ตอนที่ 320 งั้น ๆ บ้านเจ้าสิ!
ยูรันมองทุกคนซึ่งยังคงถกเถียงผลการแข่งขันกันอย่างออกรส ก่อนหาวออกมาเบา ๆ
“เอาเถอะ จบเร็วกว่าที่ข้าคิด”
เขากวาดตามองใบหน้าตื่นเต้นของทุกคนแล้วส่ายหน้า
“ดูเหมือนพวกเจ้าจะสนุกกันน่าดู หากอยากเล่นต่อก็เล่นกันเอง ข้าขอไปนอนแล้ว”
หนานอวี้รีบคว้ากระจกเทพสัจธรรมเอาไว้
“เช่นนั้นรอบต่อไปข้าจะเป็นประมุขเอง!”
ไป๋หลิงพยักหน้า
“ข้าจะเปลี่ยนไปควบคุมฝ่ายวิจัย”
อ๋องหมิงซึ่งยังนอนแผ่อยู่บนพื้นรีบยกมือขึ้น
“ข้าไม่เป็นผู้สื่อข่าวอีกแล้วนะ!”
ยูรันเดินผ่านพวกนางไปยังเตียง ก่อนหันกลับมากำชับ
“ดูเวลาด้วย อย่าพาท่านแม่เล่นจนดึกเกินไปเล่า”
เขาเหลือบมองไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิง
“เมื่อคืนก็เล่นกันจนสว่างแล้ว คืนนี้ควรพักผ่อนบ้าง”
ไป๋จิ้งเหวินยิ้มอย่างอ่อนโยน
“แม่รู้แล้ว รันเอ๋อร์ไปนอนเถอะ”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าตาม
“พวกเราจะเล่นอีกเพียงรอบเดียว”
ยูรันหยุดฝีเท้า ก่อนหรี่ตามองนาง
“คำว่าอีกเพียงรอบเดียวของพวกคนติดเกม ข้าไม่ค่อยเชื่อเท่าไร”
หลายคนหลบสายตาไปคนละทางพร้อมกัน
ยูรันถอนหายใจ ก่อนทิ้งตัวลงบนเตียง
“ช่างเถอะ อย่าให้ข้าตื่นมาแล้วพบว่าพวกเจ้ายังเล่นอยู่ก็พอ”
วันเวลาผ่านไปเช่นนั้นประมาณเจ็ดวัน
เกมเฝ้ามองนภากลายเป็นกิจกรรมหลักของทุกคนอย่างสมบูรณ์ พวกนางสลับฝ่าย เปลี่ยนบทบาท และเริ่มสงครามครั้งใหม่ทันทีที่เกมก่อนหน้าจบลง
ในช่วงกลางวัน ผู้ใดมีการแข่งขันก็ออกไปลงสนาม เมื่อประลองเสร็จก็รีบกลับมารวมตัวเล่นเกมต่อ ไม่มีผู้ใดคิดออกไปเดินเที่ยวหรือทำสิ่งอื่นอีก
บางวันเล่นจนลืมเวลา บางคนไม่ยอมหลับไม่นอน กระทั่งยูรันทนไม่ไหวและออกกฎเด็ดขาด
“นับจากนี้ ทุกคนต้องนอนอย่างน้อยวันละเจ็ดชั่วโมง ผู้ใดฝ่าฝืน ข้าจะยึดกระจกและห้ามเล่นหนึ่งวัน”
เพียงประโยคเดียว ทุกคนก็ยอมทำตามโดยไม่มีข้อโต้แย้ง
แม้แต่อ๋องหมิงยังกลายเป็นคนติดเกมอย่างสมบูรณ์ งานในฐานะเจ้าภาพและกิจการอื่นทั้งหมดถูกโยนให้ผู้ใต้บังคับบัญชาจัดการ ส่วนตัวเขานั่งวางแผนทำสงครามอยู่ภายในห้องตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
“ท่านอ๋องยังไม่ไปทำงานอีกหรือ?”
“ข้ามอบหมายให้ลูกน้องหมดแล้ว รอบนี้ข้ากำลังจะยึดโลก!”
นอกจากเวลานอนตามกฎและอาหารสามมื้อซึ่งยูรันบังคับให้หยุดกิน ทุกคนล้วนใช้เวลาอยู่กับเกม
กินเสร็จก็เล่น
แข่งเสร็จก็เล่น
ตื่นมาก็เล่นต่อ
ตลอดเจ็ดวัน ห้องพักจึงเต็มไปด้วยเสียงเจรจา ประกาศสงคราม กล่าวหา หักหลัง และเสียงโวยวายของผู้แพ้แทบไม่เคยเงียบลงเลย.
วันที่แปด ช่วงมื้อเช้า
อาหารเต็มโต๊ะถูกยกออกมาวางตามปกติ ทว่าหญิงสาวหลายคนยังคงถือกระดานแผนที่จำลองเอาไว้ในมือ พลางถกเถียงแผนการจากเกมเมื่อคืนไม่หยุด
ยูรันมองทุกคนอยู่พักหนึ่ง ก่อนวางตะเกียบลงด้วยสีหน้าสับสน
“ข้าไม่เข้าใจ”
สายตาทุกคู่หันมาหาเขา
“ไอ้เกมนี่มันสนุกตรงไหน ถึงเล่นติดต่อกันได้ตั้งเจ็ดวัน?”
“สนุกตรงที่แต่ละรอบไม่เหมือนกันอย่างไรเล่า!”
หนานอวี้ตอบทันที
“รอบก่อนข้าเกือบยึดโลกได้แล้ว หากพี่รองไม่หักหลังข้าเสียก่อน!”
ไป๋หลิงจิบชาอย่างสงบ
“เจ้าเตรียมยิงอาวุธทำลายพิภพใส่เมืองข้า ข้าจะไม่หักหลังได้อย่างไร?”
โม่ชิงเฟิงรีบกล่าวเสริม
“พี่สาวชอบการเจรจาที่สุด หลอกให้คนอื่นรบกัน แล้วพี่สาวค่อยเก็บซากทีหลัง สนุกจะตายไป”
หลิงเยวี่ยเหลือบมองนาง
“นั่นไม่เรียกว่าเจรจา เรียกว่ายุยง”
อ๋องหมิงวางชามข้าวลง ก่อนกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“เกมนี้ช่วยฝึกการปกครองได้ดีมาก ข้าค้นพบว่าขุนนางเชื่อถือไม่ได้เลยสักคน”
เซี่ยหลานอิงแค่นเสียง
“เพราะท่านประกาศเก็บภาษีสิบรอบติด ประชาชนจึงก่อกบฏต่างหาก”
“ข้าต้องใช้เงินสร้างกองทัพ!”
“แล้วสุดท้ายกองทัพของท่านก็ร่วมกับประชาชนโค่นท่านเอง”
ยูรันกวาดตามองคนติดเกมรอบโต๊ะ ก่อนถอนหายใจ
“ลองสลับไปเล่นแวร์วูล์ฟกันบ้างเถอะ”
เขาคีบอาหารเข้าปาก
“เอาแต่ทำสงครามทุกวันใช้ได้ที่ไหน?”
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเริ่มครุ่นคิดอย่างจริงจัง
หลานชิงอวี้พยักหน้าเป็นคนแรก
“ก็ดีนะเจ้าคะ ไม่ได้เล่นมาหลายวันแล้ว”
หลัวจินเยว่กล่าวเสริม
“เปลี่ยนจากวางแผนยึดโลก ไปจับคนโกหกบ้างก็น่าสนุกดี”
อ๋องหมิงขมวดคิ้ว
“แวร์วูล์ฟคือเกมอะไร?”
หนานอวี้อธิบายด้วยสีหน้าตื่นเต้น
“เกมซึ่งพวกเราต้องจับหมาป่าในหมู่บ้าน บางคนโกหก บางคนฆ่ากันตอนกลางคืน แล้วกลางวันทุกคนก็รุมโหวตประหารคนที่น่าสงสัย”
อ๋องหมิงนิ่งไปครู่หนึ่ง
“สรุปคือพักจากสงครามระหว่างมหาอำนาจ แล้วเปลี่ยนไปฆ่ากันเองในหมู่บ้าน?”
ยูรันพยักหน้า
“ประมาณนั้น”
“ฟังดูดี ข้าเล่นด้วย”
ยูรันเหลือบมองอ๋องหมิงอย่างหมดคำจะพูด
“ท่านนี่ก็ติดเกม ส่วนคนพี่ก็ดันติดเหล้า”
อ๋องหมิงชะงัก
“เจ้าหมายถึงพี่เฉินหรือ?”
“ไม่เช่นนั้นจะเป็นใคร?”
ยูรันถอนหายใจเมื่อนึกถึงอ๋องเฉินซึ่งดื่มจนหมดสภาพ
“ข้าให้เหล้าเขาไปตั้งสองร้อยไห ป่านนี้น่าจะหมดภายในสองสามวันแล้วกระมัง”
อ๋องหมิงเบิกตากว้าง
“สองร้อยไหภายในสองสามวัน?! เขายังมีชีวิตอยู่หรือ?”
“คออ่อนขนาดนั้น ข้าเองก็ไม่แน่ใจ”
ยูรันยกถ้วยชาขึ้นจิบ
“ไม่อยากจะเชื่อว่าเหล้ารสชาติงั้น ๆ เขายังดื่มเข้าไปได้ตั้งห้าสิบห้าไหในคืนเดียว”
ทุกคนรอบโต๊ะเงียบลงพร้อมกัน
เซี่ยหลานอิงขมวดคิ้ว
“เดี๋ยวก่อน ห้าสิบห้าไหซึ่งเจ้าพูดถึง เป็นเหล้าที่เจ้าหมักเองใช่ไหม?”
“อืม”
“แล้วเจ้ายังเรียกรสชาติเช่นนั้นว่างั้น ๆ?”
“ก็ธรรมดานี่”
อ๋องหมิงยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
“ข้าเริ่มเข้าใจแล้วว่าเหตุใดพี่เฉินจึงยอมดื่มจนสลบ”
หนานอวี้พยักหน้าเห็นด้วย
“สามีชอบเรียกทุกอย่างของตนเองว่าธรรมดา ทั้งที่คนอื่นแทบแย่งกันตาย”
ยูรันมองอ๋องหมิง
“อยากลองดื่มดูไหมเล่า? ข้ายังมีอยู่”
เขายักไหล่
“ข้าทำเอาไว้เยอะมาก พอ ๆ กับตุ๊กตาซึ่งกองอยู่ในคลังนั่นแหละ”
ทุกคนหันมามองเขาพร้อมกัน
“ตุ๊กตา?”
“อ๋อ ข้ายังไม่ได้บอกหรือ?”
ยูรันหยิบกล่องขนาดใหญ่ออกมาวางบนโต๊ะ
“ข้าทำชุดใหม่มาแล้ว ระหว่างที่พวกเจ้าเอาแต่เล่นเกมจนไม่สนใจสิ่งใด”
เมื่อฝากล่องเปิดออก ด้านในก็ปรากฏตุ๊กตายูรันขนาดเล็กเรียงรายอยู่หลายรุ่น แต่ละตัวมีรูปลักษณ์เหมือนเขาในปัจจุบันทุกประการ
ทั้งเครื่องแต่งกายสีดำประดับลวดลายทอง เสื้อคลุมขนสัตว์ ถุงมือ ต่างหูขนนก และดวงตา ล้วนถูกสร้างขึ้นอย่างละเอียดจนแทบหาความแตกต่างไม่ได้
ไป๋จิ้งเหวินอุ้มตุ๊กตาตัวหนึ่งขึ้นมาทันที
“รันเอ๋อร์ตัวเล็ก น่ารักจริง ๆ”
ลู่เหยียนหนิงเองก็หยิบอีกตัวขึ้นมาดู
“แม้แต่ดวงตายังทำออกมาเหมือนเลย”
หญิงสาวรอบโต๊ะต่างกรูกันเข้ามาหยิบตุ๊กตาคนละตัว เสียงพูดคุยดังขึ้นอย่างตื่นเต้นทันที
หนานอวี้กำลังเลือกว่าจะเอารุ่นพ่นไฟหรือรุ่นมังกรอัสนี ทว่าสายตากลับเหลือบไปเห็นตุ๊กตาอีกตัวอยู่บริเวณมุมกล่อง
ตุ๊กตายูรันตัวนั้นยืนกอดอกอย่างสง่างาม เท้าข้างหนึ่งเหยียบอยู่บนร่างของใครบางคนซึ่งนอนหมดสภาพอยู่กับพื้น
หนานอวี้หยิบขึ้นมามองใกล้ ๆ ก่อนกะพริบตาปริบ ๆ
“เดี๋ยวนะ...”
นางชี้ไปยังร่างซึ่งถูกเหยียบอยู่ใต้เท้า
“นั่นเย่อ้าวเทียนใช่ไหม?”
ยูรันพยักหน้าอย่างไม่ทุกข์ร้อน
“ใช่ รุ่นกระทืบศิษย์พี่เย่”
ทั้งโต๊ะเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
หลังจากทุกคนดูตุ๊กตาจนครบ ยูรันจึงหยิบไหสุราออกมาวางบนโต๊ะสามสี่ไห
ตุบ! ตุบ! ตุบ! ตุบ!
ทันทีที่ผนึกถูกเปิด กลิ่นหอมของดอกไม้และผลไม้ก็ลอยออกมาอย่างอ่อนโยน แตกต่างจากสุราเข้มข้นซึ่งเขาเคยนำไปดื่มกับอ๋องเฉินอย่างชัดเจน
ยูรันเลื่อนไหสุราไปทางไป๋จิ้งเหวินกับลู่เหยียนหนิง
“อันนี้ท่านแม่ดื่มได้”
“ไหนี้มีรสคล้ายดอกท้อ รสชาติค่อนข้างเบาบาง ส่วนที่เหลือเป็นสุราผลไม้อย่างองุ่นกับลิ้นจี่”
เขาหยิบถ้วยออกมารินให้ทั้งสอง
“ไม่ทำให้เมามากขนาดนั้น ดื่มพร้อมอาหารได้สบาย”
ไป๋จิ้งเหวินยกถ้วยขึ้นสูดกลิ่น ก่อนดวงตาจะเปล่งประกาย
“หอมมากจริง ๆ”
ลู่เหยียนหนิงลองจิบเล็กน้อย แล้วพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
“หวานนิด ๆ ดื่มง่ายกว่าเหล้าทั่วไปมาก”
เพียงเห็นปฏิกิริยาของทั้งสอง สายตาของทุกคนรอบโต๊ะก็หันกลับมายังไหสุราที่เหลือทันที
อ๋องหมิงเห็นทั้งสองดื่มอย่างเอร็ดอร่อยก็รีบคว้าไหสุราองุ่นมารินใส่ถ้วยของตนเอง
เขายกขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
ดวงตาของอ๋องหมิงเบิกกว้าง ก่อนรีบคว้าไหสุรามากอดเอาไว้แน่น
“สุดยอด!”
ทุกคนหันมามองเขา
“นี่มันงั้น ๆ ตรงไหนกัน?!”
อ๋องหมิงชี้ไปยังอาหารเต็มโต๊ะ ก่อนชี้กลับมาที่สุราในมือ
“ทั้งอาหาร ทั้งเหล้า ล้วนเป็นของดีทั้งนั้น!”
เขานึกเปรียบเทียบกับสิ่งที่เคยกินอยู่ทุกวัน ก่อนทุบโต๊ะดังปัง
“พอกินของพวกนี้แล้ว อาหารในวังเหมือนอาหารหมา!”
จากนั้นจึงชูไหสุราขึ้น
“ส่วนเหล้าในวังก็เหมือนน้ำล้างตีน!”
“……”
เซี่ยหลานอิงยกมือขึ้นกุมหน้าผาก
“เสด็จอา อย่างน้อยท่านก็ช่วยรักษาหน้าราชวงศ์บ้างเถอะ”
เซี่ยเยว่หลีกลับพยักหน้าอย่างเห็นด้วยรัว ๆ
“ใช่ไหม ๆๆๆ!”
นางขยับเข้าไปใกล้อ๋องหมิงราวกับพบผู้รู้ใจ
“ตอนข้ากลับไปกินอาหารที่พรรค หลังจากเคยกินอาหารของสามีเพียงไม่กี่วัน ข้าก็บ้วนคำแรกทิ้งทันที”
เซี่ยเยว่หลีส่ายหน้าอย่างเจ็บปวด
“รสชาติเหมือนอาหารหมาจริง ๆ”
อ๋องหมิงตบไหล่นางด้วยความปลื้มใจ
“ใช่เลย หลานรัก!”
หนึ่งอาหนึ่งหลานพยักหน้าให้กันอย่างเข้าอกเข้าใจ ราวกับเพิ่งค้นพบความจริงอันยิ่งใหญ่ของโลก
ยูรันมองทั้งสอง ก่อนถอนหายใจ
“พวกท่านนี่พูดเกินไปแล้ว”
อ๋องหมิงหันขวับ
“เจ้านั่นแหละเลิกเรียกของระดับนี้ว่างั้น ๆ เสียที!”
“แต่มันก็งั้น ๆ จริง ๆ”
“งั้น ๆ บ้านเจ้าสิ!”