ตอนที่ 313 เป็นไปได้ว่าเขาอาจสมคบคิดกับคนนอกสำนักด้วย
ทันใดนั้น กระแสลมสายหนึ่งพัดผ่านสนาม
ฟู่ววววว!
ควันซึ่งปกคลุมลานประลองถูกพัดกระจายออกไปจนหมดสิ้น ภาพภายในสนามจึงปรากฏแก่สายตาของทุกคนอย่างชัดเจน
ลานประลองแทบไม่เหลือสภาพเดิม พื้นหินพังทลายกลายเป็นหลุมขนาดมหึมา ค่ายกลป้องกันหลายชั้นเต็มไปด้วยรอยแตกร้าว และยังมีประกายอัสนีวิ่งพล่านไปทั่วบริเวณ
ใจกลางหลุมนั้น เย่อ้าวเทียนนอนหมดสภาพปางตาย กระบี่ในมือหักเหลือเพียงครึ่งเดียว กลิ่นอายระดับแปลงเทพก่อนหน้านี้สลายหายไปจนหมดสิ้น
ข้างกัน ยูรันยืนปัดฝุ่นออกจากแขนเสื้ออย่างไม่ทุกข์ร้อน เครื่องแต่งกายสีดำสนิทแทบไม่มีรอยเสียหาย แม้แต่ทรงผมยังไม่ยุ่งสักเท่าไร
ทั่วทั้งสนามเงียบสนิท
หนึ่งอึดใจ
สองอึดใจ
ก่อนเสียงทั้งหมดจะระเบิดขึ้นพร้อมกัน!
“บ้าไปแล้วววววววววววววววว!”
“นี่คือผลจากการประลองระหว่างแก่นทองคำกับวิญญาณทารกจริงหรือ?!”
“เย่อ้าวเทียนยกระดับพลังไปถึงแปลงเทพขั้นต้นแล้วนะ!”
“แล้วเหตุใดผู้ชนะถึงไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนเล่า?!”
“มังกรอัสนีนั่นมันวิชาอะไรกันแน่!”
ผู้อาวุโสหลายคนลุกพรวดขึ้นตรวจสอบค่ายกลวัดระดับพลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า
“แก่นทองคำ...ยังเป็นแก่นทองคำจริง ๆ”
“เป็นไปไม่ได้!”
“ค่ายกลไม่ได้เสียหาย ระดับพลังที่ตรวจจับได้คือแก่นทองคำอย่างแน่นอน!”
“แล้วแก่นทองคำบ้านเจ้าสร้างมังกรสายฟ้าใหญ่คับฟ้าได้หรือ?!”
ทางฝั่งสำนักเหอฮวน หญิงสาวหลายคนแทบจะปีนข้ามรั้วอัฒจันทร์
“ข้าไม่สนแล้ว! ข้าต้องได้เขา!”
“ทั้งหล่อ ทั้งแข็งแกร่ง แล้วยังควบคุมมังกรอัสนีได้อีก!”
“พวกเจ้าหลีกไป ข้าจะไปขอเขาบำเพ็ญคู่เดี๋ยวนี้!”
เฟิงซูหลานจากสำนักเหอซานลุกพรวดขึ้นทันที
“หยุดฝันเสียเถอะ! น้องชายมีสัญญาพนันกับพวกเราก่อนแล้ว!”
เหอหว่านชิงพยักหน้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ถูกต้อง ทุกเรื่องต้องมีลำดับก่อนหลัง”
หญิงสาวจากสำนักเหอฮวนหันขวับ
“พวกท่านชนะพนันแล้วหรือ?”
เฟิงซูหลานชะงัก
“ยัง”
“แล้วยังกล้าพูดอีกหรือ!”
“ถึงยังไม่ชนะ แต่พวกเราก็จองก่อน!”
“ใครยอมรับการจองของพวกท่านกัน!”
ทั้งสองสำนักเริ่มส่งเสียงโต้เถียงกันจนดังไม่แพ้เสียงฮือฮารอบสนาม
บนอัฒจันทร์รับรองของสำนักเมฆาจันทร์ ไป๋จิ้งเหวินมองยูรันซึ่งยืนอยู่กลางซากสนาม ดวงตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
“รันเอ๋อร์ของแม่เก่งที่สุดจริง ๆ”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้ารัว ๆ
“ใช่แล้ว ผู้อื่นหมดสภาพถึงเพียงนั้น แต่รันเอ๋อร์ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ช่างสง่างามจริง ๆ”
ไป๋จิ้งเหวินยิ้มกว้างกว่าเดิม
“ทั้งหล่อเหลา แข็งแกร่ง แล้วยังทำอาหารอร่อย จะมีหญิงสาวชื่นชอบมากมายก็ไม่แปลก”
ลู่เหยียนหนิงเหลือบมองการโต้เถียงระหว่างสำนักเหอซานกับสำนักเหอฮวน ก่อนหรี่ตาลง
“ชื่นชอบได้ แต่คิดจะแย่งรันเอ๋อร์ของพวกเราไม่ได้”
“เรื่องนี้แม่เห็นด้วย”
หญิงสาวทั้งหมดบนอัฒจันทร์หันมามองมารดาทั้งสอง ก่อนพยักหน้าพร้อมกันอย่างหาได้ยาก
“ถูกต้อง!”
บนพลับพลาประธาน อ๋องหมิงมองซากสนามประลองด้วยดวงตาเบิกกว้าง ริมฝีปากสั่นระริกอยู่นาน
“บ้าไปแล้ว...บ้าไปแล้วจริง ๆ”
เขาชี้นิ้วไปทางยูรันด้วยมือสั่นเทา
“เพียงแก่นทองคำยังสร้างมังกรอัสนีได้ถึงขนาดนี้ หากวันใดมันขึ้นมาถึงหลอมสุญญตา...เอื๊อก!”
อ๋องหมิงกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เหงื่อเย็นไหลลงมาตามขมับ
เซี่ยหลานอิงกลับพยักหน้าอย่างภาคภูมิใจ
“ข้าบอกแล้วว่าราชวงศ์ไม่มีสิ่งใดดีพอให้เขาสนใจหรอก เขาไม่ชายตามองด้วยซ้ำ”
พรวด!
อ๋องหมิงกระอักเลือดออกมาทันที
“หลานรัก! ทำไมเจ้าถึงได้...”
ยังไม่ทันกล่าวจบ ดวงตาของเขาก็เหลือกขึ้น ก่อนล้มตึงลงกับพื้นอีกครั้ง
ตุ้บ!
ผู้ติดตามบนพลับพลาประธานแตกตื่นกันทั้งแถบ
“ท่านอ๋อง!”
“ท่านอ๋องสลบอีกแล้ว!”
“หมออออออออออออ!”
พรึ่บ!
ยูรันกลับมาปรากฏตัวบนอัฒจันทร์รับรองของสำนักเมฆาจันทร์ ก่อนผายมือออกทั้งสองข้างด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
“เป็นอย่างไรบ้างรอบนี้?”
เขาเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย
“มังกรเท่กว่ากิเลนเห็น ๆ”
“เท่มากกกกกกกกกกกกก!”
หนานอวี้พุ่งเข้ามากอดแขนเขาเป็นคนแรก ดวงตาเปล่งประกายจนแทบจะมีแสงออกมา
“สามี! รอบหน้าสอนข้าเรียกมังกรเพลิงบ้างนะ!”
ไป๋หลิงพยักหน้าอย่างยอมรับ
“เรื่องความเท่ ข้าไม่อาจโต้แย้งได้จริง ๆ”
หลานชิงอวี้รีบเข้ามาจับแขนอีกข้าง
“ศิษย์พี่ ครั้งหน้าท่านต้องบอกข้าก่อนนะเจ้าคะ! ข้าจะเตรียมศิลาบันทึกภาพเอาไว้หลาย ๆ ก้อนเลย!”
โม่ชิงเฟิงคลี่พัดขึ้น ก่อนมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“มังกรเท่ก็จริง แต่พี่สาวว่าสามีซึ่งยืนอยู่ข้างใต้มังกรเท่ยิ่งกว่า”
“เห็นด้วยเจ้าค่ะ!”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่ตอบพร้อมกันทันที
มู่เสวี่ยหนิงมองลงไปยังสนามซึ่งพังยับเยิน ก่อนยิ้มอย่างอ่อนใจ
“เท่มากเจ้าค่ะ เพียงแต่สนามประลองคงไม่คิดเช่นเดียวกับพวกเรา”
เซี่ยเยว่หลีปรายตามองหลุมขนาดมหึมา
“ข้าว่าเจ้าภาพเองก็คงไม่คิดเช่นนั้น”
ลู่ชิงถานแค่นเสียงอย่างไม่ใส่ใจ
“ท่านพี่ชนะก็พอแล้ว สนามพังก็สร้างใหม่ได้เจ้าค่ะ”
เซียวซินเยวี่ยมองยูรันอย่างละเอียด ก่อนถอนหายใจโล่งอก
“ไม่มีบาดแผลจริง ๆ ด้วย”
ไป๋จิ้งเหวินเดินเข้ามาจัดปกเสื้อให้เขา ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ
“รันเอ๋อร์ของแม่เท่มาก ไม่ว่ามังกรหรือกิเลนก็งดงามทั้งคู่”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย
“แต่รอบนี้รันเอ๋อร์สง่างามที่สุด”
ยูรันยิ้มกว้าง
“แหงอยู่แล้ว”
ยูรันหันไปทางหลิงเยวี่ย ก่อนผายมือให้นางอีกครั้ง
“เป็นอย่างไรบ้าง ท่านพอใจหรือเปล่า ท่านอาจารย์?”
สายตาของทุกคนพลันหันไปหาหลิงเยวี่ยพร้อมกัน
หลิงเยวี่ยมองลูกศิษย์ซึ่งยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า ก่อนเหลือบลงไปยังลานประลองที่พังแทบไม่เหลือชิ้นดี
“อืม พอใช้ได้”
“แค่พอใช้?”
ยูรันเลิกคิ้ว
“ข้าเรียกมังกรใหญ่คับฟ้าออกมาเชียวนะ”
“แล้วอย่างไร?”
หลิงเยวี่ยเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย พยายามรักษาสีหน้าเย็นชาเอาไว้
“เจ้าเป็นศิษย์ของข้า หากทำได้เพียงเท่านี้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ”
[รันเอ๋อร์ของข้าเก่งที่สุด!]
[กิเลนก็งดงาม มังกรก็สง่างาม วิชานั้นยอดเยี่ยมจนผู้ใดเทียบไม่ได้!]
[สมแล้วที่เป็นศิษย์ของข้า!]
มุมปากของนางยกขึ้นอย่างห้ามไม่อยู่ แม้จะพยายามกดลงเพียงใดก็ตาม
ยูรันหรี่ตามองหลิงเยวี่ยอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มมุมปาก
ทันใดนั้น มู่หรงฉินซึ่งยืนเงียบมาตลอดก็กำหมัดแน่น รวบรวมความกล้าก้าวออกมาด้านหน้า
“ข้าตัดสินใจแล้ว”
ทุกคนหันไปมองนางพร้อมกัน
มู่หรงฉินสูดลมหายใจเข้าลึก ใบหน้าแดงระเรื่อ แต่สายตาซึ่งมองยูรันกลับแน่วแน่ไม่มีหลบเลี่ยง
“ข้าจะเป็นภรรยาของศิษย์พี่”
ทั่วทั้งอัฒจันทร์รับรองเงียบกริบ
ยูรันกะพริบตาหนึ่งครั้ง
“หืม?”
มู่เสวี่ยหนิงเป็นคนแรกที่ได้สติ นางรีบเข้าไปจับมือพี่สาวด้วยความยินดี
“พี่หญิงตัดสินใจได้แล้วหรือเจ้าคะ?!”
“อืม”
มู่หรงฉินพยักหน้า แม้ใบหน้าจะยิ่งแดงขึ้นทุกขณะ
“ข้าตัดสินใจแล้ว”
โม่ชิงเฟิงตบพัดลงบนฝ่ามือดังฉาด
“โอ้! น้องหญิงเพิ่มมาอีกหนึ่งจริง ๆ ด้วย!”
ไป๋หลิงหันขวับไปมองนาง
“พี่ใหญ่ เหตุใดท่านจึงดีใจยิ่งกว่าคนซึ่งกำลังจะได้ภรรยาเสียอีก?”
“ครอบครัวยิ่งใหญ่ยิ่งคึกคักไม่ดีหรือ?”
หนานอวี้กุมขมับ
“ข้าว่าพี่ใหญ่เริ่มเกินเยียวยาแล้ว”
ลู่ชิงถานมองมู่หรงฉินตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนพยักหน้าอย่างพึงพอใจ
“นางเป็นพี่สาวของเสวี่ยหนิง ทั้งยังดูไม่เหมือนยัยป้าสองคนนั่น ข้าไม่คัดค้านเจ้าค่ะ”
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่พยักหน้าตามพร้อมกัน
“พวกเราก็ไม่คัดค้าน”
เซี่ยเยว่หลียักไหล่
“ข้าบอกแล้วว่ามีเพิ่มอีกคนก็ไม่เสียหาย”
หลิงเยวี่ยมองเหล่าศิษย์ของตน ก่อนยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
[เหตุใดศิษย์บนยอดเขาของข้าจึงกลายเป็นภรรยาของรันเอ๋อร์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้...]
สายตาทุกคู่ค่อย ๆ หันกลับมารวมอยู่ที่ยูรัน รอคอยคำตอบจากเขาเพียงผู้เดียว
ยูรันมองมู่หรงฉินอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อ้อ”
มู่หรงฉินยืนรออยู่พักใหญ่ ทว่ายูรันกลับไม่มีทีท่าว่าจะพูดสิ่งใดต่อ
นางกะพริบตาปริบ ๆ
“แค่นี้หรือเจ้าคะ?”
“แล้วจะให้ข้าพูดอะไร?”
“อย่างน้อยศิษย์พี่ก็ควรตอบว่าจะรับหรือไม่รับสิ!”
ยูรันเอียงศีรษะ
“อ้าว เจ้าบอกว่าจะเป็นภรรยาข้า ข้าก็ตอบรับรู้แล้ว ไม่ได้ปฏิเสธ แปลว่ารับไม่ใช่หรือ?”
“เรื่องเช่นนี้เขาเข้าใจกันแบบนั้นที่ไหนเล่า!”
มู่หรงฉินหน้าแดงจัด ขณะที่โม่ชิงเฟิงหัวเราะชอบใจ
“ฮี่ ๆ ยินดีด้วยนะน้องหญิง สามีตอบรับเจ้าแล้ว”
มู่เสวี่ยหนิงรีบกอดแขนพี่สาว
“ต่อไปพวกเราก็ได้อยู่ด้วยกันแล้วเจ้าค่ะ!”
ไป๋หลิงถอนหายใจยาว
“สมกับเป็นสามีจริง ๆ แม้แต่การรับภรรยาเพิ่มยังตอบเพียงคำว่าอ้อได้”
ยูรันเดินไปนั่งลงข้างหลิงเยวี่ย ก่อนโน้มตัวเข้าไปกระซิบให้นางได้ยินเพียงผู้เดียว
“อาจารย์ หากท่านคิดจะออกไปที่ใด ต้องบอกข้าก่อนนะ”
หลิงเยวี่ยชะงัก ก่อนหันมามองเขา
ยูรันยังคงจับจ้องสนามประลอง ราวกับกำลังพูดคุยเรื่องทั่วไป
“ต่อให้ท่านจะออกไปกับเพื่อนสองคนนั้นก็เหมือนกัน”
น้ำเสียงของเขาค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นจริงจัง
“ศิษย์พี่เย่หายหน้าไปนานมาก นับตั้งแต่ออกจากแดนลับ เขาก็ไม่เคยกลับไปทำอะไรเพิ่มเติมบนยอดเขาอีกเลย”
“จากกายาทั้งสามกับวิชาที่เขานำออกมาใช้วันนี้ เห็นได้ชัดว่าเขาเตรียมการมานานพอสมควร”
ยูรันเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนกล่าวต่อเสียงเบา
“เป็นไปได้ว่าเขาอาจสมคบคิดกับคนนอกสำนักด้วย”
แววตาของหลิงเยวี่ยเย็นเยียบลงในทันที
ยูรันจึงหันกลับมาสบตากับนาง
“อาจารย์ยังจำเมืองแรกได้ไหม?”
“เมืองซึ่งข้าไปถล่มสำนักกระบี่ทลายฟ้า”