ตอนที่ 314
หลิงเยวี่ยพยักหน้ารับ
“ได้”
ยูรันจึงกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“นั่นแหละ ตอนนั้นข้าไม่ได้ตั้งใจฟังมากนักหรอก แต่บังเอิญได้ยินมานิดหน่อย”
แววตาของเขาค่อย ๆ เย็นลง
“ดูเหมือนจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มกำลังตามจับผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมสุญญตา เพื่อนำไปหลอมเป็นโอสถมนุษย์สำหรับสร้างกองทัพ”
หลิงเยวี่ยขมวดคิ้วทันที
“โอสถมนุษย์?”
“อืม ว่ากันว่าวิญญาณทารกของผู้บำเพ็ญขอบเขตหลอมสุญญตาเพียงคนเดียว สามารถใช้สร้างผู้บำเพ็ญขอบเขตแปลงเทพขึ้นมาได้หลายสิบคน”
ยูรันเหลือบมองเย่อ้าวเทียนซึ่งกำลังถูกหามออกจากสนาม
“ผลประโยชน์มหาศาลถึงเพียงนั้น พวกมันย่อมยอมทุ่มทุนทุกอย่าง”
“ประกอบกับช่วงนี้อาจารย์กำลังแสร้งทำเป็นว่าตบะร่วง พวกมันจึงยังไม่รีบลงมือ เพียงเตรียมการและรอโอกาสอยู่เบื้องหลัง”
ยูรันหันกลับมาสบตานาง ก่อนเน้นย้ำทีละคำ
“เพราะต่อให้ตบะทดถอย หลอมสุญญตาก็ยังคงเป็นหลอมสุญญตา”
“วิญญาณทารกของท่านยังคงมีค่าเพียงพอให้พวกมันเสี่ยงทุกอย่างเพื่อช่วงชิง”
ยูรันกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ถึงแม้ว่าข้าจะหลอมโอสถระดับใดก็ได้เพื่อช่วยให้คนทะลวงขอบเขตก็เถอะ แต่พวกมันไม่มีคนแบบข้า”
“เมื่อไม่มีความสามารถก็ต้องใช้วิธีสกปรกชดเชย มีความทะเยอทะยานมากหน่อยก็ไม่แปลก”
หลิงเยวี่ยหรี่ตาลง
“แล้วเหตุใดพวกมันจึงเลือกข้า?”
ยูรันมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
“เพราะท่านมีกายาหยินบริสุทธิ์”
บรรยากาศรอบตัวหลิงเยวี่ยพลันเย็นเยียบลง
“พวกมันไม่ได้ต้องการเพียงวิญญาณทารกของท่านเท่านั้น แต่ต้องการร่างกายของท่านด้วย”
ยูรันกล่าวอย่างตรงไปตรงมาโดยไม่คิดปิดบัง
“ต่อให้ดึงวิญญาณออกไปจนเหลือเพียงร่างเนื้อ กายาหยินบริสุทธิ์ก็ยังคงอยู่ และยังสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้”
กร๊อบ!
พนักวางแขนข้างหลิงเยวี่ยแตกร้าวใต้ฝ่ามือของนางทันที
ยูรันเหลือบมองมือซึ่งกำแน่นของนาง ก่อนเอื้อมเข้าไปจับเอาไว้
“เพราะฉะนั้น หากท่านจะไปไหนก็บอกข้านะ”
น้ำเสียงซึ่งเคยราบเรียบอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด
“หากข้าต้องสูญเสียท่านไปจริง ๆ มันคงแย่น่าดู”
หลิงเยวี่ยชะงักไป
นางมองเข้าไปในตาของยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกระชับมือของเขาแน่นขึ้น
“อืม ข้าจะบอกเจ้า”
รอยเย็นชาบนใบหน้าค่อย ๆ ผ่อนคลายลง
“วางใจเถอะ หากข้าต้องออกไปที่ใด ข้าจะลากเจ้าสองตัวนั่นไปด้วย”
ยูรันพยักหน้า
“อืม แบบนั้นข้าค่อยสบายใจหน่อย”
หลิงเยวี่ยไม่ได้กล่าวอะไรต่อ เพียงยังคงจับมือของเขาเอาไว้โดยไม่มีท่าทีว่าจะปล่อย.
ไป๋จิ้งเหวินซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างเหลือบมองมือของทั้งสอง ก่อนสะกิดแขนลู่เหยียนหนิงเบา ๆ
“เหยียนหนิง ดูนั่นสิ”
ลู่เหยียนหนิงมองตาม ก่อนยกมือขึ้นป้องปากกระซิบตอบ
“เห็นแล้ว”
ไป๋จิ้งเหวินยิ้มอย่างมีเลศนัย
“ปากบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับรันเอ๋อร์ แต่กลับแอบจับมือกันแน่นเชียว”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าอย่างเห็นด้วย
“ทั้งยังไม่มีใครคิดจะปล่อยด้วยนะ”
“นั่นสิ ปากไม่ตรงกับใจจริง ๆ”
บนสนามประลอง กรรมการก้าวออกมาด้านหน้า ก่อนประกาศด้วยสีหน้าซับซ้อน
“ลำดับต่อไป เราจะเริ่มการแข่งขันของขอบเขตสร้างรากฐาน!”
เสียงพูดคุยทั่วทั้งสนามค่อย ๆ เงียบลง
กรรมการสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนกล่าวต่อ
“ส่วนการแข่งขันของขอบเขตวิญญาณทารก...ผู้เข้าแข่งขันที่เหลือทั้งหมดได้ขอสละสิทธิ์แล้ว”
“อะไรนะ?!”
เสียงฮือฮาระเบิดขึ้นอีกครั้ง
กรรมการเหลือบมองหลุมขนาดมหึมาซึ่งเคยเป็นลานประลอง ก่อนกระแอมออกมา
“เหตุผลที่ทุกคนแจ้งตรงกันคือ ไม่ต้องการเผชิญหน้ากับมังกรอัสนี และไม่มีผู้ใดยินยอมประลองต่อ”
ทั่วทั้งสนามตกอยู่ในความเงียบอันแปลกประหลาด
“ดังนั้น การแข่งขันขอบเขตวิญญาณทารกในปีนี้จะไม่มีอันดับสองและอันดับสาม”
กรรมการยกมือขึ้นชี้มายังอัฒจันทร์รับรองของสำนักเมฆาจันทร์
“ผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียว และผู้ที่จะได้รับการจารึกชื่อลงในทำเนียบอัจฉริยะประจำปีนี้ ได้แก่...”
“ยูรัน แห่งสำนักเมฆาจันทร์ ยอดเขาจันทรา!”
เสียงโห่ร้องดังสนั่นไปทั่วสนาม ขณะที่สายตานับไม่ถ้วนหันมารวมอยู่ที่ยูรันอีกครั้ง
หลิงเยวี่ยกระชับมือของเขาเล็กน้อย ก่อนกล่าวด้วยความภาคภูมิใจ
“ทำได้ดีมาก”
ยูรันเชิดหน้าขึ้น แล้วแค่นเสียงอย่างดูแคลน
“หึ พวกอ่อนแอ”
“……”
เหล่าผู้เข้าแข่งขันขอบเขตวิญญาณทารกซึ่งเพิ่งสละสิทธิ์ต่างก้มหน้าลงอย่างอับอาย
แต่เมื่อพวกเขาเหลือบมองซากสนามประลองอีกครั้ง ทุกคนกลับรู้สึกพร้อมกันว่า...
อ่อนแอก็ยังดีกว่าตาย
ยูรันกวาดตามองเหล่าผู้เข้าแข่งขันขอบเขตสร้างรากฐานซึ่งทยอยขึ้นมาบนสนาม ก่อนเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างหมดความสนใจ
“อืม ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจแล้ว”
เขาหาวออกมาเบา ๆ
“ขอบเขตสร้างรากฐานก็มีแต่พวกงั้น ๆ ชิงอวี้จัดการได้สบายอยู่แล้ว”
หลานชิงอวี้ยืดอกขึ้นทันที
“แน่นอนเจ้าค่ะ ศิษย์พี่รอดูชัยชนะของข้าได้เลย!”
เสียงของยูรันไม่ได้เบานัก ผู้เข้าแข่งขันหลายคนซึ่งได้ยินต่างหันมามองด้วยสีหน้าไม่พอใจ แต่เมื่อเห็นว่าเป็นเจ้าของมังกรอัสนีเมื่อครู่ ทุกคนกลับเลือกหันหน้าหนีอย่างพร้อมเพรียง
ยูรันเหลือบมองกำหนดการแข่งขัน ก่อนถอนหายใจยาว
“จัดการประลองอะไรตั้งหนึ่งเดือนเต็ม เสียเวลาชะมัด”
หนานอวี้หันมามองเขา
“สามีเพิ่งทำให้การแข่งขันขอบเขตวิญญาณทารกจบลงตั้งแต่คู่แรกแท้ ๆ ยังจะบ่นว่าช้าอีกหรือ?”
“ก็เพราะข้าจบเร็วต่างหาก ถึงได้รู้สึกว่าส่วนที่เหลือช้า”
เป็นไปตามที่ยูรันคาดการณ์เอาไว้ หลานชิงอวี้สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ทุกคนได้อย่างง่ายดาย
ไม่ว่าจะเป็นกระบี่ เปลวเพลิง สายฟ้า หรือวิชาโจมตีชนิดใด ล้วนไม่อาจฝ่าเส้นไหมจำนวนมหาศาลของนางเข้าไปได้
ยิ่งคู่ต่อสู้พยายามทำลาย เส้นไหมกลับยิ่งทับซ้อนและบีบอัดแน่นขึ้น สุดท้ายทุกคนล้วนถูกพันจนกลายเป็นดักแด้ ก่อนถูกโยนออกจากสนามโดยไม่มีโอกาสแม้แต่จะเข้าใกล้ตัวนาง
หลังจบการประลองอีกคู่ หลานชิงอวี้เดินกลับมาด้วยสีหน้าร่าเริง
“ข้าชนะอีกแล้วเจ้าค่ะ!”
“อืม ข้าบอกแล้วว่าไม่มีใครต้านหนอนไหมของเจ้าได้หรอก”
ยูรันเหลือบมองตารางการแข่งขัน ก่อนถอนหายใจยาว
“แต่ชิงอวี้ต้องแข่งต่อไปอีกตั้งห้าวัน จะบ้าตาย”
เขากวาดตามองรายการซึ่งจัดการแข่งขันขอบเขตสร้างรากฐานสลับช่วงเช้าและช่วงบ่ายกับขอบเขตแก่นทองคำ ก่อนชะงักไปกะทันหัน
“เดี๋ยวนะ”
ยูรันหันขวับกลับมามองหญิงสาวสามคนข้างกาย
“เมื่อครู่กรรมการบอกว่าผู้เข้าแข่งขันขอบเขตวิญญาณทารกที่เหลือสละสิทธิ์ทั้งหมด”
โม่ชิงเฟิง ไป๋หลิง และหนานอวี้หลบสายตาไปคนละทิศพร้อมกัน
ยูรันหรี่ตาลง
“เช่นนั้นข้าก็ไม่ได้ประลองกับอาเจ๊ หลิงเอ๋อร์ และอวี้เอ๋อร์แล้วสิ”
ทั้งสามยังคงทำเป็นไม่ได้ยิน
“พวกเจ้าไปแอบสละสิทธิ์กันมาตั้งแต่เมื่อไร?”
โม่ชิงเฟิงคลี่พัดขึ้นปิดใบหน้า
“พี่สาวจำไม่ได้”
ไป๋หลิงหันไปชมการประลองบนสนาม
“คู่ต่อไปน่าสนใจดีนะ”
หนานอวี้ผิวปาก ก่อนก้มลงลูบหงส์ฟ้าทั้งสองตัวอย่างตั้งใจ
“แกว๊ก ๆ วันนี้อากาศดีจริง ๆ”
ยูรันมองพวกนางทีละคน
“พวกเจ้าเห็นมังกรแล้วรีบไปสละสิทธิ์กันทันทีเลยสินะ?”
ความเงียบของทั้งสามคือคำตอบที่ชัดเจนที่สุด
ยูรันมองไป๋หลิงกับหนานอวี้สลับกัน ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าไม่เข้าใจ
“ถ้าเป็นเช่นนี้ เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ลงสนามแก่นทองคำแทนเล่า?”
ทั้งสองชะงักพร้อมกัน
“ถือโอกาสเปิดตัวลูกเจี๊ยบให้ทุกสำนักเห็นไปเลย อย่างไรพวกเจ้าก็ชนะอยู่แล้ว”
ยูรันยักไหล่
“สุดท้ายก็เพียงตัดสินกันว่า หลิงเอ๋อร์หรืออวี้เอ๋อร์จะเป็นผู้ชนะเท่านั้นเอง”
หนานอวี้เบิกตากว้าง ก่อนตบหน้าผากดังแปะ
“จริงด้วย!”
หงส์ฟ้าทั้งสองตัวส่งเสียงร้องตอบรับราวกับเห็นด้วย
“แกว๊ก! แกว๊ก!”
ไป๋หลิงหันไปมองสนามแก่นทองคำด้วยสีหน้าครุ่นคิด
“หากพวกเราลงสนามแก่นทองคำ นอกจากจะได้ทดสอบอาวุธ ยังสามารถแสดงพลังของหงส์ฟ้าให้ทุกคนเห็นด้วย”
“ใช่แล้ว”
ยูรันพยักหน้า
“เลี้ยงเอาไว้ขายตั้งแพง หากไม่เปิดตัวให้ผู้คนเห็น แล้วใครจะรู้ว่าพวกมันมีค่าถึงห้าร้อยล้าน?”
หนานอวี้ลุกพรวดขึ้น
“ข้าจะไปเปลี่ยนสนามเดี๋ยวนี้!”
ไป๋หลิงเองก็ลุกตามขึ้นมา
“ข้าไปด้วย”
ยูรันมองทั้งสองซึ่งเตรียมจะตรงไปหาผู้ดูแล ก่อนนึกบางอย่างขึ้นได้
“เดี๋ยวก่อน แล้วตอนนี้ยังเปลี่ยนสนามได้อยู่หรือ?”
ไป๋หลิงกับหนานอวี้หยุดฝีเท้าพร้อมกัน
“……”
ยูรันครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างเถอะ ก็น่าจะเปลี่ยนได้แหละ”
เขาเหลือบมองไปยังพลับพลาประธาน
“เจ้าภาพเป็นหลานอิงนี่ อย่างมากก็ให้นางแก้รายชื่อให้พวกเจ้า”
หนานอวี้พยักหน้าอย่างมั่นใจ
“มีเหตุผล ไปกันเถอะพี่รอง!”
ทั้งสองรีบตรงไปยังจุดลงทะเบียนทันที ทิ้งให้ผู้ดูแลการแข่งขันซึ่งมองเห็นพวกนางเดินเข้ามาจากระยะไกลเริ่มรู้สึกถึงลางร้ายบางอย่าง
หนานอวี้กับไป๋หลิงเดินตรงขึ้นมายังพลับพลาประธาน
“พี่หญิง พวกเราอยากเปลี่ยนไปลงสนามแก่นทองคำ จะได้ถือโอกาสเปิดตัวลูกเจี๊ยบด้วย”
เซี่ยหลานอิงเลิกคิ้ว
“ตอนนี้หรือ?”
“ใช่แล้ว!”
หนานอวี้กำลังจะอธิบายต่อ ทว่ากลับชะงักไปเมื่อนึกบางอย่างขึ้นได้
“เดี๋ยวก่อน ข้าจำได้ว่าลูกเจี๊ยบสุริยันคู่หนึ่งอยู่กับพี่หญิงมิใช่หรือ?”
นางกวาดตามองรอบตัวเซี่ยหลานอิง
“แล้วพวกมันหายไปไหนแล้ว?”
“อยู่กับเสด็จน้า”
เซี่ยหลานอิงตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ข้าฝากให้นางดูแลเอาไว้ก่อนมารับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ พวกมันติดนางมากจนไม่ยอมตามข้ามาด้วย”
หนานอวี้กะพริบตาปริบ ๆ
“พวกมันเปลี่ยนเจ้าของง่ายถึงเพียงนั้นเลยหรือ?”
“ไม่ได้เปลี่ยนเจ้าของ เพียงแต่นางเลี้ยงดีกว่าข้า”
“เลี้ยงด้วยอะไร?”
“สมบัติธาตุสุริยันจากคลังหลวง”
หนานอวี้หันไปมองไป๋หลิง
“ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพวกมันถึงไม่ยอมกลับมา