คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 307 ยิ่งเตรียมมากยิ่งดี ข้าจะได้ขยับตัวเยอะหน่อย7,439 ตัวอักษร

ตอนที่ 307 ยิ่งเตรียมมากยิ่งดี ข้าจะได้ขยับตัวเยอะหน่อย

เซี่ยหลานอิงยังคงมองยูรันไม่วางตา ก่อนหันไปถามนางกำนัลข้างกาย

“เหลือเวลาอีกเท่าไรกว่างานจะเริ่ม?”

“ประมาณครึ่งชั่วยามเพคะ”

ดวงตาของเซี่ยหลานอิงเป็นประกายยิ่งกว่าเดิม

“เหลืออีกตั้งครึ่งชั่วยาม”

พรึ่บ!

ร่างของนางหายวับออกจากที่ประทับทันที ก่อนพุ่งตรงไปทางยูรันโดยไม่สนใจหน้าที่เจ้าภาพแม้แต่น้อย

อ๋องหมิงเบิกตากว้าง รีบยื่นมือออกไปคว้า แต่กลับจับได้เพียงอากาศ

“หลานรัก! เดี๋ยวก่อน!”

เซี่ยหลานอิงไม่แม้แต่จะหันกลับมามอง

“ไม่น้าาาาาาาาาา!”

อ๋องหมิงกุมหน้าอก ก่อนฟุบลงกับโต๊ะ

“ค่อก ๆๆๆ!”

เหล่าขุนนางและนางกำนัลรอบข้างรีบเข้ามาประคองด้วยความตกใจ

“ท่านอ๋อง!”

อ๋องหมิงเงยหน้าขึ้นมองที่นั่งเจ้าภาพซึ่งเหลือตนอยู่เพียงลำพัง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

“นางทิ้งงานทั้งหมดให้อาข้าอีกแล้ว...”เซี่ยหลานอิงพุ่งเข้ามาถึงพลับพลาประธานฝั่งของยูรันในพริบตา ก่อนโผเข้ากอดเขาโดยไม่มีสัญญาณเตือน

หมับ!

ทุกคนรอบตัวสะดุ้งพร้อมกัน

หนานอวี้วางมือบนสนับมือ ก่อนลุกพรวดขึ้น

“ใครมันมาอีก?!”

หญิงสาวซึ่งกำลังกอดยูรันอยู่เงยหน้าขึ้น

“ข้าเอง”

หนานอวี้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนกลับลงไปนั่งตามเดิม

“อ้อ แล้วไป”

เหล่าหญิงสาวคนอื่นซึ่งกำลังจะปล่อยพลังเองก็ผ่อนคลายลงตามกัน แม้หลายคนยังคงมองแขนของเซี่ยหลานอิงซึ่งกอดยูรันแน่นด้วยสายตาไม่พอใจเล็กน้อย

เซี่ยเยว่หลีเหลือบมองผู้ชมจำนวนมหาศาลรอบสนาม ก่อนถอนหายใจ

“ท่านอา ทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้คนมากมาย ดูไม่งามเท่าไรเลยนะ”

เซี่ยหลานอิงตอบโดยไม่ยอมปล่อยมือ

“ใครสน?”

“ท่านยังเป็นเจ้าภาพของงานนะ”

“ยังเหลือเวลาอยู่”

ยูรันยกมือขึ้นลูบศีรษะนางเบา ๆ

“เอาละ ๆ มีอะไรรึเปล่า?”

เซี่ยหลานอิงเงยหน้ามองเขา ดวงตายังคงจับจ้องเนตรประกายดาราอย่างหลงใหล

“ข้าแค่คิดถึง ก็เลยมาหา”

นางซุกตัวเข้าหาเขาอีกเล็กน้อย

“ยังมีเวลาเหลืออีกตั้งครึ่งชั่วยาม”

ขณะเดียวกัน เสียงพูดคุยทั่วสนามประลองก็ค่อย ๆ เงียบลง เมื่อผู้ชมจำนวนมากเริ่มสังเกตเห็นว่าองค์รัชทายาทแห่งต้าเซี่ยกำลังกอดบุรุษคนหนึ่งอยู่ต่อหน้าคนนับแสน.

ยูรันปล่อยให้เซี่ยหลานอิงกอดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนชี้ไปยังหญิงสาวรอบตัว

“ในเมื่อมาแล้ว ข้าจะแนะนำให้รู้จักเสียหน่อย”

เซี่ยหลานอิงยอมคลายอ้อมแขน แต่ยังคงเกาะแขนเขาเอาไว้แน่น

“บางคนเจ้ารู้จักอยู่แล้ว ทั้งอาจารย์ หลิงเอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์ ชิงอวี้ เม่ยเหยา ซินเยวี่ย เยว่หลี ชิงถาน แล้วก็ท่านแม่ทั้งสอง”

เซี่ยหลานอิงพยักหน้าทักทายทุกคน

จากนั้นยูรันจึงชี้ไปทางโม่ชิงเฟิง

“ส่วนคนนี้ อาเจ๊โม่ชิงเฟิง ศิษย์พี่ใหญ่ของข้า แล้วก็เป็นภรรยา”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก ก่อนส่งยิ้มให้

“ยินดีที่ได้รู้จักนะน้องหญิง”

เซี่ยหลานอิงมองนางอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“ยินดีที่ได้รู้จัก พี่หญิง”

ยูรันเลื่อนมือไปทางมู่เสวี่ยหนิง

“นี่มู่เสวี่ยหนิง ศิษย์จากหุบเขาแพทย์เทวะ เป็นภรรยาเหมือนกัน”

มู่เสวี่ยหนิงย่อตัวคารวะอย่างสุภาพ

“คารวะองค์รัชทายาทเจ้าค่ะ”

“ไม่ต้องมากพิธี เรียกข้าว่าพี่หญิงก็พอ”

“เจ้าค่ะ พี่หญิง”

จากนั้นยูรันชี้ไปทางฝาแฝดซึ่งยืนอยู่ข้างกัน

“สองคนนั้น หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ ศิษย์พี่หญิงลำดับห้าและหกของข้า”

เซี่ยหลานอิงมองใบหน้าซึ่งแทบไม่แตกต่างกันของทั้งสองสลับไปมา

“แล้วผู้ใดเป็นภรรยา?”

“ทั้งคู่”

“อ้อ”

นางพยักหน้ารับอย่างง่ายดาย ก่อนชี้ไปทางหลัวจินหยาง

“เจ้าคือแฝดพี่?”

“ถูกต้อง”

จากนั้นจึงชี้ไปทางหลัวจินเยว่

“ส่วนเจ้าคือแฝดน้อง”

หลัวจินเยว่กะพริบตาปริบ ๆ

“พระองค์แยกพวกเราออกหรือเจ้าคะ?”

“แยกไม่ยาก”

เซี่ยหลานอิงตอบอย่างมั่นใจ ก่อนหันกลับไปมองยูรัน

“มีอีกหรือไม่?”

ยูรันชี้ไปทางมู่หรงฉินเป็นคนสุดท้าย

“ส่วนคนนี้มู่หรงฉิน ศิษย์จากยอดเขาวารีกระจ่าง เป็นคนรู้จักเก่า”

โม่ชิงเฟิงรีบเสริม

“ตอนนี้ยังไม่ใช่ภรรยา”

เซี่ยหลานอิงมองใบหน้าแดงก่ำของมู่หรงฉิน ก่อนพยักหน้าราวกับเข้าใจทุกอย่าง

“อืม ตอนนี้ยังไม่ใช่”

“พวกท่านอย่าเน้นคำว่าตอนนี้สิเจ้าคะ!”

มู่หรงฉินแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี ขณะที่ยูรันยกมือขึ้นกุมขมับอย่างเหนื่อยใจ

เซี่ยหลานอิงกวาดตามองคนรอบตัวอีกครั้ง ก่อนสายตาจะหยุดอยู่ที่หลิงเยวี่ย

“แล้วผู้อาวุโสหลิงเยวี่ยเล่า?”

หลิงเยวี่ยชะงักเล็กน้อย

เซี่ยหลานอิงถามต่ออย่างตรงไปตรงมา

“แล้วผู้อาวุโสหลิงเยวี่ยเป็นภรรยาของท่านแล้วหรือยัง?”

ทุกคนเงียบกริบ ไม่มีผู้ใดยอมตอบคำถาม

หลิงเยวี่ยนิ่งค้างอยู่กับที่ ส่วนมือซึ่งถือถ้วยชากระชับแน่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ยูรันตอบแทนด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ไม่เป็น”

เซี่ยหลานอิงลากเสียงยาว

“อ๋อออออออ...ไม่เป็น”

หลิงเยวี่ยหันขวับไปมองยูรัน ดวงตาเย็นเยียบขึ้นทันที

ก่อนที่นางจะได้พูดอะไร เฟิงซูหลานก็รีบยกมือขึ้น

“องค์รัชทายาทเพคะ ถึงนางยังไม่ได้เป็น แต่หม่อมฉันใกล้จะได้เป็นแล้วเพคะ”

สายตาของทุกคนพลันหันไปทางเฟิงซูหลานพร้อมกัน

หลิงเยวี่ยวางถ้วยชาลงช้า ๆ

แกร๊ก!

ถ้วยชาทั้งใบกลายเป็นน้ำแข็ง ก่อนแตกร้าวคามือของนาง

เซี่ยหลานอิงมองเฟิงซูหลานด้วยความสนใจ

“ใกล้เพียงใด?”

“พวกเรามีเดิมพันกันแล้วเพคะ หากหม่อมฉันชนะ น้องชายก็จะต้องมาเป็นสามีของหม่อมฉัน”

ยูรันเหลือบมองนาง

“ตรงไหนเรียกว่าใกล้? พวกท่านยังหาเจอตัวศิษย์พี่เย่ไม่เจอเลย”

เฟิงซูหลานเชิดหน้าขึ้น

“อย่างน้อยข้าก็มีเงื่อนไขชัดเจน”

พูดจบ นางก็หันไปยิ้มให้หลิงเยวี่ย

“ดีกว่าบางคนซึ่งยังไม่ได้เริ่มทำอะไรเลย”

ตูม!

แรงกดดันเย็นเยียบระเบิดออกจากร่างหลิงเยวี่ย จนเฟิงซูหลานรีบกระโดดไปหลบหลังเหอหว่านชิง

“หลิงเยวี่ย! ที่นี่เป็นสนามประลองนะ เจ้าจะลงมือกับแขกไม่ได้!”

“เจ้าก็หุบปากเสีย”

“ข้าเพียงกล่าวความจริง!”

เหอหว่านชิงถอนหายใจ

“เหตุใดทุกครั้งเจ้าต้องลากข้ามารับการโจมตีแทนด้วย?”

ยูรันยกมือขึ้นโบกไล่อย่างรำคาญ

“พวกป้า ๆ ก็กลับไปนั่งกับสำนักของตนเองสิ จะมาเบียดอยู่ที่นี่ทำไม?”

เฟิงซูหลานชี้เข้าหาตนเองอย่างไม่อยากเชื่อ

“ป้าอีกแล้วหรือ?!”

“ตอนเที่ยงค่อยไปตามหาศิษย์พี่เย่ก็ยังไม่สาย”

ยูรันชี้ไปทางที่นั่งของสำนักเหอซาน

“ตอนนี้กลับที่ของพวกท่านไปได้แล้ว ไป๊”

ลู่ชิงถานพยักหน้าเห็นด้วยทันที

“ใช่เจ้าค่ะ เป็นภรรยาก็ไม่ใช่ ไม่รู้จะมานั่งอยู่ตรงนี้ทำไม”

เฟิงซูหลานหันไปมองนางด้วยสีหน้าเจ็บปวด

“น้องหญิง เจ้าดูจะมีอคติกับพวกเรามากนะ”

“ไม่ได้อคติเจ้าค่ะ”

ลู่ชิงถานตอบด้วยใบหน้าสุภาพ

“ข้าเกลียดพวกท่านเลย”

ฉึก!

เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอก ร่างกายเซถอยหลังไปสองก้าว

“ระ...รุนแรงเกินไปแล้ว...”

เหอหว่านชิงพยักหน้าเบา ๆ

“อย่างน้อยนางก็ซื่อตรงดี”

เฟิงซูหลานหันขวับไปมองสหาย

“เจ้าควรช่วยปลอบข้าสิ!”

“ข้าเองก็ถูกเกลียดเหมือนกัน จะปลอบเจ้าอย่างไร?”

ลู่ชิงถานยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ โดยไม่รู้สึกผิดแม้แต่น้อย

หลิงเยวี่ยแค่นเสียงเย็นชา

“หึ ไปได้แล้ว หรือจะให้ข้าช่วยส่งแขก?”

เฟิงซูหลานมองพื้นซึ่งกำลังกลายเป็นน้ำแข็ง ก่อนรีบถอยหลังไปหลายก้าว

“ไปก็ได้!”

นางคว้าแขนเหอหว่านชิง แล้วลากอีกฝ่ายออกจากพลับพลาประธานทันที

“แต่ตอนเที่ยงพวกเราจะกลับมา! อย่าคิดว่าจะหนีพ้นเดิมพันได้!”

เหอหว่านชิงซึ่งถูกลากตามไปหันกลับมาพยักหน้าให้ทุกคนอย่างสงบ

“ขอตัวก่อน”

หลังทั้งสองจากไป หลิงเยวี่ยจึงเก็บกลิ่นอายเย็นเยียบกลับคืน

ลู่ชิงถานมองตามแผ่นหลังของพวกนาง ก่อนพึมพำอย่างพึงพอใจ

“ในที่สุดก็ไปเสียทีเจ้าค่ะ”

หลิงเยวี่ยเหลือบมองยูรันซึ่งกำลังสนทนากับเซี่ยหลานอิง ริมฝีปากของนางเม้มเข้าหากันโดยไม่รู้ตัว

[รันเอ๋อร์ไม่รักข้าเลยสินะ...]

ความคิดนั้นทำให้หัวใจของนางเจ็บแปลบขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล

[ไม่สิ ข้าจะเสียใจไปทำไมกัน?]

[ข้าไม่ได้คิดอะไรกับเขาอยู่แล้ว]

[ข้าเป็นอาจารย์ของเขา]

หลิงเยวี่ยพยายามย้ำเตือนตนเองซ้ำ ๆ แต่สายตากลับยังคงจับจ้องแขนของเซี่ยหลานอิงซึ่งเกาะยูรันเอาไว้แน่นไม่ยอมปล่อย

แกร๊ก!

ถ้วยชาใบใหม่ในมือนางแตกร้าวอีกครั้ง

เซี่ยหลานอิงซึ่งยังเกาะแขนยูรันอยู่พลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้

“จริงสิ สามี”

“หืม?”

“คู่ประลองแรกของสนามวิญญาณทารก เจ้าจะได้พบกับเย่อ้าวเทียน”

ยูรันชะงักไปเล็กน้อย ก่อนดวงตาจะเป็นประกายขึ้นมา

“โอ้ ๆๆๆๆๆ!”

เขาหันไปมองเซี่ยหลานอิงด้วยความตื่นเต้น

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น? เหตุใดข้าถึงได้เจอกับเขาเป็นคนแรก?”

เสียงพูดคุยเงียบลงทันที

หนานอวี้ลุกพรวด

“คู่แรกเลยหรือ?!”

ไป๋หลิงหรี่ตาลง

“บังเอิญเกินไปหรือเปล่า?”

“รายชื่อถูกจับด้วยค่ายกลสุ่มต่อหน้าตัวแทนทุกสำนัก”

เซี่ยหลานอิงตอบ

“ไม่มีผู้ใดแก้ไขผลได้”

ยูรันยกมุมปากขึ้น

“หึ ดูเหมือนโชคของข้าจะกลับมาแล้วจริง ๆ”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดออก ก่อนมองเขาด้วยสีหน้าซับซ้อน

“สามี เจ้าดูดีใจเกินไปหรือไม่?”

“แน่นอนสิ”

ยูรันเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายอารมณ์

“ข้าตั้งใจจะกระทืบเขาอยู่แล้ว แต่ไม่คิดว่าจะได้จัดการตั้งแต่คู่แรก”

หลิงเยวี่ยเหลือบมองเขา

“อย่าประมาท เย่อ้าวเทียนอาจเตรียมบางอย่างมา”

“ยิ่งเตรียมมากยิ่งดี ข้าจะได้ขยับตัวเยอะหน่อย”