ตอนที่ 308 เขามีคู่บำเพ็ญหรือยัง
เซี่ยหลานอิงคล้ายเพิ่งนึกเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ นางหันไปทางเซี่ยเยว่หลี
“จริงสิ อ๋องหมิงอยากพบเจ้าด้วยนะ”
เซี่ยเยว่หลีชี้เข้าหาตนเอง
“พบข้าหรือ?”
“อืม เขาถามถึง ‘หลานรัก’ ของตนทุกวัน เจ้าควรไปให้เขาเห็นหน้าสักหน่อย”
เซี่ยเยว่หลีมีสีหน้าประหลาดทันที
“หลานรัก?”
เซี่ยหลานอิงพยักหน้า
“เขาเป็นพวกเห่อหลาน เจอหน้าเจ้าจริง ๆ ก็คงวุ่นวายอยู่พักใหญ่”
“ข้าไม่เคยพบเขาด้วยซ้ำ...”
“พบวันนี้ก็เหมือนกัน”
เซี่ยหลานอิงตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนหันกลับมาหายูรันด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
“เช่นนั้นข้าไปก่อนนะสามี ต้องกลับไปเตรียมพิธีเปิดแล้ว”
นางยอมปล่อยแขนเขาอย่างไม่เต็มใจ
“ข้าจะรอดูการประลองของเจ้า”
ก่อนจากไป เซี่ยหลานอิงยกมุมปากขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าสลับลำดับการแข่งขันให้สนามวิญญาณทารกเปิดก่อนเป็นสนามแรกเลยนะ”
ยูรันเลิกคิ้ว
“โอ้ ถึงขั้นใช้อำนาจเจ้าภาพเพื่อดูข้ากระทืบคนก่อนเลยหรือ?”
“ข้าเพียงจัดลำดับให้เหมาะสม”
“อืม เหมาะสมมาก”
ยูรันพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“รับรองว่าเจ้าจะชอบยิ่งกว่าตอนข้าเรียกกิเลนสายฟ้าแน่นอน”
ดวงตาของเซี่ยหลานอิงเป็นประกาย
“จริงหรือ?”
“จริงสิ รอบนี้ข้าเตรียมของเล่นใหม่ไว้แล้ว”
“ดี! ข้าจะรอดู!”
พูดจบ เซี่ยหลานอิงก็คว้ามือเซี่ยเยว่หลี ก่อนพานางกลับไปยังที่ประทับของเจ้าภาพทันที
เมื่อเซี่ยหลานอิงพาเซี่ยเยว่หลีกลับมายังที่ประทับ อ๋องหมิงก็มองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยความสงสัย
“หลานรัก นี่ผู้ใดหรือ?”
เซี่ยหลานอิงไม่ได้ตอบทันที นางสะบัดมือสร้างม่านกั้นเสียงครอบคลุมคนทั้งสาม ป้องกันไม่ให้เหล่าขุนนางกับตัวแทนสำนักรอบข้างได้ยินบทสนทนา
จากนั้นจึงกล่าวออกมาสั้น ๆ
“เซี่ยเยว่หลี”
อ๋องหมิงนิ่งค้าง
เขามองเซี่ยเยว่หลีตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนหันกลับไปมองเซี่ยหลานอิง
“เซี่ย...เยว่หลี?”
“ถูกต้อง นางคือบุตรสาวของท่านเซี่ยชางหมิง”
ดวงตาของอ๋องหมิงค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ
“โว้ววววววววววววววววววววววววววววว!”
เซี่ยเยว่หลีสะดุ้งจนถอยหลังไปหนึ่งก้าว
อ๋องหมิงกางแขนออกด้วยความตื่นเต้นสุดขีด
“หลานรักเบอร์สองงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง!”
เซี่ยเยว่หลีหันไปมองเซี่ยหลานอิงด้วยสีหน้าแข็งค้าง
“ท่านอา...เขาเป็นเช่นนี้ตลอดเลยหรือ?”
เซี่ยหลานอิงพยักหน้าอย่างสงบ
“ข้าบอกแล้วว่าเขาเป็นพวกเห่อหลาน”
อ๋องหมิงรีบเข้าไปจับไหล่เซี่ยเยว่หลี ก่อนมองสำรวจนางตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าด้วยความเป็นห่วง
“หลานรักอยู่ดีกินดีหรือไม่? เจ้าสารเลวนั่นดูแลเจ้าดีหรือเปล่า?”
เซี่ยเยว่หลียังไม่ทันตอบ เขาก็ถามต่อเป็นชุดโดยไม่เว้นช่องว่างให้แทรก
“มันเคยทำให้เจ้าลำบากใจหรือไม่? อาได้ยินว่าภรรยาของมันมีตั้งมากมาย แล้วมันจะดูแลเจ้าได้ทั่วถึงจริงหรือ?”
“เอ่อ...”
“กลับมาอยู่กับอาดีกว่าไหม? ในวังมีทั้งตำหนัก สาวใช้ อาหาร และทรัพยากรฝึกตน เจ้าต้องการสิ่งใดอาจะหาให้ทั้งหมด!”
อ๋องหมิงยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บปวด
“เจ้าไปเป็นภรรยาของเจ้าสารเลวนั่นได้อย่างไรกัน? อายังไม่เคยได้เห็นหน้าหลานสักครั้ง เจ้าก็ถูกมันฉุดไปเสียแล้ว!”
เซี่ยเยว่หลีมองอ๋องหมิงซึ่งกำลังโวยวายด้วยสีหน้าซับซ้อน
เซี่ยหลานอิงซึ่งยืนอยู่ข้างกันเริ่มมีสีหน้าไม่พอใจ
“เสด็จอา อย่าเรียกสามีของข้าว่าสารเลว”
อ๋องหมิงหันขวับ
“ตอนนี้อากำลังพูดเรื่องหลานรักเบอร์สองอยู่ เจ้าอย่าเพิ่งเข้าข้างมัน!”
“เยว่หลีก็เป็นภรรยาของเขาเหมือนกัน นางย่อมเข้าข้างสามี”
“นั่นยิ่งทำให้อาเจ็บปวด!”
เซี่ยเยว่หลีถอนหายใจ ก่อนกล่าวแทรกขึ้นในที่สุด
“ท่านอา สามีดูแลข้าดีมาก ข้าไม่เคยลำบาก และเขาก็ไม่ได้บังคับข้า เป็นข้าเลือกอยู่กับเขาเอง”
อ๋องหมิงนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง
“หลานรักถูกมันหลอกแล้วหรือ?”
“ไม่ได้ถูกหลอก”
“ถูกวางยา?”
“ไม่มีทาง”
“ถูกข่มขู่?”
“ท่านอา”
เซี่ยเยว่หลีหรี่ตาลง
“หากท่านยังด่าสามีของข้าต่อ ข้าจะกลับไปนั่งกับเขาเดี๋ยวนี้”
อ๋องหมิงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
“ขะ...เข้าใจแล้ว”
เขากระแอม ก่อนถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“แล้วหลานรักมีเงินใช้หรือไม่? ขาดเหลือสิ่งใดหรือเปล่า? ต้องการทรัพยากรฝึกตน อาวุธ หรือโอสถอะไร บอกอามาได้เลย อาจะหาให้ทั้งหมด”
เซี่ยเยว่หลีส่ายหน้า
“ไม่ขาด”
“ไม่ต้องเกรงใจอานะ”
“ข้าไม่ได้เกรงใจ”
นางตอบอย่างตรงไปตรงมา
“สามีของข้าร่ำรวยจนสามารถนำเงินมาถมราชวังได้ทั้งหลัง แล้วเหตุใดข้าต้องกลับมาอยู่กับท่านอาด้วย?”
ฉึก!
อ๋องหมิงยกมือกุมหน้าอก
เซี่ยหลานอิงพยักหน้าเห็นด้วย
“ใช่ เขารวยจะตายไป เพียงขายโอสถไม่กี่เม็ดก็ร่ำรวยล้นฟ้าแล้ว”
นางเหลือบมองตำหนักหลวงซึ่งอยู่ไกลออกไป ก่อนกล่าวเสริม
“จะให้เยว่หลีกลับไปอยู่ในสถานที่ซอมซ่ออย่างราชวังทำไม? ตำหนักซึ่งสามีสร้างบนยอดเขาจันทรายังหรูหราและสะดวกสบายกว่าราชวังตั้งเยอะ”
ฉึก!
อ๋องหมิงเซถอยหลังไปหนึ่งก้าว
“ราชวัง...ซอมซ่อ...”
“อ่อก!”
ดวงตาของเขาเหลือกขึ้น ก่อนร่างทั้งร่างจะล้มตึงลงกับพื้น
เซี่ยหลานอิงมองอ๋องหมิงซึ่งหมดสติอยู่ใต้เท้า ก่อนถอนหายใจ
“เฮ้อ น่าสมเพช”
นางสะบัดมือเปิดม่านกั้นเสียง
“เยว่หลี เจ้ากลับไปหาสามีเถอะ เดี๋ยวข้าจัดการทางนี้เอง”
“อืม”
เซี่ยเยว่หลีหันหลังเดินกลับไปยังอัฒจันทร์โดยไม่คิดเหลียวมอง
ทันทีที่ม่านกั้นเสียงสลาย เหล่าขุนนางและนางกำนัลรอบข้างก็เห็นอ๋องหมิงนอนหมดสติอยู่กับพื้น
“ท่านอ๋อง!”
“ท่านอ๋องสลบไปแล้ว!”
“หมอ! รีบตามหมอมาเร็วเข้า!!”
เซี่ยเยว่หลีกลับมานั่งข้างยูรัน ขณะที่เสียงโวยวายบนที่ประทับของเจ้าภาพยังคงดังไม่หยุด
ยูรันเหลือบมองเหล่าหมอหลวงซึ่งกำลังกรูกันเข้าไปหาอ๋องหมิง ก่อนหันกลับมามองนาง
“ดูเหมือนเจ้าเพิ่งพูดอะไรบางอย่างสินะ เขาถึงได้สลบไปแบบนั้น”
เซี่ยเยว่หลียักไหล่
“ข้าแค่บอกว่าราชวังห่วยแตกกว่าตำหนักที่เจ้าสร้าง เขาก็สลบเหมือดไปเลย”
“ฮ่า ๆ!”
ยูรันหัวเราะอย่างอารมณ์ดี ก่อนมองไปทางอ๋องหมิงด้วยสายตาเห็นอกเห็นใจ
“น่าสงสารจริง ๆ”
เซี่ยเยว่หลีเอนตัวพิงไหล่เขา
“ช่วยไม่ได้ เขาเป็นคนถามเอง”
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องพักผู้เข้าแข่งขัน
เย่อ้าวเทียนนั่งขัดสมาธิอยู่กลางค่ายกล เปลวเพลิงสีแดงกับประกายอัสนีสีน้ำเงินไหลเวียนไปทั่วร่าง เส้นเลือดใต้ผิวหนังเปล่งแสงเป็นจังหวะ ขณะที่กลิ่นอายรุนแรงกว่าครั้งก่อนอย่างเห็นได้ชัด
เขาลืมตาขึ้นช้า ๆ ก่อนกำหมัดแน่น
เปรี๊ยะ!
ประกายอัสนีระเบิดออกจากฝ่ามือ พร้อมกับเปลวเพลิงซึ่งลุกโชนขึ้นรอบแขน
“วันนี้ข้าจะต้องเอาชนะมันให้ได้!”
เย่อ้าวเทียนยกมุมปากขึ้นด้วยความมั่นใจ
“ข้าได้กายาศักดิ์สิทธิ์เพลิงอัสนีมาเรียบร้อยแล้ว เมื่อผสานเข้ากับกายาทรราชโลหิตคลั่งเดิมของข้า ร่างกายนี้ก็แทบไม่มีจุดอ่อนอีกต่อไป!”
เขานึกถึงกิเลนสายฟ้ากับเปลวเพลิงอันน่าสะพรึงกลัวซึ่งยูรันเคยใช้ ก่อนหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง
“คราวนี้ทั้งสายฟ้าและเปลวไฟของมันจะทำอะไรข้าไม่ได้!”
“ฮ่า ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ!”
เสียงหัวเราะดังก้องไปทั่วห้องพัก
เย่อ้าวเทียนไม่รู้เลยว่า ยูรันยังไม่ได้ตัดสินใจด้วยซ้ำว่าจะใช้วิชาใดจัดการกับเขา
เมื่อถึงเวลาเริ่มการแข่งขัน เสียงระฆังขนาดมหึมาก็ดังก้องไปทั่วสนามประลองหลวงเทียนอู่
กังงงงงง!
เสียงพูดคุยของผู้ชมนับแสนค่อย ๆ เงียบลง กรรมการประจำเวทีแรกก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนเปิดม้วนรายชื่อในมือ
“การแข่งขันสนามวิญญาณทารก คู่แรก...”
เขากวาดตามองข้อมูล ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
“ผู้เข้าแข่งขันทั้งสองมาจากสำนักเมฆาจันทร์ ยอดเขาจันทรา”
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วอัฒจันทร์ การที่ศิษย์จากยอดเขาเดียวกันต้องพบกันตั้งแต่คู่แรกนับว่าหาได้ยากไม่น้อย
กรรมการประกาศต่อ
“เย่อ้าวเทียน ขอบเขตวิญญาณทารกขั้นต้น”
ครืน!
เปลวเพลิงกับประกายอัสนีระเบิดขึ้นกลางสนาม ร่างของเย่อ้าวเทียนทะยานลงมาบนเวทีอย่างสง่างาม กลิ่นอายของผู้ฝึกตนขอบเขตวิญญาณทารกแผ่ออกไปรอบด้าน
“ปะทะกับ...ยูรัน”
กรรมการก้มมองระดับพลังซึ่งบันทึกอยู่บนม้วนหยก ก่อนชะงักไปทันที
“ระดับแก่นทองคำ?”
“ห๊ะ?”
เขาขยี้ตาหนึ่งครั้ง แล้วก้มลงตรวจสอบอีกที
ตัวอักษรบนม้วนหยกยังคงแสดงข้อมูลเดิม
ยูรัน — แก่นทองคำ
กรรมการเงยหน้ามองผู้ดูแลการลงทะเบียน แต่อีกฝ่ายเพียงพยักหน้ายืนยันว่าข้อมูลไม่ผิด
เสียงฮือฮารอบสนามระเบิดขึ้นทันที
“แก่นทองคำลงสนามวิญญาณทารก?!”
“ทั้งสองห่างกันหนึ่งขอบเขตใหญ่เลยนะ!”
“แถมคู่ต่อสู้ยังเป็นวิญญาณทารกขั้นต้นซึ่งมีกลิ่นอายทั้งเพลิงและอัสนีอีกด้วย!”
“ยอดเขาจันทรากำลังคิดอะไรอยู่?”
ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ยูรันลุกขึ้นจากที่นั่งอย่างเกียจคร้าน
พรึ่บ!
ร่างของเขาหายวับ ก่อนปรากฏขึ้นบนเวทีโดยไม่มีผู้ใดมองเห็นการเคลื่อนไหว
กรรมการสะดุ้งเล็กน้อย
“เอ่อ...เจ้าหนู”
เขามองกลิ่นอายซึ่งคนภายนอกประเมินว่าอยู่เพียงขอบเขตแก่นทองคำจากยูรัน ก่อนถามอย่างไม่แน่ใจ
“เจ้าตั้งใจจะต่อสู้จริงหรือ? คู่ต่อสู้ของเจ้าอยู่ขอบเขตวิญญาณทารกแล้วนะ”
ยูรันพยักหน้า
“จริง เริ่มเถอะ”
เสียงฮือฮารอบสนามยังคงดังไม่หยุด แต่ไม่นานหัวข้อสนทนาก็เริ่มเปลี่ยนไป
เครื่องแต่งกายทางการสีดำสนิทปักลวดลายทอง เสื้อคลุมขนสัตว์ ถุงมือสีดำ และต่างหูขนนกสองชิ้น ทำให้ยูรันโดดเด่นจากผู้ฝึกตนทั่วไปอย่างสิ้นเชิง
เส้นผมสีดำถูกจัดแสกข้างอย่างประณีต ปอยผมส่วนหนึ่งพาดลงบนไหล่ ขณะที่เนตรประกายดาราเปล่งประกายอยู่บนใบหน้าหล่อเหลา
หญิงสาวจากหลายสำนักจ้องมองเขาโดยไม่กะพริบตา
“นั่นคือยูรันหรือ?”
“ดวงตาของเขางดงามเกินไปแล้ว...”
“เหตุใดข้าไม่เคยได้ยินว่ายอดเขาจันทรามีบุรุษเช่นนี้?”
“เขามีคู่บำเพ็ญหรือยัง?”
เหล่าบุรุษซึ่งได้ยินคำถามสุดท้ายพลันมีสีหน้าไม่พอใจ บางคนมองยูรันด้วยความอิจฉา ขณะที่บางคนหันไปเห็นกลุ่มหญิงงามซึ่งมากับเขาบนพลับพลาประธาน ก่อนยิ่งรู้สึกเจ็บปวดกว่าเดิม
ส่วนเย่อ้าวเทียนซึ่งยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกำหมัดแน่น
ยังไม่ทันเริ่มการประลอง ความสนใจทั้งหมดก็ถูกยูรันแย่งไปจนหมดแล้ว.