ตอนที่ 319 ข้อมูลก็เป็นอาวุธชนิดหนึ่ง
pูรันเตรียมเปิดโลกกระจก
“เอาละ ในเมื่อทุกคนเล่น...”
ก๊อก ๆๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้นขัดจังหวะ ก่อนที่เขาจะได้เริ่มกระตุ้นกระจก
หนานอวี้หันขวับไปทางประตูทันที
“โว้ย! ใครมาขัดจังหวะอีก!”
นางลุกขึ้นอย่างฟึดฟัด ก่อนเดินไปกระชากประตูเปิด
“มีอะ—”
เซี่ยหลานอิงยืนยิ้มอยู่หน้าห้อง
“ไงงงงง น้องหญิง”
“อ๋อ พี่หญิงเองหรือ”
ความหงุดหงิดบนใบหน้าหนานอวี้หายไปทันที นางขยับหลีกทางให้
“เข้ามาสิ พวกเรากำลังจะเล่นเกมกัน”
เซี่ยหลานอิงเลิกคิ้วอย่างสนใจ
“เกม?”
“ใช่แล้ว เกมใหม่ของสามี ดูเหมือนจะเป็นเกมสงครามอะไรสักอย่าง”
“เช่นนั้นข้าต้องเล่นด้วย”
เซี่ยหลานอิงก้าวเข้ามาภายในห้อง โดยมีอ๋องหมิงเดินตามอยู่ด้านหลัง
เมื่อเห็นผู้มาใหม่ ทุกคนจึงลุกขึ้นคารวะตามมารยาท
“คารวะองค์รัชทายาท”
“คารวะท่านอ๋องหมิง”
อ๋องหมิงพยักหน้ารับ ก่อนกวาดตามองหญิงสาวซึ่งอยู่กันเต็มห้องด้วยสีหน้าซับซ้อน
ส่วนยูรันยังคงนั่งอยู่หน้ากระจกเทพสัจธรรม เขามองทั้งสองคนสลับกัน ก่อนถามอย่างตรงไปตรงมา
“มาทำอะไร?”
เซี่ยหลานอิงไม่ตอบในทันที นางเดินตรงเข้าไปหายูรัน ก่อนโอบกอดเขาเอาไว้แน่น
“ข้าแค่อยากมาหา”
ยูรันยกมือขึ้นลูบหลังนางเบา ๆ
“อืม”
หนานอวี้ปิดประตู ก่อนเดินกลับไปนั่งอย่างไม่รู้สึกว่าภาพตรงหน้ามีสิ่งใดผิดปกติ
ทว่าเฟิงซูหลานกลับยืนแข็งค้าง ดวงตาเบิกกว้างจ้องเซี่ยหลานอิง
“นะ นะ นะ นางพูดว่าอะไรนะ?”
นางหันไปมองหนานอวี้
“เมื่อครู่เจ้าเรียกเด็กคนนี้ว่า ‘สามี’ ใช่ไหม?”
“ใช่แล้ว”
เฟิงซูหลานยกมือชี้เซี่ยหลานอิงด้วยนิ้วสั่นเทา
“เช่นนั้นองค์รัชทายาทก็เป็นภรรยาของเจ้าเด็กนี่ด้วยหรือ?!”
ลู่ชิงถานเหลือบมองนางอย่างไม่เข้าใจ
“มันแปลกตรงไหนหรือเจ้าคะ?”
“นั่นองค์รัชทายาทเชียวนะ!”
“ต่อให้วันหนึ่งจักรพรรดินีเดินเข้ามาบอกว่าเป็นภรรยาของท่านพี่ พวกเราก็คงไม่แปลกใจแล้วเจ้าค่ะ”
ลู่ชิงถานกอดอก ก่อนมองเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า
“อย่างไรก็ดีกว่ายัยแก่สองคนอย่างพวกท่านอยู่แล้ว”
ฉึก! ฉึก!
เฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงแข็งค้างพร้อมกัน
หลิงเยวี่ยรีบยกมือขึ้นปิดปาก แต่เสียงหัวเราะยังคงเล็ดลอดออกมา
“อุ๊บ...”
ยูรันมองอ๋องหมิงซึ่งกำลังกุมหน้าอก ก่อนเอียงศีรษะถามอย่างสงสัย
“ท่านอ๋องกำลังเจ็บใจที่ไม่มีหญิงสาวมารุมล้อมเหมือนข้า...”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย
“หรือเจ็บใจที่หลานสาวทั้งสองคนมาอยู่กับข้า แทนที่จะไปอยู่กับท่าน?”
อ๋องหมิงชะงักไปทันที
เซี่ยหลานอิงตอบแทนอย่างไม่ลังเล
“ทั้งสองอย่าง”
“หลานรัก!”
เซี่ยหลานอิงไม่ได้สนใจเสียงประท้วง นางยังคงกอดยูรันเอาไว้พลางกล่าวต่อ
“เขาเห่อหลานมาก แทบจะยกทุกสิ่งมาประเคนให้พวกข้าอยู่แล้ว”
“ข้าเพียงดูแลหลานของตนเองผิดตรงไหน?!”
“แต่ล่าสุดดูเหมือนเสด็จน้าจะจับได้ว่า ท่านถูกหญิงสาวหลอกเอาเงินไปลงทุนจนขาดทุนย่อยยับ”
“……”
ทั่วทั้งห้องเงียบสนิท
สายตาทุกคู่ค่อย ๆ หันไปรวมอยู่ที่อ๋องหมิง
ยูรันเลิกคิ้ว
“ท่านถูกผู้หญิงหลอกเอาเงินไปลงทุน?”
อ๋องหมิงเบือนหน้าหนี
“มันเป็นความผิดพลาดทางการลงทุน”
เซี่ยหลานอิงกล่าวแก้ให้ทันที
“นางยิ้มให้ไม่กี่ครั้ง เขาก็เทเงินให้จนหมด”
“หลานรัก! ไม่จำเป็นต้องเล่าละเอียดถึงเพียงนั้น!”
เฟิงซูหลานยกมือปิดปาก ก่อนหัวเราะออกมา
“คิก ๆ ท่านอ๋องช่างใจกว้างกับหญิงงามจริง ๆ”
ยูรันพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อืม สรุปคือไม่มีหญิงสาวมารุมล้อม เพราะถูกคนเดียวหลอกจนหมดตัวไปก่อนแล้ว”
“ข้าไม่ได้หมดตัวโว้ย!”
ยูรันโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ช่างเถอะ มีคนเพิ่มมาอีกสองคนก็ดี”
เขาชี้ไปยังกระจกเทพสัจธรรม
“มาเร็ว พวกเรากำลังจะทำสงครามกัน”
อ๋องหมิงชะงัก
“สงคราม?”
“ใช่แล้ว”
ยูรันพยักหน้า
“แต่มันเป็นเกม”
จากนั้นเขาจึงอธิบายกฎคร่าว ๆ ให้ผู้มาใหม่ฟัง ตั้งแต่การแบ่งฝ่าย บริหารทรัพยากร สร้างกองทัพ วิจัยเทคโนโลยี เจรจา ทำสงคราม ไปจนถึงการรับมือผู้มาเยือนนอกฟ้า
“ภายในโลกกระจก พวกท่านจะใช้พลังจริงไม่ได้ ทุกคนต้องพึ่งความสามารถของบทบาทกับสมองของตนเอง”
“เกมมีแปดรอบ การทหาร การวิจัย การทูต และข่าวสารจะดำเนินพร้อมกัน”
“จะร่วมมือ หักหลัง หลอกลวง หรือฉวยโอกาสก็ตามสบาย ขอเพียงรับผิดชอบผลที่ตามมาเอง”
อ๋องหมิงเริ่มมีสีหน้าสนใจ
“ฟังดูไม่เลว”
เซี่ยหลานอิงยิ้มกว้าง
“ข้าเล่นด้วย”
ยูรันกวาดตามองทุกคนเป็นครั้งสุดท้าย
“เอาละ หากไม่มีผู้ใดมีคำถาม เราจะเล่นกันต่อ”
“เริ่ม”
เป๊าะ!
แสงสีขาวเจิดจ้าระเบิดออกจากกระจก ก่อนกลืนกินผู้เล่นทั้งสิบเก้าคนในพริบตา
เมื่อทุกคนลืมตาขึ้นอีกครั้ง พวกนางก็ถูกแยกไปยังพื้นที่ของฝ่ายตนเอง
ภายในพระราชวังอันโอ่อ่าของจักรวรรดิสุริยัน ไป๋จิ้งเหวินปรากฏตัวบนบัลลังก์ โดยมีหนานอวี้เป็นแม่ทัพและซูเม่ยเหยาเป็นปรมาจารย์วิจัย
หนานอวี้มองตราบัญชาการทหารในมือ ก่อนหัวเราะอย่างตื่นเต้น
“ท่านแม่ ข้าเป็นแม่ทัพ!”
ไป๋จิ้งเหวินกล่าวเตือนทันที
“ห้ามเริ่มสงครามโดยไม่ขออนุญาตแม่”
“แต่นี่เป็นเกมสงครามนะ!”
อีกด้านหนึ่ง หลิงเยวี่ยกลายเป็นประมุขสำนักกระบี่เหนือเมฆ ไป๋หลิงรับหน้าที่แม่ทัพ ส่วนเซียวซินเยวี่ยถูกส่งไปยังหอวิจัย
นครโอสถมรกตตกอยู่ในการดูแลของลู่เหยียนหนิง โม่ชิงเฟิงได้รับกองทัพ ส่วนมู่เสวี่ยหนิงรับผิดชอบการวิจัยทั้งหมด
พันธมิตรทะเลครามมีเซี่ยเยว่หลีเป็นผู้นำ ขณะที่หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่แบ่งหน้าที่การทหารและการวิจัย
แดนอสูรหมื่นขุนเขาตกเป็นของลู่ชิงถาน หลานชิงอวี้ และมู่หรงฉิน
ส่วนเฟิงซูหลานกับเหอหว่านชิงกลับปรากฏตัวขึ้นภายในเรือดาราขนาดมหึมา รูปลักษณ์ของทั้งสองถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตนอกพิภพอย่างสมบูรณ์
เฟิงซูหลานก้มมองร่างกายของตน ก่อนตะโกนขึ้นฟ้า
“เหตุใดพวกเราถึงเป็นผู้มาเยือนนอกฟ้า?!”
เสียงของยูรันดังตอบลงมาทันที
“เพราะป้าสองคนดูไม่เหมือนมนุษย์ที่สุดแล้ว”
“ไอ้เด็กปากเสีย!”
สุดท้าย เซี่ยหลานอิงกับอ๋องหมิงปรากฏตัวภายในหอข่าวหมื่นลี้
เซี่ยหลานอิงกลายเป็นผู้ประกาศข่าว ส่วนอ๋องหมิงได้รับตำแหน่งผู้สื่อข่าวภาคสนาม
อ๋องหมิงมองป้ายประจำตัวในมือด้วยสีหน้าไม่อยากเชื่อ
“เหตุใดข้าต้องเป็นคนวิ่งหาข่าวให้เจ้าด้วย?!”
เซี่ยหลานอิงตบไหล่เขาเบา ๆ
“ทำงานให้ดีนะเสด็จอา ข้าจะรออยู่ที่นี่”
“นี่เจ้าคิดจะนั่งสบายแล้วใช้ข้าวิ่งไปทั่วโลกหรือ?!”
เหนือมหาพิภพทั้งหมด เสียงของยูรันดังก้องขึ้นอีกครั้ง
“ทุกฝ่ายเตรียมพร้อม”
ท้องฟ้าพลันมืดลง ดาวดวงหนึ่งลากเปลวเพลิงยาวเหยียดผ่านนภา ก่อนพุ่งลงไปยังทุ่งเศษดารา
ตูมมมมมมมมมมม!
“รอบที่หนึ่ง...เริ่มต้น”
รอบแรกเริ่มขึ้นพร้อมดาวตกซึ่งพุ่งลงสู่ทุ่งเศษดารา
มหาอำนาจทุกฝ่ายต่างส่งกำลังออกไปทันที สำนักกระบี่เหนือเมฆเดินทางไปถึงก่อนและชิงซากเรือส่วนหลักเอาไว้ได้ ขณะที่พันธมิตรทะเลครามยึดพื้นที่รอบนอกแล้วตั้งสถานีเก็บค่าผ่านทางอย่างรวดเร็ว
หนานอวี้นำกองทัพจักรวรรดิสุริยันมาถึงเป็นฝ่ายสุดท้าย นางเตรียมสั่งโจมตีเพื่อแย่งซาก แต่กลับถูกไป๋จิ้งเหวินสั่งห้าม
“ท่านแม่ นี่เกมสงครามนะ!”
“แม่รู้ แต่ห้ามเจ้าเริ่มสงครามตั้งแต่รอบแรก”
ด้านอ๋องหมิงต้องวิ่งฝ่ากองทัพเข้าไปเก็บหลักฐานถึงจุดตก ก่อนส่งภาพกลับมาให้เซี่ยหลานอิงประกาศเป็นข่าวแรกของโลก
เพียงรอบเดียว หอข่าวหมื่นลี้ก็กลายเป็นศูนย์กลางข้อมูลของทุกฝ่าย
รอบที่สอง ผู้คนเริ่มหายตัวไปใกล้ป่าจันทราทมิฬกับหมื่นขุนเขาอสูร
หลานชิงอวี้ใช้สัตว์อสูรไล่ตามร่องรอยจนค้นพบเรือพรางตัว ก่อนบีบให้มันลงจอดและยึดชิ้นส่วนกลับมา มู่หรงฉินส่งตัวอย่างให้นครโอสถมรกตแลกกับความช่วยเหลือด้านการวิจัย
ในเวลาเดียวกัน เฟิงซูหลานลอบติดต่อเซี่ยเยว่หลีเพื่อขอเส้นทางลงจอดอย่างปลอดภัย
เซี่ยเยว่หลีตอบรับโดยแลกกับข้อมูลกับผลประโยชน์จำนวนมาก พันธมิตรทะเลครามจึงเริ่มร่ำรวยขึ้นอย่างรวดเร็ว
อ๋องหมิงตามกลิ่นข่าวไปจนเกือบพบการเจรจาลับ แต่ถูกหลัวจินหยางหลอกส่งไปผิดทิศทาง สุดท้ายเขาเก็บได้เพียงร่องรอยเรือดารากับหลักฐานการลักพาตัว
รอบที่สาม เฟิงซูหลานปรากฏตัวต่อหน้าสภาร้อยสำนักและประกาศว่าผู้มาเยือนต้องการสันติภาพ
ทว่าเวลาเดียวกันนั้น เหอหว่านชิงกลับส่งกองเรือไปชิงหน่วยสำรวจซึ่งถูกแดนอสูรจับเอาไว้ จนภูเขาถูกระเบิดหายไปครึ่งลูก
“หว่านชิง! ข้ากำลังเจรจาสันติภาพอยู่นะ!”
“ข้าเพียงไปช่วยคนของเรา”
เซี่ยหลานอิงนำภาพจากอ๋องหมิงมาเผยแพร่ทันที ข่าวพาดหัวว่า ผู้มาเยือนกล่าวถึงสันติภาพ ขณะกองเรือกำลังระเบิดภูเขา ทำให้ทั่วทั้งโลกเริ่มหวาดระแวง
รอบที่สี่ โรคกลายพันธุ์จากพลังนอกพิภพระบาดในนครหลวงสุริยัน
โม่ชิงเฟิงนำกองทัพปิดเมือง มู่เสวี่ยหนิงรับผิดชอบวิจัยยา ส่วนลู่เหยียนหนิงเดินสายเจรจาขอข้อมูลจากทุกฝ่าย ซูเม่ยเหยากับเซียวซินเยวี่ยยอมแบ่งผลการทดลองให้ ในที่สุดนครโอสถมรกตก็สามารถสร้างยารักษาออกมาได้
เซี่ยหลานอิงไม่เผยแพร่ข่าวให้ประชาชนตื่นตระหนก แต่นำวิธีป้องกันโรคออกประกาศแทน ทำให้ความหวาดผวาทั่วโลกลดลงและความน่าเชื่อถือของหอข่าวเพิ่มสูงขึ้น
เมื่อเข้าสู่รอบที่ห้า เรือแม่ขนาดมหึมาปรากฏขึ้นเหนือท้องฟ้า
สำนักกระบี่เหนือเมฆส่งกองเรือเข้าสกัดทันที ไป๋หลิงทำลายเรือคุ้มกันได้สองลำ ขณะที่หลิงเยวี่ยควบคุมไม่ให้นางโจมตีเรือแม่โดยตรง
ส่วนอ๋องหมิงเกาะเรือเหาะลำหนึ่งตามไปเก็บภาพถึงแนวหน้า เกือบถูกระเบิดตกจากท้องฟ้าหลายครั้งแต่ยังรอดกลับมาได้
“ข้าเป็นอ๋องนะ! เหตุใดต้องมาทำงานเสี่ยงตายเช่นนี้ด้วย!”
เซี่ยหลานอิงรับศิลาบันทึกภาพจากเขา
“เพราะท่านเป็นผู้สื่อข่าวภาคสนาม”
รอบที่หก ผู้มาเยือนเปิดเผยว่าต้องการแก่นชีพจรพิภพสามชิ้นเพื่อซ่อมเรือแม่
ขณะที่เฟิงซูหลานพยายามเจรจาหาพลังงานทดแทน เหอหว่านชิงกลับบุกซากนครมังกรและชิงแก่นออกมาได้หนึ่งชิ้น ส่งผลให้ทั่วทั้งพิภพสั่นสะเทือน
อ๋องหมิงตามไปเก็บภาพได้ทัน เซี่ยหลานอิงจึงเปิดโปงการกระทำทั้งหมดจนผู้มาเยือนแทบกลายเป็นศัตรูร่วมของโลก
โชคดีที่นครโอสถมรกตเสนอวิธีสร้างแก่นดาราเทียมขึ้นมาได้ เพียงแต่ต้องใช้ทรัพยากรและเทคโนโลยีจากทุกฝ่ายร่วมกัน
ก่อนการเจรจาจะได้ข้อสรุป รอบที่เจ็ดก็มาถึง
รอยแยกนภาเปิดออก สิ่งมีชีวิตซึ่งกำลังไล่ล่ากองเรือผู้มาเยือนเริ่มแทรกร่างเข้ามาในพิภพ หลักฐานซึ่งอ๋องหมิงนำกลับมาทำให้ทุกฝ่ายรู้ว่า ภัยคุกคามที่แท้จริงกำลังตามมา
จักรวรรดิสุริยันผลักดันมติพันธมิตรร่วมพิภพ สำนักกระบี่เหนือเมฆเตรียมกองทัพ นครโอสถมรกตเร่งสร้างแก่นดาราเทียม พันธมิตรทะเลครามสนับสนุนศิลาวิญญาณ ส่วนแดนอสูรหมื่นขุนเขาปกป้องเส้นชีพจรหลัก
เซี่ยหลานอิงเผยแพร่หลักฐานทั้งหมดและเรียกร้องให้ประชาชนร่วมมือกัน ความหวาดผวาจึงไม่ระเบิดจนโลกเกิดจลาจลเสียก่อน
รอบสุดท้ายกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ
กองทัพ เรือเหาะ สัตว์อสูร และเรือดาราร่วมกันป้องกันเรือแม่ ขณะที่สิ่งมีชีวิตจากนอกพิภพพยายามฉีกกระชากรอยแยกให้กว้างขึ้น
อ๋องหมิงรายงานเหตุการณ์จากแนวหน้าตลอดทั้งศึก ส่วนเซี่ยหลานอิงถ่ายทอดข่าวไปทั่วโลกโดยไม่หยุดแม้แต่ครั้งเดียว
ท้ายที่สุด แก่นดาราเทียมก็สร้างเสร็จ เรือแม่เปิดประตูมิติและลากผู้กลืนโลกออกไปจากพิภพ ก่อนรอยแยกนภาจะปิดลงอย่างสมบูรณ์
แสงสีขาวจากโลกกระจกส่งทุกคนกลับมายังห้องพัก
ยูรันดีดนิ้วให้กระจกประกาศผลคะแนน
ผู้ชนะอันดับหนึ่งกลับไม่ใช่มหาอำนาจหรือผู้มาเยือน แต่เป็น หอข่าวหมื่นลี้ ด้วยคะแนนยี่สิบห้าคะแนน
เซี่ยหลานอิงเชิดหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ ส่วนอ๋องหมิงทิ้งตัวลงนอนกับพื้นอย่างหมดแรง
หนานอวี้ลุกพรวดขึ้น
“อะไรนะ! พวกเราทำสงครามแทบตาย แต่คนประกาศข่าวกลับชนะ?!”
ยูรันยักไหล่
“ข้อมูลก็เป็นอาวุธชนิดหนึ่ง”
“อีกอย่าง พวกเจ้าเล่นเปิดเผยแผนต่อหน้าคนถือศิลาบันทึกภาพเองนี่”
นครโอสถมรกตตามมาเป็นอันดับสองด้วยยี่สิบสี่คะแนน ส่วนแดนอสูรหมื่นขุนเขาได้อันดับสามด้วยยี่สิบสามคะแนน