ตอนที่ 304 หน็อย เจ้าเด็กนี่
ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนกวาดตามองสีหน้าหลากหลายของทุกคน
“เป็นอย่างไรบ้าง สนุกไหม?”
เขาหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
“ข้านั่งดูพวกเจ้าหลอกกันเองเฉย ๆ ยังสนุกมากเลย ฮ่า ๆๆๆ!”
หนานอวี้ทุบหมอนดังปุ
“ข้าไม่สนุก! ข้าอยากเป็นหมาป่า แต่กลับได้ชาวบ้านธรรมดาซึ่งไม่มีอะไรให้ทำเลย!”
โม่ชิงเฟิงเชิดหน้าขึ้น
“พี่สาวสนุกมาก โดยเฉพาะตอนปกป้องน้องหกสำเร็จ เห็นหรือไม่ว่าพี่สาวเหมาะกับบทบาทสำคัญเพียงใด”
ไป๋หลิงเหลือบมองนาง
“คืนแรกเจ้าปกป้องตนเอง”
“การรักษาชีวิตทหารยามเอาไว้ก็สำคัญเหมือนกัน!”
หลัวจินหยางหันไปทางน้องสาวฝาแฝด
“จินเยว่ เหตุใดมีคนตั้งสิบสามคน แต่เจ้าดันเลือกตรวจข้าเป็นคนแรก?”
หลัวจินเยว่ตอบอย่างจริงจัง
“เพราะพี่หญิงโกหกไม่เก่งเจ้าค่ะ”
“เจ้ายังไม่ได้เจอข้าก่อนตรวจด้วยซ้ำ!”
“แต่ข้ารู้จักพี่หญิงดีที่สุด”
หลัวจินหยางแทบกระอักเลือด
ซูเม่ยเหยาถอนหายใจ ก่อนหันไปมองไป๋หลิง
“ส่วนเจ้า เพียงต้องการให้คนอื่นประหารตน เหตุใดถึงชี้มาที่ข้าแล้วบอกว่าเป็นหมาป่า?”
“เดาเอา”
“แล้วเหตุใดถึงเดาถูก?”
“โชคดี”
“……”
เซียวซินเยวี่ยยิ้มหวานให้ลู่ชิงถาน
“อย่างน้อยพวกเราก็ได้เป็นคู่รักกันนะ”
ลู่ชิงถานหน้าแดงเล็กน้อย ก่อนพึมพำ
“แต่พวกเราตายพร้อมกันเลยนะเจ้าคะ...”
“โรแมนติกดีออก”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“เห็นหรือไม่ว่าแม่จับคู่ได้ดี”
ทั้งสองหันมามองนางพร้อมกัน
“ไม่ดีเลย!”
ไป๋หลิงยังคงไม่เลิกจ้องลู่ชิงถาน
“ส่วนเจ้า เหตุใดก่อนตายต้องยิงข้า?”
“เพราะท่านโกหกมากที่สุดเจ้าค่ะ”
“นั่นคือเป้าหมายของบทข้า!”
หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ ก่อนกล่าวอย่างสงบ
“เกมนี้น่าสนใจจริง ทุกคนถูกตัดพลังจนหมด เหลือเพียงการสังเกตและตัดสินใจ”
นางปรายตามองยูรัน
“แต่คนซึ่งสนุกที่สุดเห็นจะเป็นผู้ดำเนินรายการที่เอาแต่นั่งหัวเราะผู้อื่น”
ยูรันพยักหน้ารับอย่างไม่คิดปฏิเสธ
“ถูกต้อง”
“เพราะฉะนั้นรอบต่อไป ข้าจะยังเป็นผู้ดำเนินรายการเหมือนเดิม”
เสียงคัดค้านดังขึ้นทั่วทั้งห้องทันที
“ไม่ได้!”
ยูรันเลิกคิ้ว
“ทำไมเล่า? ลืมไปแล้วหรือว่าข้าจับโกหกเก่งเพียงใด”
เสียงคัดค้านภายในห้องค่อย ๆ เงียบลง
“คิดดีแล้วหรือว่าจะให้ข้าลงเล่นด้วย? หากข้าเป็นชาวบ้าน พวกหมาป่าคงถูกจับได้ตั้งแต่วันแรก”
เขายักไหล่
“แต่หากข้าเป็นหมาป่า พวกเจ้าก็ไม่มีทางจับข้าได้เหมือนกัน”
“เกมไพ่พวกเจ้ายังแพ้ข้าทุกตา เกมนี้อยากแพ้อีกหรือ?”
ทุกคนมองหน้ากันไปมา
หลัวจินหยางมีสีหน้าลำบากใจ
“ถ้าเขาเข้าร่วมจริง ไม่ว่าฝ่ายใดได้ตัวเขาไปก็คงได้เปรียบมากเกินไป”
หนานอวี้กลับกำหมัดแน่น
“แต่ข้าอยากลองหลอกศิษย์น้องดู!”
ยูรันหันไปมองนาง
“ศิษย์พี่สาม แค่ได้บทชาวบ้านธรรมดายังประกาศอยากฆ่าคนตั้งแต่เกมไม่เริ่ม ใครจะเชื่อคำโกหกของท่าน?”
“อึก...”
ไป๋จิ้งเหวินหัวเราะเบา ๆ
“เช่นนั้นให้รันเอ๋อร์เป็นผู้ดำเนินรายการต่อไปก็ดีแล้ว อย่างน้อยทุกฝ่ายก็ยังมีโอกาสชนะเท่ากัน”
หลิงเยวี่ยพยักหน้าเห็นด้วย
“เอาตามนั้น”
ยูรันยกมุมปากอย่างพึงพอใจ
“ตัดสินใจถูกต้องแล้ว”
“ข้าจะได้นั่งดูพวกเจ้าฆ่ากันเองอย่างสนุกสนานต่อไป ฮ่า ๆๆๆ!”
คืนนั้นไม่มีผู้ใดยอมพักผ่อน พวกนางเล่นกันต่ออีกหลายรอบอย่างเมามัน
ไม่ว่าผู้ใดจะสุ่มได้บทบาทอะไร ทุกคนต่างงัดเล่ห์เหลี่ยมออกมาใช้กันเต็มที่ ทั้งโกหก ใส่ร้าย อ้างบทบาท สร้างพรรคพวก และหักหลังกันกลางวงอย่างไม่ไว้หน้า เสียงโต้เถียงดังออกมาจากโลกกระจกแทบตลอดทั้งคืน
แต่ละรอบจบลงด้วยความวุ่นวาย บางคนถูกพวกเดียวกันลากไปประหาร บางคนโกหกจนแม้แต่ตนเองยังลืมว่าก่อนหน้านี้พูดอะไรเอาไว้ ส่วนบางคนถูกจับได้ตั้งแต่ยังไม่ทันกล่าวประโยคที่สอง
ยูรันนั่งมองอยู่ด้านนอกด้วยสีหน้ารื่นเริง ยิ่งเห็นพวกนางเถียงกันจนแทบจะลงไม้ลงมือ เขาก็ยิ่งหัวเราะอย่างมีความสุข
สุดท้ายเสียงกล่าวหา เสียงกรีดร้อง และเสียงทุบโต๊ะก็ดังต่อเนื่องไปจนฟ้าสาง โดยไม่มีผู้ใดยอมแพ้หรือยอมเลิกก่อนแม้แต่คนเดียว
แสงอรุณสาดลอดเข้ามาทางหน้าต่าง แต่ภายในโลกกระจกยังคงเต็มไปด้วยเสียงโต้เถียงไม่มีทีท่าว่าจะจบ
ยูรันยกมือขึ้น ก่อนสั่งให้กระจกเทพสัจธรรมหยุดการจำลองทั้งหมด
พรึ่บ!
หญิงสาวทั้งสิบสี่คนถูกส่งกลับออกมาภายในห้องพร้อมกัน หลายคนยังคงชี้หน้ากันค้างอยู่ บางคนถึงกับอ้าปากเตรียมกล่าวหาอีกฝ่ายต่อ
“พอแล้ว เช้าแล้ว”
ยูรันตัดบทโดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้ใดเถียง
“เดี๋ยวข้าทำอาหารให้กิน กินกันในห้องนี่แหละ”
หนานอวี้ซึ่งกำลังจะพุ่งเข้าไปเอาเรื่องไป๋หลิงชะงักทันที
“อาหารเช้าหรือ?”
“อืม”
“เช่นนั้นพักรบก่อน!”
ไป๋หลิงแค่นเสียง
“เจ้าพูดเหมือนกับว่าข้ากลัวเจ้า”
“ไม่กลัวก็ดี กินเสร็จแล้วมาเล่นกันต่อ!”
“เอาสิ!”
ยูรันมองพวกนางซึ่งเพิ่งทะเลาะกันตลอดทั้งคืน แต่กลับมีแรงขึ้นมาทันทีเมื่อได้ยินคำว่าอาหาร ก่อนถอนหายใจอย่างหมดคำจะพูด
“พวกท่านนี่พลังงานเหลือเฟือกันจริง ๆ”
ระหว่างรออาหาร หนานอวี้ค่อย ๆ ขยับเข้าไปนั่งข้างไป๋หลิง ก่อนโน้มตัวกระซิบเสียงเบา
“พี่รอง ให้ข้าเรียกศิษย์น้องว่าสามีบ้างเถอะนะ”
ไป๋หลิงเหลือบตามองนาง
หนานอวี้รีบกุมแขนอีกฝ่ายแล้วเขย่าเบา ๆ
“นี่ก็นานมากแล้ว ท่านจะลงโทษข้าไปถึงเมื่อไรกัน?”
ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างเชื่องช้า
“อืม...ก็ได้”
ดวงตาของหนานอวี้พลันเป็นประกาย นางรีบขยับเข้าไปใกล้กว่าเดิม
“เช่นนั้นให้สามีเรียกข้าว่าอวี้เอ๋อด้วยได้หรือไม่? นะ พี่รองนะ...”
ไป๋หลิงหรี่ตามองนาง
“ได้คืบจะเอาศอกจริง ๆ นะ เจ้านี่”
หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ พลางส่งรอยยิ้มออดอ้อนให้อย่างสุดกำลัง
ไป๋หลิงถอนหายใจ
“เอาเถอะ ได้”
“ฮี่ ๆ!”
หนานอวี้รีบปล่อยแขนไป๋หลิง ก่อนนั่งยิ้มอยู่คนเดียวอย่างมีความสุข ราวกับเพิ่งได้รับสมบัติล้ำค่ามาครอบครอง
ไป๋หลิงมองท่าทางของนางแล้วส่ายหน้า
“เจ้าตัวแสบ”
ระหว่างที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นจากด้านนอก
ก๊อก ๆๆๆ!
หนานอวี้เงยหน้าขึ้นจากชามข้าว
“ใคร?”
“เดี๋ยวข้าไปเปิดเองเจ้าค่ะ”
มู่เสวี่ยหนิงวางตะเกียบ ก่อนลุกไปเปิดประตู
ทันทีที่ประตูแง้มออก เฟิงซูหลานก็โผล่หน้าเข้ามา พร้อมสูดกลิ่นอาหารเข้าเต็มปอด
“ฮายยยยย! ได้กลิ่นอาหารเช้าตั้งแต่สุดทางเดินเลย!”
เหอหว่านชิงซึ่งยืนอยู่ด้านหลังยกมือทักทายอย่างสงบ
“อรุณสวัสดิ์”
ลู่ชิงถานวางตะเกียบลงทันที ก่อนหันขวับไปมองแขกทั้งสองด้วยสายตาไม่เป็นมิตร
“ยัยป้าสองคนนี้มาทำอะไรอีก?”
เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอก สีหน้าราวกับได้รับบาดเจ็บสาหัส
“น้องหญิง ปากคอร้ายถึงเพียงนี้ พี่สาวเจ็บไปหมดแล้วนะ”
“ที่นี่ไม่ต้อนรับเจ้าค่ะ”
“ทำไมเล่า?”
เฟิงซูหลานกะพริบตาปริบ ๆ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เดี๋ยวพวกเราก็ได้เป็นพี่น้องกันแล้วนาาาาา”
ปี๊ด! ปี๊ด! ปี๊ด!
เส้นเลือดบนหน้าผากของหญิงสาวหลายคนปูดขึ้นมาพร้อมกัน
หนานอวี้ค่อย ๆ วางชามข้าวลง
“พวกเราซัดนางเลยดีหรือไม่?”
“อย่าพูดเช่นนั้นสิ ใจเย็นก่อน”
เฟิงซูหลานรีบยกมือห้าม
เซี่ยเยว่หลีแค่นเสียงเย็นชา พลังปราณรอบกายเริ่มสั่นสะเทือนจนโต๊ะอาหารส่งเสียงครืดคราด
“ข้าไม่เย็นแล้ว”
เหอหว่านชิงกลับไม่สนใจบรรยากาศรอบตัว นางมองอาหารเต็มโต๊ะ ก่อนหันไปหายูรันด้วยแววตาคาดหวัง
“ใจร้ายกันจริง ๆ น้องชาย ขอพี่สาวคนสวยสองคนนั่งด้วยนะ แค่รับประทานอาหารด้วยกันเอง”
ยูรันขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนตอบอย่างไม่ใส่ใจ
“อยากกินก็กิน”
ดวงตาของเฟิงซูหลานพลันเป็นประกาย
“ดูสิ! น้องชายใจดีจะตายไป!”
พูดจบ นางกับเหอหว่านชิงก็รีบลากเก้าอี้มานั่งร่วมโต๊ะทันที ราวกับกลัวว่ายูรันจะเปลี่ยนใจ
ลู่ชิงถานมองการเคลื่อนไหวอันคล่องแคล่วของทั้งสอง ก่อนพึมพำด้วยสีหน้ารังเกียจ
“หน้าหนาจริง ๆ เลยนะเจ้าคะ...”
หลิงเยวี่ยมองสหายเก่าทั้งสองซึ่งกำลังคีบอาหารเข้าปากอย่างหน้าตาเฉย ก่อนถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“แล้วสรุป พวกเจ้ามาทำอะไรแต่เช้า?”
เฟิงซูหลานชะงักไปเล็กน้อย
“นี่เจ้าลืมแล้วหรือ? เมื่อวานพวกเรามีเดิมพันกับน้องชายเอาไว้ไง”
ยูรันเงยหน้าขึ้น
“อ๋อ เรื่องศิษย์พี่เย่”
“ใช่! พวกเราจะไปหาเขาเดี๋ยวนี้!”
“เขาไม่อยู่หรอก”
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงชะงักพร้อมกัน
“ไม่อยู่?”
“อืม กว่าจะโผล่มาก็คงวันประลองนู่น”
ยูรันคีบอาหารเข้าปาก ก่อนกล่าวต่ออย่างสบายอารมณ์
“เขาคงไปเตรียมการอะไรบางอย่างกับผู้อาวุโสตู้ฉางคงแห่งยอดเขากระบี่ เพื่อจับอาจารย์ละมั้ง”
ตะเกียบในมือหลิงเยวี่ยหยุดนิ่ง
บรรยากาศสนุกสนานรอบโต๊ะพลันเงียบลงในทันที
เฟิงซูหลานลดชามข้าวลงช้า ๆ
“จับหลิงเยวี่ย?”
“ข้าแค่เดา”
ยูรันยักไหล่
“สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากสำนักตั้งไกล เจ้าสำนักก็ไม่ได้มาด้วย ส่วนข้าเองก็กวนประสาทเขาไปหลายรอบ เขาคงแค้นข้าน่าดู”
เขาเหลือบมองหลิงเยวี่ยเล็กน้อย
“หากรอบนี้จับอาจารย์ไม่ได้ ข้าว่าเขาก็คงทรยศสำนักนั่นแหละ”
ทั่วทั้งโต๊ะตกอยู่ในความเงียบอีกครั้ง
หลิงเยวี่ยหรี่ตาลง กลิ่นอายเย็นเยียบแผ่ออกจากร่างอย่างช้า ๆ
“เจ้ารู้เรื่องนี้มาตั้งแต่เมื่อใด?”
“ก็เพิ่งเดาได้เมื่อครู่นี้”
“มั่นใจแล้วใช่ไหม?”
“ก็ใช่ข้าเคยเดาผิดที่ไหน ถึงจะแค่เดาก็เถอะ”
เฟิงซูหลานมองยูรันสลับกับหลิงเยวี่ย ก่อนพึมพำออกมา
“เหตุใดเรื่องเดิมพันของข้าจึงกลายเป็นเรื่องทรยศสำนักไปได้เล่า?”
เหอหว่านชิงคีบอาหารอีกคำเข้าปากอย่างใจเย็น
“อย่างน้อยก็แปลว่าพวกเรายังไม่แพ้”
ยูรันพยักหน้า
“อืม ยังไม่แพ้ตอนนี้ เดี๋ยวเจอศิษย์พี่เย่เมื่อไร พวกท่านก็ค่อยไปหน้าแตกตอนนั้น”
เขาวางตะเกียบลง ก่อนเลียนแบบท่าทางสุภาพของเย่อ้าวเทียนด้วยสีหน้าจริงจัง
“จำคำข้าเอาไว้เลย ศิษย์พี่เย่คงกล่าวประมาณว่า...”
ยูรันประสานมือขึ้นด้านหน้า
“ขออภัยผู้อาวุโสทั้งสอง พอดีข้ามีธุระสำคัญ คงไม่สะดวกสนทนาด้วย”
จากนั้นเขาก็ปล่อยมือลง
“แล้วก็รีบเผ่นหนีพวกท่านทันที”
เฟิงซูหลานทุบโต๊ะดังปัง
“ไม่มีทาง!”
เหอหว่านชิงหรี่ตามองเขา
“เจ้ามั่นใจถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“อืม จำประโยคเมื่อครู่ไว้ให้ดีนะ ข้าว่าแทบไม่ผิดสักคำ”
เฟิงซูหลานกัดฟันแน่น
“ดี! หากเจ้าทายผิด อย่าลืมว่าเจ้าต้องมาเป็นสามีของพวกเรา!”
ยูรันยักไหล่อย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ได้ แต่เตรียมคิดคำแก้ตัวหลังโดนปฏิเสธไว้ก่อนก็ดี”
“หน็อย เจ้าเด็กนี่!”