คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 315 สมบัติธาตุสุริยันจากคลังหลวง7,921 ตัวอักษร

ตอนที่ 315 สมบัติธาตุสุริยันจากคลังหลวง

หนานอวี้โบกมืออย่างไม่ใส่ใจ

“ช่างเถอะ เรื่องนั้นไม่สำคัญแล้ว ดูนี่!”

นางมือขึ้น ก่อนกระตุ้นผนึกซึ่งสลัก

“ออกมา เจ้าพวกลูกเจี๊ยบ!”

วูบ! วูบ!

แสงสีแดงสองสายพุ่งออกมาจากผนึก ก่อนก่อตัวเป็นหงส์ฟ้าสองตัวกลางอากาศ

แกว๊กกกก!

หงส์ฟ้าทั้งสองกระพือปีกลงมายืนข้างหนานอวี้ ขนาดตัวของพวกมันใหญ่พอ ๆ กับไก่โตเต็มวัย ขนสีแดงเพลิงเป็นประกายแวววาว บริเวณปลายปีกมีเปลวไฟลุกไหวอยู่ตลอดเวลา

เซี่ยหลานอิงเบิกตากว้าง ก่อนรีบย่อตัวลงมองพวกมันใกล้ ๆ

“นี่ ๆๆๆ! เหตุใดพวกมันถึงตัวใหญ่ขนาดนี้?!”

นางมองสลับระหว่างหงส์ฟ้าทั้งสองกับหนานอวี้อย่างไม่อยากเชื่อ

“สองตัวที่อยู่ในวังได้กินสมบัติธาตุสุริยันแทบทุกวัน แต่ยังโตขึ้นมาเพียงนิดเดียวเองนะ!”

หนานอวี้เชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

“หึ เจ้าพวกนี้กินเปลวไฟของข้าทุกวัน ทั้งยังนอนอยู่กับข้าทุกคืน จะไม่โตได้อย่างไร?”

“แกว๊ก!”

หงส์ฟ้าทั้งสองยืดอกขึ้นพร้อมกันราวกับกำลังอวดขนาดตัว

ทันใดนั้น อ๋องหมิงซึ่งนอนหมดสติอยู่บนเก้าอี้ก็สะดุ้งตื่นขึ้นมา

“ไหน?! ไหน ๆๆๆๆๆ!”

เขาเด้งตัวขึ้น ก่อนรีบเบียดเข้ามาร่วมวง

“มีอะไรให้ดู ข้าดูด้วย!”

อ๋องหมิงก้มมองหงส์ฟ้าทั้งสอง ดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้นเรื่อย ๆ

“นี่มัน...หะ หะ หะ หะ หะ หะ หะ หะ หะ หะ หะ หะ...”

เซี่ยหลานอิงกล่าวต่อให้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“หงส์ฟ้าอัคคี”

อ๋องหมิงหันขวับไปมองนาง

“ข้ารู้แล้ว!”

เขาชี้ไปยังหงส์ฟ้าทั้งสองด้วยมือสั่นเทา

“ข้าหมายถึงเหตุใดพวกมันจึงตัวใหญ่กว่าสองตัวที่เจ้านำกลับวังอีก! นี่มันหมายความว่าอย่างไร?!”

หนานอวี้ยกมือขึ้นเท้าเอว ก่อนอธิบายตามที่ยูรันเคยบอก

“สามีบอกว่า หากพลังซึ่งพวกมันกินเข้ากันได้กับสายเลือด พวกมันจะเติบโตเร็วมาก”

นางชี้นิ้วมายังตนเอง

“อย่างหงส์ฟ้า ข้ามีสายเลือดฟินิกซ์ เมื่อพวกมันกินเปลวเพลิงของข้าทุกวัน จึงเติบโตได้รวดเร็วเช่นนี้”

“แต่หากเป็นกิเลนซึ่งมีส่วนผสมของสายพันธุ์ม้าหรือกวาง ก็ต้องได้รับพลังจากสายเลือดม้าหรือกวาง จึงจะเติบโตได้รวดเร็วเหมือนกัน”

หนานอวี้ก้มลงลูบศีรษะหงส์ฟ้าทั้งสอง ก่อนกล่าวสรุปอย่างไม่ไว้หน้า

“ประมาณนั้นแหละ สามีเป็นคนบอกมา”

“ส่วนการให้พวกมันกินสมบัติธาตุสุริยันทุกวัน แม้จะช่วยให้เติบโตได้บ้าง แต่ก็เพียงนิดเดียว”

นางโบกมืออย่างดูแคลน

“ไร้ประโยชน์”

ร่างของอ๋องหมิงสั่นสะท้าน

เขานึกถึงสมบัติล้ำค่าจำนวนมหาศาลจากคลังหลวงซึ่งถูกนำไปป้อนให้หงส์ฟ้าทั้งสองทุกวัน ก่อนยกมือขึ้นกุมหน้าอกอย่างเจ็บปวด

“สมบัติของข้า...ไร้ประโยชน์อย่างนั้นหรือ...”

อ๋องหมิงกระตุกไปทั้งร่าง

“อะเฮือก!”

เขารีบสูดลมหายใจ ก่อนเงยหน้าขึ้นถามหนานอวี้ด้วยความคาดหวัง

“แล้ว...ยังมีคู่อื่นอีกหรือไม่?”

“มีสิ”

หนานอวี้ตอบอย่างไม่ทุกข์ร้อน

“บนยอดเขายังเหลืออีกยี่สิบสองตัว”

“ยี่สิบสองตัว?!”

อ๋องหมิงตะโกนจนเสียงหลง ก่อนรีบคว้าแขนเสื้อของนางเอาไว้

“ขอข้าสักตัวเถอะนะ! ไม่สิ ขอสักคู่!”

เขาตบหน้าอกตนเองอย่างมั่นใจ

“ข้าขอไปเลือกด้วยตนเอง ข้าถนัดธาตุดินอย่างยิ่ง พวกมันต้องชอบข้าแน่นอน!”

หนานอวี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“หงส์ฟ้าธาตุดินก็มีนะ”

ดวงตาของอ๋องหมิงเปล่งประกายขึ้นมาทันที ราวกับเพิ่งมองเห็นความหวังใหม่ในชีวิต

หนานอวี้มองสีหน้าตื่นเต้นของอ๋องหมิง ก่อนเอียงศีรษะอย่างสงสัย

“ท่านอ๋อง ไม่ใช่ว่ามันจะไร้ประโยชน์หรือ?”

รอยยิ้มของอ๋องหมิงแข็งค้าง

หนานอวี้ชี้ไปยังหงส์ฟ้าทั้งสองของตน

“ขนาดสองตัวในวังกินสมบัติล้ำค่าทุกวัน ยังโตขึ้นมาเพียงนิดเดียวเองนะ”

“……”

อ๋องหมิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นตบหน้าอก

“นั่นเพราะหลานอิงไม่มีสายเลือดซึ่งเข้ากันกับพวกมัน!”

เซี่ยหลานอิงหันขวับ

“เหตุใดต้องลากข้าเข้าไปเกี่ยวด้วย?”

“แต่ข้าถนัดธาตุดิน!”

อ๋องหมิงประกาศอย่างมั่นใจ

“หากเลือกตัวธาตุดินมา พลังของข้าต้องช่วยให้มันเติบโตได้อย่างแน่นอน!”

หนานอวี้มองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนกล่าวอย่างไม่ไว้หน้า

“ถ้าไม่โตเล่า?”

อ๋องหมิงชะงักไปอีกครั้ง

“ข้าก็...เลี้ยงต่อไปจนกว่ามันจะโต!”

เซี่ยหลานอิงถอนหายใจ

“สรุปคือท่านเพียงอยากได้”

“ถูกต้อง!”

ไป๋หลิงซึ่งยืนฟังอยู่ข้าง ๆ กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง

“ข้าว่าหงส์ฟ้าไม่ค่อยเหมาะกับท่านอ๋องเท่าไร”

อ๋องหมิงหันมามองนางทันที

“แล้วมีสิ่งใดเหมาะกับข้า?”

ไป๋หลิงยกนิ้วขึ้นนับทีละอย่าง

“รอม้านิลมังกร กิเลน เต่ามังกร คุนเผิง หรือวาฬมังกรไม่ดีกว่าหรือ?”

อ๋องหมิงกะพริบตาปริบ ๆ

“เมื่อครู่เจ้าพูดถึงสัตว์วิเศษในตำนานกี่ชนิดกัน?”

ไป๋หลิงไม่ได้สนใจสีหน้าตกตะลึงของเขา นางเพียงกล่าวต่ออย่างเป็นธรรมชาติ

“สามีกำลังสร้างพวกมันอยู่”

“ดูเหมือนกระบวนการสร้างจะเสร็จสมบูรณ์แล้ว เพียงแต่เขายังไม่ได้เร่งเวลาให้พวกมันฟักออกมา”

“หากปล่อยให้เติบโตตามเวลาปกติ คงต้องใช้เวลานานมากกว่าจะถือกำเนิด”

อ๋องหมิงอ้าปากค้าง

“เดี๋ยวก่อน! เขาสร้างพวกมันเสร็จหมดแล้วหรือ?!”

ไป๋หลิงพยักหน้า

“เท่าที่ข้าทราบน่าจะเสร็จแล้ว เหลือเพียงรอให้พวกมันฟักออกมาเท่านั้น”

เซี่ยหลานอิงขมวดคิ้วอย่างประหลาดใจ

“เร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ? ครั้งล่าสุดที่ข้ารายงานเรื่องนี้ เขายังอยู่ในขั้นตอนสร้างพวกมันขึ้นมาอยู่เลย”

หนานอวี้ยักไหล่

“สามีทำอะไรเร็วจะตายไป ทิ้งเอาไว้ไม่กี่วัน กลับมาอีกทีก็เสร็จหมดแล้ว”

“แต่เขายังไม่ได้เร่งเวลา หากปล่อยให้ฟักตามธรรมชาติคงต้องรออีกนาน”

อ๋องหมิงกำหมัดแน่น ดวงตาเปล่งประกาย

“เช่นนั้นข้าจะรอกิเลนธาตุดิน!”

เซี่ยหลานอิงเหลือบมองเขา

“ท่านถามเจ้าของหรือยังว่าเขาจะให้?”

ไป๋หลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้า

“ข้าว่าเขาน่าจะให้นะ”

อ๋องหมิงมีสีหน้าคาดหวังขึ้นมาทันที

“จริงหรือ?”

“อืม ดูเหมือนสิ่งมีชีวิตซึ่งเกิดมาเป็นสัตว์จะกลัวเขากันหมด พวกงูกับผึ้งบนยอดเขาก็เหมือนกัน”

ไป๋หลิงเว้นไปเล็กน้อย ก่อนแก้คำพูดของตนเอง

“ไม่สิ ต้องบอกว่าสัตว์ทุกตัวมากกว่า ไม่สำคัญว่าจะอยู่ระดับใด เพียงเห็นหน้าสามีก็กลัวจนหัวหดแล้ว”

นางนึกถึงบางสิ่งขึ้นมาได้

“เจ้าพวกต้นเมนเดรกเองก็เหมือนกัน”

อ๋องหมิงขมวดคิ้ว

“เมนเดรก?”

หนานอวี้กล่าวเสริม

“รากครวญวิญญาณ”

“อ๋อ”

อ๋องหมิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ

“แล้วพวกมันทำไมหรือ?”

“ปกติเวลาดึงออกจากพื้น พวกมันจะส่งเสียงกรีดร้องใช่ไหมเล่า?”

“ก็ใช่”

หนานอวี้ยกมือขึ้นประกอบคำอธิบาย

“สามีกระทืบพวกมันจนไม่กล้าร้อง”

“……”

“หลังจากนั้นยังสร้างบ้านให้พวกมันอยู่อาศัย ให้นอนดูดาว แล้วก็ขุดบ่อน้ำเอาไว้ให้ลงไปแช่เล่นด้วย”

อ๋องหมิงกะพริบตาปริบ ๆ

“กระทืบเสร็จแล้วสร้างบ้านให้?”

“ใช่”

ไป๋หลิงพยักหน้า ก่อนกล่าวต่อ

“สามีบอกว่า หากพวกมันใช้ชีวิตอย่างมีความสุขมากพอ เมื่อถึงเวลาละสังขาร ร่างของพวกมันจะเปล่งแสงสีทองและกลายเป็นยาอายุวัฒนะ”

“มีแต่พวกโง่เท่านั้นที่รีบจับพวกมันไปกินก่อนจะเติบโตถึงขั้นนั้น”

หนานอวี้ทำสีหน้าซับซ้อน

“แต่ดูเหมือนพวกที่อยู่บนยอดเขาจะมีชีวิตสุขสบายเกินไปหน่อย”

“เหตุใด?”

“พวกมันเริ่มบำเพ็ญเพียร”

“อืม แล้วอย่างไร?”

“เอ่อ...ตอนนี้พวกมันมีกล้าม”

อ๋องหมิงหันขวับมามองนาง

“ห๊ะ? ต้นไม้พวกนั้นมีกล้ามหรือ?!”

ไป๋หลิงพยักหน้าด้วยสีหน้าจริงจัง

“ใช่ ตอนนี้สามีจัดตั้งหน่วยงานประจำยอดเขาขึ้นมา ชื่อว่าหน่วยงานเบ็ดเตล็ด มีต้นเมนเดรกอยู่มากกว่าเจ็ดร้อยต้น”

“เจ็ดร้อย?!”

“แถมพวกมันยังแตกหน่อเพิ่มจำนวนกันเองได้ด้วย”

ไป๋หลิงนึกหาคำอธิบายง่าย ๆ

“พูดสั้น ๆ ก็คือเบ๊”

หนานอวี้กล่าวเสริมทันที

“หากเรียกให้ต่ำกว่านั้นก็ทาส”

“แต่สามีเรียกพวกมันว่า ‘สมุน’”

อ๋องหมิงทวนคำด้วยสีหน้าไม่แน่ใจ

“สมุน?”

หนานอวี้พยักหน้าอย่างอารมณ์ดี

“ใช่ สมุน”

นางยิ้มกว้างเมื่อนึกถึงภาพบนยอดเขา

“แต่ข้าชอบพวกมันมากนะ เวลาเรียก ‘สมุน!’ พวกมันจะรีบวิ่งหน้าตั้งเข้ามาหาทันที ไม่บ่นแม้แต่คำเดียว”

“สั่งให้ทำสิ่งใดก็ทำ ขยันขันแข็ง ทั้งลาดตระเวน ทำความสะอาด เก็บของ หรือตรวจตรารอบยอดเขา ล้วนจัดการได้หมด”

อ๋องหมิงพยักหน้าช้า ๆ

“ฟังดูเป็นหน่วยงานที่มีประสิทธิภาพมาก”

“ใช่แล้ว”

หนานอวี้เว้นไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวเสริม

“มีข้อเสียเพียงอย่างเดียว”

“อะไร?”

“พอว่างจากงาน พวกมันชอบเปิดเวทีมวยต่อยกันเอง”

“……”

อ๋องหมิงนิ่งค้างไปอีกครั้ง

“ต้นรากครวญวิญญาณเจ็ดร้อยกว่าต้น...ตั้งเวทีมวยต่อยกัน?”

ไป๋หลิงพยักหน้ายืนยัน

“ใช่ บางครั้งยังมีผู้ชมยืนล้อมวงส่งเสียงเชียร์ด้วย”

หนานอวี้ขยับเข้าไปใกล้อ๋องหมิง ก่อนกล่าวด้วยน้ำเสียงชักชวน

“หรือว่าท่านอ๋องจะลองรับสมุนไปใช้งานดูก่อน?”

อ๋องหมิงเลิกคิ้ว

“ให้ข้าเอาต้นรากครวญวิญญาณมีกล้ามไปทำงานหรือ?”

“ใช่แล้ว ท่านลองคิดดูนะ”

หนานอวี้ยกมือขึ้นป้องปาก ก่อนตะโกนเลียนแบบยูรัน

“สมุน!”

นางกางแขนออกประกอบคำอธิบาย

“เพียงตะโกนคำเดียว พวกมันก็จะวิ่งหน้าตั้งมาหา แล้วเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ ยิ่งกว่าพวกขุนนางขี้โกงตั้งเยอะ”

อ๋องหมิงเริ่มมีสีหน้าครุ่นคิด

“ฟังดูไม่เลว...”

“ไม่เลวตรงไหน ดีมากต่างหาก!”

หนานอวี้กล่าวต่ออย่างกระตือรือร้น

“พวกมันซื่อสัตย์จะตาย สั่งให้ทำอะไรก็ทำ ไม่เถียง ไม่โกง ไม่ยักยอก แล้วยังไม่ต้องจ่ายเงินเดือนด้วย”

“เพียงจัดบ่อน้ำร้อนให้พวกมันแช่ มีที่ให้นอนดูดาว แล้วให้อาหารกินทุกวันก็พอ”

อ๋องหมิงลูบคางช้า ๆ

“ไม่ต้องจ่ายเงินเดือน ซื่อสัตย์ และทำงานเป็นระเบียบกว่าขุนนาง...”

ดวงตาของเขาค่อย ๆ เปล่งประกายขึ้น

เซี่ยหลานอิงมองสีหน้าของเสด็จอา ก่อนรีบกล่าวเตือน

“เสด็จอา อย่าเพิ่งคิดปลดขุนนางทั้งหมดแล้วเอาต้นไม้มาแทนที่นะ”

“ข้ายังไม่ได้พูดเสียหน่อย”

“แต่สีหน้าของท่านบอกหมดแล้ว”