามีจับโกหกเก่งมาก แถมยังไม่เคยทายผิดเลยสักครั้ง”

นางเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวสรุปช้า ๆ

“เช่นนั้นก็แปลว่า...”

ทุกคนรอบโต๊ะกล่าวขึ้นพร้อมกัน

“พวกนางโกหก!”

เปรี้ยงงงงง!

สีหน้าของเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงแข็งค้างอย่างสมบูรณ์ ขณะที่หลิงเยวี่ยค่อย ๆ ลุกขึ้นจากเก้าอี้

“พวกเจ้าเตรียมคำอธิบายไว้ให้ดี”

เฟิงซูหลานรีบหันไปหายูรัน

“หนุ่มน้อย ช่วยพวกพี่สาวก่อน!”

ยูรันยกมือขึ้นห้ามหลิงเยวี่ย

“อาจารย์ นั่งลงก่อน อาหารยังไม่หมด”

หลิงเยวี่ยหันมามองเขา

“เจ้าจะช่วยพวกนาง?”

“เปล่า ข้าเพียงเสียดายอาหาร หากท่านลงมือตอนนี้ โต๊ะคงแตกหมด”

“……”

หลิงเยวี่ยมองอดีตสหายทั้งสองด้วยสายตาเย็นเยียบ ก่อนยอมนั่งลงตามเดิม

เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงถอนหายใจอย่างโล่งอกพร้อมกัน

ยูรันคีบอาหารขึ้นมาอีกคำ แล้วกล่าวอย่างไม่เร่งรีบ

“พวกท่านคงอยากรู้สินะว่าข้ารู้ได้อย่างไรว่าใครกำลังโกหก”

คนรอบโต๊ะพยักหน้าพร้อมกัน แม้แต่หลิงเยวี่ยยังหันมาสนใจ

หนานอวี้รีบถาม

“ใช่! เจ้าดูออกได้อย่างไร? มีวิชาอ่านใจหรือ?”

เซี่ยเยว่หลีส่ายหน้า

“ตอนที่สามีพบข้าครั้งแรก เนตรของเขายังไม่ฟื้นคืนด้วยซ้ำ ย่อมไม่เกี่ยวกับวิชาเนตร”

เฟิงซูหลานชะโงกหน้าเข้ามา

“หรือว่าเจ้าสังเกตชีพจร ลมหายใจ และการเปลี่ยนแปลงของพลังปราณ?”

ยูรันมองทุกคนซึ่งกำลังรอคำตอบ ก่อนยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ

“อืม...อยากรู้กันจริง ๆ หรือ?”

ยูรันวางถ้วยชาลง

“เวลาแต่ละคนโกหก จะมีกลิ่นแปลก ๆ แทรกออกมา”

ทุกคนรอบโต๊ะชะงัก ก่อนเริ่มสูดจมูกโดยไม่รู้ตัว

“อย่างตอนที่เยว่หลีโกหกข้าว่านางไม่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์ ข้ากลับเคยพบหลานอิงมาก่อนแล้ว”

ยูรันชี้ไปทางเซี่ยเยว่หลี

“สายเลือดของพวกนางมีกลิ่นคล้ายกัน พอเยว่หลีพูดว่าไม่ใช่คนของราชวงศ์ กลิ่นจากสายเลือดกับคำพูดจึงขัดแย้งกันทันที ข้าเลยรู้ว่านางโกหก ประมาณนั้นแหละ”

เซี่ยเยว่หลีหัวเราะแห้ง ๆ

“หมายความว่าต่อให้ข้าเตรียมข้ออ้างมาดีเพียงใด สามีก็จับได้ตั้งแต่แรกอยู่แล้วหรือ?”

“ใช่”

ยูรันหันกลับมาทางเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิง

“ส่วนพวกท่านก็เหมือนกัน พวกท่านบอกว่าเคยมีคนรัก เคยมีคู่บำเพ็ญ หรืออะไรก็ช่าง แต่สิ่งที่ข้าได้กลิ่นกลับเป็น...”

เฟิงซูหลานขมวดคิ้ว

“กลิ่น?”

“อืม กลิ่นความโสด”

“กลิ่นความโสด?”

หญิงสาวทั้งสองทวนคำพร้อมกัน

ยูรันพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง

“ใช่ กลิ่นความโสดของพวกท่านรุนแรงมาก รุนแรงชนิดที่ว่าต่อให้เป็นคนบ้าผู้หญิงอย่างศิษย์พี่เย่ยังไม่ชายตามอง”

เขาหยุดคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม

“หากปล่อยเอาไว้เช่นนี้ พวกท่านคงขึ้นคานไปจนตายแน่นอน”

“……”

ทั้งร้านเงียบกริบ

เฟิงซูหลานยกมือขึ้นดมแขนเสื้อของตนเองโดยไม่รู้ตัว ส่วนเหอหว่านชิงก้มมองร่างกายตนด้วยสีหน้าซับซ้อน

โม่ชิงเฟิงเป็นคนแรกที่กลั้นหัวเราะไม่อยู่

“พรืด! กลิ่นความโสดรุนแรงจนบุรุษบ้ากามยังเมิน!”

หนานอวี้กับเซี่ยเยว่หลีรีบยกมือปิดปาก แต่ไหล่ของทั้งสองกลับสั่นอย่างเห็นได้ชัด

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบเพื่อปิดบังรอยยิ้มตรงมุมปาก

เฟิงซูหลานหน้าแดงก่ำ ก่อนทุบโต๊ะเสียงดัง

“เจ้าพูดจาเสียมารยาทเกินไปแล้ว! พวกเรางดงามถึงเพียงนี้จะขึ้นคานได้อย่างไร!”