คลังนิยายพันธสัญญาแห่งดวงดาว

ตอนเผยแพร่

อ่านนิยาย

ตอนที่ 316 ช่างสองมาตรฐานยิ่งนัก!8,217 ตัวอักษร

ตอนที่ 316 ช่างสองมาตรฐานยิ่งนัก!

เซี่ยหลานอิงยกมือขึ้นห้าม

“พอเลย เรื่องเริ่มจะเลยเถิดไปกันใหญ่แล้ว”

นางไม่เปิดโอกาสให้อ๋องหมิงได้วางแผนแทนที่ขุนนางด้วยต้นเมนเดรก ก่อนหันกลับมาหาไป๋หลิงกับหนานอวี้

“ข้าจะเพิ่มชื่อพวกเจ้าเข้าไปในการแข่งขันขอบเขตแก่นทองคำให้ก็ได้”

หนานอวี้ตาเป็นประกาย

“จริงหรือ?”

“อืม ข้าจะจัดให้พวกเจ้าอยู่คู่แรกกับคู่ที่สองเลย เป็นอย่างไร?”

ไป๋หลิงพยักหน้ารับทันที

“ข้าไม่มีปัญหา”

หนานอวี้ชูกำปั้นขึ้นอย่างตื่นเต้น

“ดี! ข้าจะเปิดตัวเจ้าพวกลูกเจี๊ยบให้ทั้งสนามได้เห็นเอง!”

“แกว๊ก! แกว๊ก!”

หงส์ฟ้าทั้งสองกระพือปีกส่งเสียงร้องอย่างฮึกเหิม ราวกับเข้าใจว่าถึงเวลาที่พวกมันจะได้ขึ้นสนามแล้ว.

ไป๋หลิงกับหนานอวี้กลับมายังอัฒจันทร์รับรองของสำนักเมฆาจันทร์ โดยมีหงส์ฟ้าทั้งสองเดินตามหนานอวี้มาติด ๆ

หนานอวี้ยกมือขึ้นประกาศอย่างอารมณ์ดี

“เรียบร้อย! พวกเราจะลงแข่งเป็นคู่แรกกับคู่ที่สอง”

ยูรันพยักหน้า ก่อนหันไปมองหงส์ฟ้าทั้งสอง

“เช่นนั้นหรือ? แบบนี้ก็สบายแล้ว”

เขากวาดสัมผัสตรวจสอบพลังของพวกมันเพียงครู่เดียว ก่อนเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“หืม เจ้าพวกลูกเจี๊ยบขึ้นมาถึงแก่นทองคำแล้วนี่”

“แกว๊ก!”

หงส์ฟ้าทั้งสองยืดอกอย่างภาคภูมิใจ

“เติบโตเร็วกว่าที่ข้าคิด ยังไม่ถึงครึ่งปีด้วยซ้ำ”

ยูรันลูบคางพลางครุ่นคิด

“แสดงว่าสายเลือดของผู้เลี้ยงมีผลต่อการเติบโตอย่างมากจริง ๆ”

เขานึกถึงหงส์ฟ้าตัวอื่นบนยอดเขา ก่อนพยักหน้าให้กับข้อสรุปของตนเอง

“เพราะตัวอื่น ๆ ยังอยู่ระดับเดียวกับตอนถือกำเนิดแทบทั้งหมด มีเพียงพวกที่ได้รับพลังตรงกับสายเลือดเท่านั้นที่เติบโตขึ้นอย่างชัดเจน”

ยูรันมองหงส์ฟ้าทั้งสองอีกครั้งอย่างพึงพอใจ

“ใช้ได้ ๆ เลี้ยงต่อไปเช่นนี้ อีกไม่นานคงเอาออกไปข่มคนได้แล้ว”

เมื่อถึงเวลาเที่ยง ทุกคนจึงออกจากสนามประลองและไปหาร้านอาหารใกล้ ๆ เพื่อรับประทานมื้อกลางวัน

ทว่าตั้งแต่ยูรันก้าวเข้าไปในร้าน หญิงสาวจากสำนักต่าง ๆ ก็แวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย

“คุณชายยูรัน นี่เป็นขนมซึ่งข้าทำเองเจ้าค่ะ”

“คุณชายสนใจไปเยี่ยมสำนักของพวกเราหรือไม่?”

“ข้ามีตำราบำเพ็ญคู่ชั้นสูง หากคุณชายสนใจ พวกเราสามารถศึกษาไปด้วยกันได้นะเจ้าคะ”

“คุณชายมีคู่หมั้นแล้วหรือยัง?”

“มีภรรยากี่คนก็ไม่สำคัญ ข้ารับได้เจ้าค่ะ!”

โต๊ะของยูรันถูกล้อมเอาไว้จนแทบมองไม่เห็นทางออก ของขวัญ จดหมาย และป้ายหยกเชิญชวนถูกวางกองอยู่ตรงหน้ามากขึ้นเรื่อย ๆ

ยูรันกวาดตามองหญิงสาวทั้งหมด ก่อนหันไปมองกองของขวัญบนโต๊ะ

“อืม เยอะจริง”

โม่ชิงเฟิงกลับคลี่พัดขึ้นหัวเราะอย่างอารมณ์ดี

“สามีเพิ่งเรียกมังกรออกมาถล่มสนาม ทั้งยังหล่อเหลาเสียขนาดนี้ จะไม่มีคนมาสนใจได้อย่างไร?”

เซี่ยเยว่หลีเหลือบมองนาง

“ท่านดูจะสนุกมากนะ”

“พี่สาวกำลังรอดูว่าพวกเจ้าจะทนได้อีกนานเพียงใด”

กร๊อบ!

ตะเกียบในมือหนานอวี้หักเป็นสองท่อน

“ข้าไม่ทนแล้ว!”

นางลุกพรวดขึ้น ก่อนระเบิดพลังออกมาจนเปลวเพลิงลุกโชนทั่วร่าง

“ไสหัวไปให้หมด! พวกเราจะกินข้าวววววววววว!”

ตูมมมมมมมมมมมมมม!

คลื่นความร้อนระเบิดออกไปทั่วทั้งร้าน หญิงสาวซึ่งกำลังล้อมโต๊ะอยู่ต่างกรีดร้อง ก่อนรีบคว้าของตนเองแล้วกระโดดถอยหนีกันอย่างวุ่นวาย

“นางโกรธแล้ว!”

“รีบไปก่อน!”

“คุณชายยูรัน ข้าจะกลับมาใหม่นะเจ้าคะ!”

เพียงไม่กี่อึดใจ รอบโต๊ะก็ว่างเปล่าลงทันที

ทว่าก่อนหนานอวี้จะได้นั่งลง เสียงหัวเราะคุ้นหูก็ดังมาจากทางเข้าร้าน

“แหม ๆ น้องหญิง ใจเย็นก่อนสิ”

เฟิงซูหลานเดินเข้ามาพร้อมเหอหว่านชิง ราวกับไม่รู้สึกถึงบรรยากาศอันตรายรอบโต๊ะแม้แต่น้อย

ลู่ชิงถานหันขวับไปมองทันที

“ยัยป้ามาทำอะไรอีกเจ้าคะ?”

รอยยิ้มบนใบหน้าเฟิงซูหลานแข็งค้าง นางยกมือขึ้นกุมหน้าอกด้วยสีหน้าเจ็บปวด

“อึก!”

จากนั้นจึงหันมามองลู่ชิงถานด้วยแววตาเศร้าสร้อย

“จะมีสักครั้งไหมที่น้องหญิงผู้แสนดีและงดงาม จะไม่เรียกพี่สาวว่าป้า?”

ลู่ชิงถานตอบโดยไม่ต้องคิด

“ไม่มีเจ้าค่ะ”

“ฉึก!”

เฟิงซูหลานถอยหลังไปหนึ่งก้าว ราวกับถูกแทงซ้ำเข้ากลางอกอย่างแม่นยำ.

เฟิงซูหลานพยายามประคองหัวใจซึ่งบอบช้ำ ก่อนชี้นิ้วไปทางยูรัน

“เช่นนั้นถ้าพี่สาวได้เป็นภรรยาของเด็กคนนี้เล่า?”

นางยิ้มอย่างคาดหวัง

“น้องหญิงจะยอมเลิกเรียกพี่สาวว่าป้าหรือไม่?”

ลู่ชิงถานมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงสลับกัน ก่อนตอบตามตรง

“ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านพี่จะยอมรับพวกท่านหรือเปล่าเจ้าค่ะ”

เฟิงซูหลานยืดอกขึ้นทันที

“ย่อมต้องรับอยู่แล้ว!”

“แต่เท่าที่ข้าจำได้...”

ลู่ชิงถานเอียงศีรษะอย่างไร้เดียงสา

“พวกท่านสองคนไม่มีใครเอามิใช่หรือเจ้าคะ?”

เฟิงซูหลานแข็งค้าง

เหอหว่านชิงซึ่งยืนเงียบอยู่ด้านข้างพลันเบือนหน้าไปอีกทาง ราวกับประโยคนั้นไม่ได้แทงทะลุมาถึงตนเองด้วย

หลิงเยวี่ยมองสีหน้าของเพื่อนเก่าทั้งสอง ก่อนหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ

“คิก”

เฟิงซูหลานหันขวับ

“เมื่อครู่เจ้าหัวเราะใช่ไหม?!”

หลิงเยวี่ยยกถ้วยชาขึ้นจิบ พลางตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“เปล่า”

“ข้าได้ยินชัดเจน!”

“เจ้าหูฝาดไปเอง”

มุมปากของหลิงเยวี่ยยังคงยกขึ้นอย่างปิดไม่มิด

ยูรันมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงสลับกัน ก่อนลูบคางอย่างครุ่นคิด

“อืม หากเป็นคนที่แม้แต่ศิษย์พี่เย่ยังไม่เอา...”

เขาเว้นช่วงไปเล็กน้อย

“อืม จะพูดอย่างไรดีนะ”

ฉึก! ฉึก!

ถ้อยคำเพียงครึ่งประโยคกลับแทงเข้ากลางอกของหญิงสาวทั้งสองพร้อมกัน

เฟิงซูหลานรีบยกมือขึ้นห้าม

“น้องชาย! พวกเรายังไม่ได้เริ่มพนันกันเลย เหตุใดเจ้าจึงรีบตัดสินผลถึงเพียงนั้นเล่า?”

ยูรันเอียงศีรษะมองนาง

“ก็เป็นเรื่องจริงนี่”

ฉึก!

เฟิงซูหลานเซถอยหลังอีกหนึ่งก้าว

เหอหว่านชิงสูดลมหายใจเข้าลึก แม้ยังพยายามรักษาสีหน้าเรียบเฉย แต่เส้นเลือดบนหน้าผากกลับปูดขึ้นมาอย่างชัดเจน

“เย่อ้าวเทียนยังไม่ได้พบพวกเราเสียหน่อย”

“พบหรือไม่พบ ผลก็เหมือนเดิม”

“เจ้าเอาความมั่นใจมาจากไหน?”

ยูรันตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด

“กลิ่นความโสดของพวกท่าน”

ลู่ชิงถานรีบยกมือปิดปาก แต่ไหล่ทั้งสองข้างกลับสั่นไม่หยุด

ส่วนหลิงเยวี่ยหันหน้าไปอีกทาง ทว่าครั้งนี้เสียงหัวเราะกลับหลุดออกมาอย่างชัดเจน

“คิก ๆ”

เฟิงซูหลานกอดอก ก่อนสะบัดหน้าหนี

“ไม่รู้ละ พี่สาวไม่ยอมแพ้หรอก!”

พูดจบ นางก็ดึงเก้าอี้ออกมานั่งร่วมโต๊ะ แล้วหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารเข้าปากอย่างหน้าตาเฉย

เหอหว่านชิงมองเพื่อนของตนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนนั่งลงข้างกันอย่างเป็นธรรมชาติ

ลู่ชิงถานหันขวับมาทันที

“ป้า ยังไม่มีใครเชิญให้พวกป้านั่งเลยนะเจ้าคะ”

เฟิงซูหลานคีบเนื้ออีกชิ้นเข้าปาก

“ไม่สน พี่สาวนั่งลงมาแล้ว”

“หน้าหนาจริง ๆ!”

ยูรันมองท่าทางของเฟิงซูหลาน ก่อนถอนหายใจยาว

“ท่านนี่มีนิสัยเหมือนอวี้เอ๋อร์กับอาเจ๊รวมกันเลยนะ”

หนานอวี้กับโม่ชิงเฟิงหันขวับมาพร้อมกัน

“หมายความว่าอย่างไร?!”

ยูรันยกมือขึ้นกุมขมับ

“ปวดหัวคูณสิบ”

“……”

เฟิงซูหลานกลับยืดอกขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ

“แสดงว่าพี่สาวเหนือกว่าพวกนางสองคนรวมกันสินะ”

เฟิงซูหลานเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ

ยูรันมองนางนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าช้า ๆ

“อืม ดูเหมือนจะมีโรคชอบคิดเข้าข้างตัวเองเหมือนหลานอิงด้วย”

เขายกมือขึ้นกุมขมับอีกครั้ง

“แบบนี้ต้องคูณยี่สิบแล้ว”

รอยยิ้มของเฟิงซูหลานแข็งค้าง

“เหตุใดเพิ่มขึ้นรวดเร็วถึงเพียงนั้น?!”

“เพราะข้าเพิ่งค้นพบอาการเพิ่ม”

เหอหว่านชิงคีบอาหารเข้าปากอย่างสงบ ก่อนพยักหน้าเห็นด้วย

“วิเคราะห์ได้แม่นยำ”

เฟิงซูหลานหันขวับ

“หว่านชิง! เจ้าควรอยู่ข้างข้าสิ!”

“ข้าอยู่ข้างเจ้า”

“แล้วเหตุใดจึงเห็นด้วยกับเขา?”

“อยู่ข้างเจ้ากับยอมรับความจริงเป็นคนละเรื่องกัน”

“ฉึก!”

เฟิงซูหลานยกมือกุมหน้าอกอีกครั้ง ขณะที่เสียงหัวเราะรอบโต๊ะดังขึ้นพร้อมกัน.

หลังรับประทานอาหารเสร็จ ยูรันวางถ้วยชาลง ก่อนลุกขึ้นจากเก้าอี้

“เอาละ ข้าจะไปเยี่ยมศิษย์พี่เย่สักหน่อย แล้วถือโอกาสพาป้าสองคนไปเล่นพนันด้วย”

เขากวาดตามองหญิงสาวรอบโต๊ะ

“มีใครจะไปบ้าง?”

หนานอวี้ส่ายหน้าทันที

“ไม่อยากไป เหม็นหน้ามัน”

ไป๋หลิงเองก็ปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด

“ข้าก็ไม่อยากเห็นหน้าเขา”

ลู่ชิงถานยกมือขึ้นเสนอ

“เช่นนั้นท่านพี่ใช้ศิลาบันทึกภาพเก็บเอาไว้ แล้วนำกลับมาให้พวกเราดูทีหลังดีไหมเจ้าคะ?”

หลัวจินหยางพยักหน้า

“ข้าเห็นด้วย”

หลัวจินเยว่กล่าวตามทันที

“ข้าด้วย”

โม่ชิงเฟิงคลี่พัดขึ้น

“เป็นความคิดที่ไม่เลวเลย”

มู่เสวี่ยหนิงมองเวลา ก่อนเสนอขึ้นอีกคน

“ในเมื่อยังเหลือเวลาอีกมาก พวกเราไปเล่นเกมต่อดีไหมเจ้าคะ?”

“อย่างไรการแข่งขันช่วงบ่าย พี่หญิงไป๋กับพี่หญิงหนานอวี้ก็คงเอาชนะได้อยู่แล้ว”

มู่หรงฉินมองทุกคนด้วยความสงสัย

“พวกเจ้าจะเล่นอะไรกันหรือ?”

โม่ชิงเฟิงรีบเข้าไปกอดคอนาง ก่อนยิ้มอย่างมีเลศนัย

“น้องหญิง เดี๋ยวเจ้าก็รู้เอง สนุกมากนะ”

หลานชิงอวี้รีบลุกขึ้น

“เช่นนั้นพวกเราไปหาห้องว่างใกล้ ๆ กันเถอะเจ้าค่ะ พวกเราออกมากินข้าวเร็วเกินไป ยังเหลือเวลาอีกตั้งมาก”

ทุกคนพยักหน้าเห็นด้วยพร้อมกัน ก่อนเตรียมแยกย้ายออกจากร้าน

หลิงเยวี่ยเดินเข้ามาหายูรัน นางยกมือขึ้นลูบแก้มของเขาเบา ๆ พลางเหลือบมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงด้วยสายตาเย็นชา

“รันเอ๋อร์ อย่าปล่อยให้เจ้าสองตัวนี้ลวนลามเจ้านะ”

ยูรันพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

“อืม แต่ทุกคนก็ลวนลามข้าอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?”

สายตาของเขากวาดผ่านหญิงสาวรอบตัว ก่อนหยุดอยู่ที่โม่ชิงเฟิง

“โดยเฉพาะอาเจ๊”

โม่ชิงเฟิงชี้นิ้วเข้าหาตนเองทันที

“พี่สาวหรือ?”

“ใช่ ท่านนั่นแหละ”

“พี่สาวไม่ได้เรียกว่าลวนลามเสียหน่อย”

นางคลี่พัดขึ้นปิดรอยยิ้ม

“สามีภรรยาทำเช่นนั้นเรียกว่าแสดงความรักต่างหาก”

หลิงเยวี่ยพยักหน้า

“อืม คราวนี้ข้าอนุญาตให้ไป๋หลิงฟันนางได้”

“เดี๋ยวก่อน!”

โม่ชิงเฟิงรีบถอยไปหลบหลังยูรัน

เฟิงซูหลานมองภาพตรงหน้า ก่อนชี้มายังตนเองกับเหอหว่านชิง

“เช่นนั้นถ้าพวกเราลวนลามบ้าง ก็แค่เรียกว่าแสดงความรักเหมือนกันมิใช่หรือ?”

หลิงเยวี่ยหันไปมองนางด้วยสายตาเย็นเยียบ

“พวกเจ้าเรียกว่ารนหาที่ตาย”

“ช่างสองมาตรฐานยิ่งนัก!”