ตอนที่ 310 เขาออกมาจากค่ายกลตั้งแต่เมื่อใด
เย่อ้าวเทียนกัดฟันแน่น ก่อนยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ
“อย่าดูถูกข้า!”
เปลวเพลิงจากกายาศักดิ์สิทธิ์เพลิงอัสนีระเบิดออกมาจากร่างอย่างรุนแรง มังกรเพลิงขนาดมหึมาหลายตัวพุ่งขึ้นไปปะทะกับมหาสมุทรซึ่งกำลังถาโถมลงมา
ตูมมมมมม!
ไอน้ำสีขาวระเบิดออกไปทั่วสนาม
เสียงน้ำเดือดดังสนั่น มวลน้ำจำนวนมหาศาลถูกเปลวเพลิงเผาจนระเหยกลายเป็นไอ ก่อนลอยขึ้นไปรวมตัวเหนือค่ายกลป้องกัน
ยูรันยืนมองอยู่บนท้องฟ้าด้วยสีหน้าพึงพอใจ
[อืม น้ำปริมาณขนาดนี้น่าจะก่อเมฆได้มากพอสมควร]
เขาเงยหน้ามองไอน้ำซึ่งกำลังควบแน่นอยู่เบื้องบน
[ครั้งก่อนข้าบังเอิญได้ใช้ แต่รอบนี้เตรียมการมาโดยเฉพาะ]
[มาดูกันว่ากายาอัสนีของเขาจะทำได้ถึงเพียงไหน]
ผ่านไปหลายอึดใจ เปลวเพลิงของเย่อ้าวเทียนจึงค่อย ๆ อ่อนกำลังลง
แม้น้ำจำนวนมากจะถูกระเหยไป แต่ส่วนที่เหลือยังคงท่วมเวทีสูงถึงครึ่งร่างของเขา
เย่อ้าวเทียนยืนหอบอยู่ท่ามกลางน้ำเดือด เสื้อผ้าเปียกโชก เส้นผมยุ่งเหยิง ขณะที่พลังปราณภายในร่างถูกใช้ไปเป็นจำนวนมหาศาล
เขากัดฟัน ก่อนกระโดดขึ้นเหยียบบนกระบี่
ฟิ้ว!
กระบี่พาเขาทะยานขึ้นจากผิวน้ำ จนลอยอยู่บนท้องฟ้าฝั่งตรงข้ามกับยูรัน
เย่อ้าวเทียนพยายามควบคุมลมหายใจ ก่อนชี้กระบี่ไปข้างหน้า
“ฮ่า ๆๆๆ! ได้เท่านี้เองหรือไง?”
เขาฝืนหัวเราะอย่างหยิ่งผยอง
“น้ำกระจอก ๆ ของแกทำอะไรข้าไม่ได้!”
ยูรันเหลือบมองน้ำซึ่งยังเหลืออยู่ครึ่งสนาม ก่อนมองสภาพเหนื่อยหอบของอีกฝ่าย
“น่าผิดหวังจริง ๆ”
รอยยิ้มบนใบหน้าของเย่อ้าวเทียนแข็งค้าง
“ทำให้น้ำระเหยไปได้เพียงครึ่งเดียวแท้ ๆ”
ยูรันส่ายหน้า
“จะโม้ก็ให้มันน้อย ๆ หน่อยเถอะ ศิษย์พี่ ท่านหอบจนลิ้นแทบห้อยออกมาแล้วนะ”
เสียงหัวเราะดังขึ้นรอบอัฒจันทร์อีกครั้ง
เย่อ้าวเทียนกัดฟันจนเกิดเสียงกรอด แต่กลับไม่สังเกตเลยว่าไอน้ำเหนือศีรษะกำลังควบแน่นเป็นเมฆดำขนาดมหึมา
เย่อ้าวเทียนคำรามด้วยความโกรธ เปลวเพลิงกับอัสนีทั่วร่างระเบิดออกมาพร้อมกัน
กระแสพลังทั้งสองสายไหลเข้าสู่กระบี่อย่างบ้าคลั่ง จนคมดาบถูกย้อมเป็นสีแดงสลับน้ำเงิน อากาศรอบตัวบิดเบี้ยวด้วยความร้อน ขณะที่ประกายสายฟ้าส่งเสียงดังเปรี๊ยะไม่หยุด
“รับไปเสีย!”
เย่อ้าวเทียนยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะ
“ข้าไปร่ำเรียนวิชานี้มาเพื่อจัดการแกโดยเฉพาะ!”
พลังทั้งหมดถูกบีบอัดลงบนคมกระบี่ ก่อนร่างของเขาจะพุ่งออกไปพร้อมลำแสงสายฟ้า
“เคล็ดวิชา กระบี่อัสนีเพลิงสะบั้นพริบตา!”
เปรี้ยงงงงง!
ความเร็วของเย่อ้าวเทียนเพิ่มขึ้นหลายเท่าในชั่วขณะ ร่างของเขากลายเป็นลำแสงเพลิงอัสนีพุ่งทะลุตำแหน่งซึ่งยูรันยืนอยู่
แต่ก่อนคมกระบี่จะสัมผัสร่างเป้าหมาย ยูรันก็หายไปจากตรงนั้นเสียแล้ว
พรึ่บ!
เขาปรากฏตัวขึ้นด้านล่างเวที ลอยอยู่เหนือผิวน้ำเพียงเล็กน้อย
กระบี่ของเย่อ้าวเทียนฟันผ่านอากาศ พลังเพลิงอัสนีทะลุขึ้นไปชนค่ายกลป้องกันจนเกิดเสียงระเบิดสนั่น
ตูม!
เสียงฮือฮาดังขึ้นทั่วสนาม
“เร็วมาก!”
“ข้ามองการโจมตีของเย่อ้าวเทียนแทบไม่ทัน!”
“แต่ยูรันหลบไปตั้งแต่เมื่อใด?”
เย่อ้าวเทียนหันกลับมา เมื่อเห็นยูรันยังคงยืนอยู่โดยไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน เส้นเลือดบนหน้าผากก็ปูดขึ้นทันที
“อย่าเอาแต่หนี!”
เขารวบรวมพลังอีกครั้ง ก่อนพุ่งลงมาจากท้องฟ้า
“กระบี่อัสนีเพลิงสะบั้นพริบตา!”
เปรี้ยงงง!
คมกระบี่พุ่งเข้าใส่ยูรันด้วยความเร็วสูงกว่าเดิม
พรึ่บ!
ยูรันหายไป ก่อนปรากฏตัวเหนือผิวน้ำอีกมุมหนึ่งอย่างสบาย ๆ
ตูมมม!
การโจมตีของเย่อ้าวเทียนพลาดเป้าอีกครั้ง กระบี่ฟันลงบนผิวน้ำจนเกิดคลื่นขนาดใหญ่กระจายออกไปทุกทิศทาง
ยูรันมองอีกฝ่ายซึ่งกำลังรีบดึงกระบี่กลับมาด้วยสีหน้าเหนื่อยใจ
[เมื่อไรไอ้โง่นี่จะเลิกตะโกนชื่อท่าก่อนโจมตีเสียที?]
[ประกาศให้รู้ล่วงหน้าทุกครั้ง แล้วจะฟันข้าโดนได้อย่างไร?]
[หากตะโกนแล้วโจมตีโดน ข้าจะไม่ว่าอะไรเลยนะ] .
เย่อ้าวเทียนคำราม ก่อนสะบัดกระบี่ปล่อยเปลวเพลิงกับอัสนีออกมาพร้อมกัน
“เคล็ดกระบี่อัคคีอสนีบาตพิฆาต!”
ตูม! ตูม! ตูม!
คมกระบี่เพลิงอัสนีหลายสิบสายพุ่งกวาดไปทั่วเวที พลังทำลายล้างฉีกผิวน้ำจนระเบิดขึ้นเป็นเสาสูง
แต่ไม่ว่าการโจมตีจะรวดเร็วหรือครอบคลุมเพียงใด ยูรันก็หายออกจากตำแหน่งก่อนคมกระบี่มาถึงเสมอ
“กระบี่อัสนีเพลิงสะบั้นพริบตา!”
พรึ่บ!
ยูรันปรากฏตัวอีกด้านหนึ่ง
“เพลิงอัสนีตัดนภา!”
พรึ่บ!
ร่างของเขาหายไปอีกครั้ง
“คมกระบี่สายฟ้าผลาญพิภพ!”
ตูมมมม!
การโจมตีระเบิดลงบนเวที แต่ยูรันกลับไปยืนอยู่บนซากเสาหินด้านหลังเย่อ้าวเทียนแล้ว
สถานการณ์ดำเนินอยู่เช่นนี้หลายอึดใจ
เย่อ้าวเทียนปล่อยวิชาออกมาอย่างต่อเนื่อง ส่วนยูรันเพียงหลบไปมาโดยไม่คิดตอบโต้แม้แต่ครั้งเดียว
เปลวเพลิงจากการโจมตีทำให้น้ำบนเวทีระเหยอย่างรวดเร็ว ไอน้ำจำนวนมหาศาลลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า จนน้ำซึ่งเคยท่วมสูงถึงครึ่งร่างเริ่มลดระดับลงเรื่อย ๆ
เสียงฮือฮาดังไปทั่วอัฒจันทร์
“เย่อ้าวเทียนกำลังกดดันอีกฝ่ายจนตอบโต้ไม่ได้!”
“ถึงจะโจมตีไม่โดน แต่น้ำบนเวทีกำลังจะแห้งแล้ว!”
“หากยูรันทำได้เพียงหลบ สุดท้ายพลังต้องหมดก่อนแน่นอน!”
แต่เหล่าผู้ฝึกตนระดับสูงกลับเริ่มขมวดคิ้ว
ยูรันหลบการโจมตีมาตลอดโดยไม่มีเหงื่อแม้แต่หยดเดียว ลมหายใจของเขายังคงสม่ำเสมอ ราวกับกำลังเดินเล่นอยู่ในสวนหลังบ้าน
ตรงกันข้าม เย่อ้าวเทียนกลับหอบหนักขึ้นทุกขณะ
ยูรันเงยหน้ามองเมฆดำซึ่งหนาแน่นขึ้นเหนือสนาม
[อืม เปลวเพลิงทำให้น้ำระเหย ส่วนพลังอัสนีซึ่งปะปนอยู่กับไอน้ำก็เพิ่มประจุให้เมฆมากกว่าปกติ]
ประกายสายฟ้าจำนวนมหาศาลเริ่มแล่นอยู่ภายในกลุ่มเมฆ แต่เสียงระเบิดจากกระบี่ของเย่อ้าวเทียนช่วยกลบความผิดปกตินั้นไว้จนหมด
[หึ...เกินกว่าที่คาดไว้เสียอีก]
ยูรันยกมุมปากขึ้น ก่อนกวักมือเรียกอีกฝ่าย
“ต่อสิ ศิษย์พี่เย่”
เขาเหลือบมองน้ำบนเวทีซึ่งใกล้แห้งสนิท
“เหลืออีกนิดเดียวเอง”
เย่อ้าวเทียนกัดฟันจนใบหน้าบิดเบี้ยว
“อย่าหลบสิวะ!”
เขาล้วงยันต์สีม่วงแปดแผ่นออกจากแหวนมิติ ก่อนฉีกทั้งหมดพร้อมกัน
แควก!
ยันต์ทั้งแปดแผ่นกลายเป็นลำแสง พุ่งแยกออกไปปักตามทิศต่าง ๆ รอบเวที
เสาอัสนีแปดต้นผุดขึ้นจากพื้น ก่อนเชื่อมต่อกันเป็นม่านพลังขนาดใหญ่ ครอบคลุมยูรันเอาไว้ตรงกลาง
เปรี๊ยะ! เปรี๊ยะ!
สายฟ้าหลายร้อยสายวิ่งวนอยู่ภายในค่ายกล ปิดกั้นเส้นทางหลบหนีทุกทิศทาง ไม่เว้นแม้แต่ด้านบนกับใต้พื้นเวที
เย่อ้าวเทียนยกกระบี่ขึ้น ก่อนหัวเราะด้วยความสะใจ
“ค่ายกลอัสนีแปดทิศ!”
“คราวนี้ข้าจะดูว่าแกยังหนีไปไหนได้อีก!”
เสียงฮือฮาดังขึ้นรอบสนาม
“ค่ายกลระดับสูง!”
“เขาเตรียมยันต์ค่ายกลมาเพื่อรับมือความเร็วของยูรันโดยเฉพาะ!”
“หากถูกขังไว้ด้านใน ต่อให้รวดเร็วเพียงใดก็ไม่มีพื้นที่ให้หลบแล้ว!”
บนอัฒจันทร์ หนานอวี้มองค่ายกลด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“มันกำลังทำอะไรของมัน?”
นางชี้ไปทางเย่อ้าวเทียน
“จะใช้ค่ายกลกับสามีทำไม? ตอนอยู่ในแดนลับมันก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าค่ายกลขังสามีไม่ได้ มันลืมไปแล้วหรือไง?”
ไป๋หลิงถอนหายใจ
“เฮ้อ เจ้ายังดูไม่ออกอีกหรือ?”
“ดูอะไร?”
“สามีกำลังเล่นอยู่เห็น ๆ”
ไป๋หลิงมองยูรันซึ่งยืนอยู่กลางค่ายกลด้วยสีหน้าไม่ทุกข์ร้อน
“หากเขาคิดจะจบการประลอง เย่อ้าวเทียนคงไม่มีโอกาสปล่อยวิชาแรกด้วยซ้ำ”
หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ ก่อนเงยหน้ามองเมฆดำเหนือสนาม
“อ้อ...”
นางยกมุมปากขึ้นช้า ๆ
“ดูเหมือนสามีกำลังรออะไรบางอย่างอยู่จริง ๆ ด้วย”
ค่ายกลอัสนีแปดทิศทำงานอย่างสมบูรณ์ ม่านสายฟ้าทั้งแปดด้านเชื่อมต่อกันจนไม่เหลือช่องว่างให้หลบหนี
เย่อ้าวเทียนสัมผัสได้ว่ายูรันยังอยู่ภายใน จึงยกกระบี่ขึ้นเหนือศีรษะด้วยสีหน้าบ้าคลั่ง
“แกหนีไม่พ้นแล้วววว!”
เปลวเพลิงจำนวนมหาศาลรวมตัวเหนือคมกระบี่ ก่อนก่อตัวเป็นลูกไฟขนาดยักษ์หลายสิบลูก
“เคล็ดวิชาเพลิงดาวตก!”
กระบี่ในมือสะบัดลง
ลูกไฟทั้งหมดพุ่งตกจากท้องฟ้า ถล่มพื้นที่ภายในค่ายกลอย่างต่อเนื่อง
ตูม! ตูม! ตูมมมมมม!
เปลวเพลิงระเบิดปกคลุมทั่วทั้งเวที น้ำส่วนสุดท้ายซึ่งยังหลงเหลืออยู่ถูกความร้อนเผาจนระเหยหายไปในพริบตา
ไอน้ำมหาศาลลอยขึ้นไปสมทบกับเมฆดำเบื้องบน จนแทบมองไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในค่ายกล
เย่อ้าวเทียนยืนหอบอยู่กลางอากาศ ก่อนหัวเราะออกมา
“ฮ่า ๆๆๆ! คราวนี้แกยังจะ—”
[ทำไมรอบนี้ถึงไม่ใช้สายฟ้าด้วยวะ?]
เสียงในความคิดของยูรันดังขึ้นอย่างผิดหวัง
[เอาแต่ใช้เพลิงเผาน้ำจนแห้ง ประจุอัสนียังไม่ถึงระดับที่ข้าต้องการเลย]
[ดูเหมือนต้องเติมน้ำอีกสักหน่อย]
ทันใดนั้น เสียงของเขาก็ดังมาจากด้านหลังเย่อ้าวเทียน
“ทางนี้ ศิษย์พี่”
เย่อ้าวเทียนแข็งค้างไปทั้งร่าง
เขาค่อย ๆ หันกลับไปมอง
ยูรันกำลังยืนอยู่ด้านนอกค่ายกลอัสนีแปดทิศโดยไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อย เสื้อผ้ายังคงเรียบร้อยราวกับไม่เคยถูกการโจมตีเมื่อครู่แตะต้อง
“ปะ...เป็นไปได้อย่างไร?”
เสียงฮือฮารอบสนามดังสนั่นขึ้นทันที
“เขาออกมาจากค่ายกลตั้งแต่เมื่อใด?!”
“ค่ายกลไม่มีรอยแตกเลยนะ!”
“หรือมันขังเขาเอาไว้ไม่ได้ตั้งแต่แรก?”
หนานอวี้หัวเราะลั่น
“ฮ่า ๆๆๆ! บอกแล้วว่ามันลืม!”
ไป๋หลิงส่ายหน้า
“ไม่ใช่ลืมหรอก เขาไม่เคยเข้าใจตั้งแต่แรกต่างหาก”