คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 306 ไม่ได้ยิน7,593 ตัวอักษร

ตอนที่ 306 ไม่ได้ยิน

ยูรันยกถ้วยชาขึ้นดื่มจนหมด ก่อนลุกจากโต๊ะอย่างเกียจคร้าน

“วันนี้ข้าขี้เกียจออกไปไหนนะ ขอนอน”

เขากวาดตามองทุกคนภายในห้อง

“หากพวกท่านจะออกไปเที่ยวข้างนอกก็ระวังตัวด้วย ช่วงงานประลองคนจากหลายสำนักมารวมกัน เรื่องวุ่นวายคงมีไม่น้อย”

หนานอวี้รีบถาม

“แล้วหากพวกเราอยากเล่นเกมต่อเล่า?”

“ก็เล่นไปสิ”

ยูรันชี้ไปยังกระจกเทพสัจธรรม

“เดี๋ยวข้าทิ้งกระจกไว้ให้ มันจัดการทุกอย่างเองได้ ทั้งสุ่มบทบาท ดำเนินเวลา และตัดสินผล พวกท่านไม่ต้องปลุกข้า”

เฟิงซูหลานมองกระจกด้วยความสนใจ

“เกมอะไรกัน?”

เหอหว่านชิงเองก็หันไปมองเช่นกัน

ยูรันกลับไม่คิดอธิบาย เขาเดินตรงไปยังเตียง ก่อนถอดเสื้อคลุมโยนพาดไว้บนเก้าอี้

“ถามคนอื่นเอา ข้าอิ่มแล้ว”

เขาทิ้งตัวลงบนเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมร่างอย่างคล่องแคล่ว

“นอนดีกว่า”

หลิงเยวี่ยมองเขาหลับตาลงทั้งที่ทุกคนยังนั่งกันเต็มห้อง ก่อนถอนหายใจ

“เจ้าหลับลงได้อย่างไรกัน?”

“ฝึกมานาน”

ยูรันตอบทั้งที่ยังหลับตา

“ต่อให้พวกท่านตีกันก็เบาเสียงหน่อยแล้วกัน ฝันดี”

ไม่ถึงสิบลมหายใจ เสียงหายใจสม่ำเสมอก็ดังออกมาจากบนเตียง

เฟิงซูหลานชี้ไปทางยูรันอย่างไม่อยากเชื่อ

“หลับไปแล้วจริงหรือ?”

หนานอวี้และเซี่ยเยว่หลีพยักหน้าอย่างคุ้นเคย

“อืม สามีเป็นแบบนี้แหละ”

ไป๋หลิงลุกขึ้นหยิบกระจกเทพสัจธรรมมาวางกลางโต๊ะ

“ช่างเขาเถอะ ผู้ใดจะเล่นรอบต่อไปบ้าง?”

หญิงสาวภายในห้องหันมาสบตากัน ก่อนรอยยิ้มเจ้าเล่ห์จะค่อย ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าทีละคน

ส่วนเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงยังไม่รู้เลยว่า ตนกำลังจะก้าวเข้าสู่สนามรบแห่งคำโกหกซึ่งวุ่นวายเพียงใด

วันเวลาหลังจากนั้นผ่านไปอย่างเรียบง่ายจนน่าเหลือเชื่อ

ไม่มีผู้ใดออกไปเที่ยวชมเมือง ไม่มีผู้ใดสนใจสำรวจร้านค้า และไม่มีผู้ใดคิดจะไปสืบข่าวคู่แข่งจากสำนักอื่น

ทุกคนใช้ชีวิตอยู่ภายในห้องพัก กินอาหารฝีมือยูรัน นอนพัก แล้วเล่นเกมในโลกกระจกต่อ

เดิมทีเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงเพียงคิดจะลองเล่นสักรอบ แต่หลังจากได้สัมผัสเกมใหม่ ทั้งสองก็จมอยู่กับมันจนถอนตัวไม่ขึ้น

แต่ละรอบไม่มีผู้ใดยอมใคร บทบาทเปลี่ยน คนโกหกเปลี่ยน แผนการเปลี่ยน แต่สิ่งเดียวซึ่งไม่เคยเปลี่ยนคือเสียงโต้เถียงหลังจบเกม

“ข้าบอกแล้วว่านางโกหก!”

“คนที่โกหกก่อนคือเจ้า!”

“รอบหน้าข้าจะไม่เชื่อผู้ใดทั้งนั้น!”

“เมื่อครู่เจ้าก็พูดแบบนี้!”

เมื่อเล่นจนหมดแรง พวกนางก็ทิ้งตัวลงนอนพักเพียงครู่เดียว หลังฟื้นขึ้นมาก็กินอาหารแล้วลากกระจกเทพสัจธรรมมาเริ่มเกมรอบใหม่ทันที

ส่วนยูรันยังคงใช้ชีวิตตามปกติ ตื่นขึ้นมาทำอาหาร กินจนอิ่ม จากนั้นก็นอนต่อ บางครั้งเขานั่งชมพวกนางหักหลังกันด้วยความสนุกสนาน แต่ไม่ยอมลงไปเล่นด้วยแม้แต่รอบเดียว

สุดท้ายหลายวันจึงผ่านพ้นไปโดยไม่มีเหตุการณ์สำคัญใดเกิดขึ้น

จนกระทั่งเช้าวันประลองระหว่างสำนักมาถึง ทุกคนจึงยอมวางกระจกเทพสัจธรรมลงเป็นครั้งแรก

แม้สีหน้าของพวกนางจะเต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่ใต้ดวงตาของหลายคนกลับมีรอยคล้ำจาง ๆ จากการเล่นเกมแทบไม่หลับไม่นอนตลอดหลายวันที่ผ่านมา

มู่เสวี่ยหนิงตอบอย่างเป็นธรรมชาติ

“ข้ามาดูการประลองของท่านพี่เจ้าค่ะ”

มู่หรงฉินชะงักไปเล็กน้อย

“ท่านพี่?”

“ใช่เจ้าค่ะ”

มู่เสวี่ยหนิงขยับเข้าไปยืนใกล้ยูรัน ก่อนกล่าวด้วยใบหน้าแดงระเรื่อ

“ข้าเป็นภรรยาของท่านพี่แล้ว”

มู่หรงฉินยกมือขึ้นขยี้ตาตนเอง ก่อนมองทั้งสองสลับกันไปมา

“ภรรยา?”

“เจ้าค่ะ”

“เจ้าเพิ่งออกจากหุบเขาไปไม่นานไม่ใช่หรือ? เหตุใดจึงกลายเป็นภรรยาของศิษย์พี่ยูรันไปแล้ว?!”

หนานอวี้ซึ่งยืนฟังอยู่ด้านข้างพลันนึกบางอย่างขึ้นมาได้

“เดี๋ยวก่อน พวกเจ้าเป็นพี่น้องกันหรือ?”

นางมองมู่หรงฉินด้วยความสงสัย

“แต่เจ้าไม่ได้นามสกุลมู่หรงหรอกหรือ?”

มู่หรงฉินรีบส่ายหน้า

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้านามสกุลมู่ ส่วนชื่อคือหรงฉิน”

“มู่...หรงฉิน?”

“ถูกต้อง”

ทุกคนพลันขยับเข้ามาล้อมนางด้วยความอยากรู้อยากเห็น ราวกับเพิ่งค้นพบความลับสำคัญบางอย่าง

โม่ชิงเฟิงใช้พัดแตะปลายคาง ก่อนพยักหน้าด้วยรอยยิ้มมีเลศนัย

“อ่า...ดูเหมือนจะมีน้องหญิงเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งคนแล้วสินะ”

มู่หรงฉินนิ่งค้าง

“น้องหญิงอะไรหรือเจ้าคะ?”

ไป๋หลิงหันขวับไปทางโม่ชิงเฟิง

“พี่ใหญ่ เงียบปากไปเลย”

“พี่สาวยังไม่ได้พูดอะไรเสียหน่อย”

“สีหน้าของท่านพูดออกมาหมดแล้ว!”

เซี่ยเยว่หลียกมือขึ้นด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน

“ข้าไม่ขัดอยู่แล้ว มีเพิ่มอีกคนก็ดีเหมือนกัน”

มู่หรงฉินยิ่งฟังก็ยิ่งสับสน

“มีอะไรเพิ่มหรือ?”

ลู่ชิงถานพยักหน้าอย่างเห็นด้วย

“จริงเจ้าค่ะ ดูจากสภาพของยอดเขาแล้ว งานซึ่งต้องจัดการยังมีอีกมาก หากได้คนมาช่วยดูแลเพิ่มก็ยิ่งดีไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”

มู่หรงฉินหันไปมองน้องสาวอย่างไม่อยากเชื่อ

“เดี๋ยวก่อน เจ้ากำลังพูดถึงการหาภรรยาให้ศิษย์พี่ยูรัน หรือกำลังรับคนงานเข้ายอดเขากันแน่?”

เซี่ยเยว่หลีตอบทันที

“ทั้งสองอย่าง”

เซี่ยเยว่หลีหันไปทางลู่ชิงถาน

“ข้าเห็นด้วยกับเจ้านะ ถึงจะมีพวกสมุนคอยช่วยงานอยู่ก็เถอะ แต่พวกนั้นเป็นภาระชัด ๆ”

หนานอวี้เอียงศีรษะ

“แต่พวกมันทำงานเก่งไม่ใช่หรือ?”

“ตอนทำงานก็ดีอยู่หรอก”

เซี่ยเยว่หลีกอดอก ก่อนถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย

“แต่พอหมดเวลางานก็เอาแต่เบ่งกล้าม ท้าประลอง แล้วต่อยตีกันเอง วันหนึ่งไม่รู้พังของไปเท่าไร”

ลู่ชิงถานพยักหน้าเห็นด้วยอย่างจริงจัง

“บางต้นยังแตกหน่อออกมาเพิ่มอีกด้วยเจ้าค่ะ หากปล่อยไว้เช่นนี้ งานบัญชีกับค่าอาหารคงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ”

มู่หรงฉินมองทุกคนสลับกันไปมา

“ต้น? แตกหน่อ? พวกเจ้ากำลังพูดถึงตัวอะไรกันแน่?”

มู่เสวี่ยหนิงกลับไม่คิดอธิบายเรื่องเมนเดรก นางเดินเข้าไปกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน

“ในเมื่อไม่มีผู้ใดคัดค้าน พี่หญิงก็มาเป็นภรรยาของท่านพี่ด้วยกันสิเจ้าคะ”

มู่หรงฉินแข็งค้างไปทั้งร่าง

“คือ...ข้า...ข้า...ข้า...”

ใบหน้าของนางแดงขึ้นอย่างรวดเร็ว สายตาแอบเหลือบมองยูรัน ก่อนรีบก้มหน้าลงอีกครั้ง

ยูรันมองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ

“อืม การยอมรับกันรวดเร็วเกินไปก็ไม่ใช่เรื่องดีเสมอไปนะ”

เขาเหลือบมองโม่ชิงเฟิงซึ่งกำลังยิ้มอย่างมีความสุข

“วัน ๆ อาเจ๊จ้องแต่จะหาน้องหญิงเพิ่ม ไม่คิดจะถามเจ้าตัวก่อนเลยหรือไง?”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดขึ้นปิดรอยยิ้ม

“พี่สาวเพียงช่วยเปิดโอกาสให้ทุกคนเท่านั้นเอง”

“เรียกว่าหาคนเพิ่มเข้าพวกมากกว่า”

มู่หรงฉินยังคงยืนหน้าแดงอยู่ท่ามกลางสายตาของทุกคน โดยไม่สามารถกล่าวคำปฏิเสธออกมาได้แม้แต่คำเดียว

เฟิงซูหลานซึ่งยืนฟังอยู่นานรีบแทรกตัวเข้ามา

“เดี๋ยวก่อน แล้วพี่สาวสองคนเล่า?”

ไม่มีผู้ใดหันไปมองนางแม้แต่คนเดียว

มู่เสวี่ยหนิงยังคงกุมมือมู่หรงฉิน ไป๋หลิงกำลังจับจ้องสีหน้าอันแดงก่ำของอีกฝ่าย ส่วนโม่ชิงเฟิงเริ่มสอบถามอย่างกระตือรือร้นว่ามู่หรงฉินชอบอาหารแบบใด

แม้แต่ยูรันยังหันหลังเตรียมเดินต่อไปยังพื้นที่รับรอง

เฟิงซูหลานยกมือขึ้นชี้ตนเอง

“นี่ พี่สาวกำลังพูดอยู่นะ!”

ยังคงไม่มีผู้ใดสนใจ

เหอหว่านชิงเดินผ่านนางไป ก่อนตบไหล่เบา ๆ ด้วยสีหน้าเห็นอกเห็นใจ

“ยอมรับความจริงเถอะ”

เฟิงซูหลานหันขวับ

“เจ้าเองก็ถูกเมินเหมือนกันไม่ใช่หรือ?!”

“อย่างน้อยข้าก็ไม่ได้ตะโกนให้เสียหน้า”

“นังเพื่อนใจร้าย!”

ยูรันเหลือบมองเฟิงซูหลาน

“ข้าฟังอยู่”

ดวงตาของนางพลันเป็นประกาย

“น้องชาย—”

“แต่ไม่รู้จะพูดอะไร”

ยูรันหันไปมองฝูงชนซึ่งกำลังหลั่งไหลเข้าสู่สนามประลองมากขึ้นเรื่อย ๆ

“ไปหาที่นั่งกันเถอะ หากยังยืนคุยต่อ เดี๋ยวเจอคนรู้จักเพิ่มอีก พวกเราคงไม่ได้นั่งกันพอดี”

พูดจบ ร่างของเขาก็หายวับไปจากตำแหน่งเดิม

พรึ่บ!

ทุกคนชะงักไปชั่วขณะ ก่อนรีบหันมองไปรอบ ๆ

หนานอวี้เป็นคนแรกที่เห็นยูรันไปปรากฏอยู่บนบันไดห่างออกไปไกลแล้ว

“สามี! รอข้าด้วย!”

หญิงสาวทั้งหมดรีบตามไปทันที ทิ้งให้เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงยืนอยู่ด้านหลัง

เฟิงซูหลานมองแผ่นหลังของยูรันด้วยสีหน้าเจ็บปวด

“อย่างน้อยเขาก็ฟังข้าอยู่สินะ...”

เหอหว่านชิงเดินผ่านไปอย่างสงบ

“แต่ไม่รู้จะพูดอะไร”

“เจ้าไม่ต้องย้ำ!”

ทุกคนขึ้นมานั่งบนพลับพลาประธานซึ่งตั้งอยู่เหนืออัฒจันทร์ฝั่งอื่น สามารถมองเห็นเวทีประลองทั้งหมดได้อย่างชัดเจน ตรงกลางเป็นที่ประทับของผู้ดำเนินงาน ส่วนสองข้างจัดเตรียมไว้สำหรับแขกสำคัญและตัวแทนสำนักต่าง ๆ

เซี่ยหลานอิงซึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งเจ้าภาพมองเห็นยูรันตั้งแต่เขาเดินเข้าสู่สนามแล้ว

ดวงตาของนางเป็นประกายทันที

เครื่องแต่งกายสีดำทอง เสื้อคลุมขนสัตว์ ทรงผมซึ่งจัดอย่างประณีต ต่างหูขนนก และดวงตาอันโดดเด่น ทำให้นางไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เลย

อ๋องหมิงซึ่งนั่งอยู่ข้างกันหันไปเรียก

“หลานรัก?”

ไร้การตอบสนอง

“หลานรัก?”

เซี่ยหลานอิงยังคงจ้องยูรันตาไม่กะพริบ

“หลานรัก!”

“อะไร!!!”

เซี่ยหลานอิงหันขวับมาตะโกนใส่ จนอ๋องหมิงสะดุ้งไปทั้งร่าง

เขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปทางยูรัน

“อาควรถามเจ้ามากกว่าว่าเป็นอะไร เรียกตั้งหลายรอบไม่ได้ยินเลยหรือ?”

“ไม่ได้ยิน”

นางตอบอย่างตรงไปตรงมา ก่อนหันกลับไปมองยูรันอีกครั้ง

อ๋องหมิงมองตามสายตาของนาง แล้วส่ายหน้าอย่างหมดคำจะพูด

“ยังไม่ทันเริ่มงาน ใจเจ้าก็หนีไปอยู่กับสามีเสียแล้วหรือ?”

“อืม”

อ๋องหมิงไม่คิดว่านางจะยอมรับง่ายถึงเพียงนี้