ตอนที่ 321 รู้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น
ยูรันเก็บไหสุรากลับเข้าคลัง ก่อนตบมือลงบนโต๊ะเบา ๆ
“เท่านี้พอแล้ว มีเรื่องสำคัญกว่านี้ต้องทำ ตอนนี้ยังพอมีเวลาอยู่”
เขาสะบัดมือเรียกขวดหยกสองใบออกมา ภายในแต่ละใบมีโลหิตต้นกำเนิดลอยอยู่สิบหยด ใบหนึ่งแผ่ไอร้อนระอุ ส่วนอีกใบมีประกายอัสนีแล่นผ่านไม่หยุด
“ข้าเก็บสายเลือดของศิษย์พี่เย่มาสิบหยด ตอนนี้แยกออกเป็นกายาอัคคีกับกายาอัสนีเรียบร้อยแล้ว หลังจากเพาะเพิ่มจึงกลายเป็นอย่างละสิบหยด เอาไว้เพาะต่อได้อีก”
ยูรันหันไปทางหนานอวี้
“อวี้เอ๋อร์ พร้อมหรือยัง?”
ดวงตาของหนานอวี้สว่างวาบ นางลุกพรวดขึ้นทันที
“มาเลย! ตอนนี้เลยใช่ไหม?”
“อืม ที่เดิมซึ่งพวกเราใช้เปลี่ยนวิถี”
พรึ่บ!
ร่างของยูรันกับหนานอวี้หายไปจากห้องในพริบตา
ไป๋หลิงกับหลิงเยวี่ยขยับตามไปทันที จากนั้นคนอื่น ๆ ก็รีบใช้เทพนภาเหินตามไปติด ๆ เสียงดังพรึ่บพรับต่อเนื่อง จนภายในห้องซึ่งเคยเต็มไปด้วยผู้คนว่างลงแทบจะทันตาเห็น
เฟิงซูหลานลุกพรวดขึ้น มองซ้ายมองขวาอย่างตื่นตระหนก
“เดี๋ยวก่อน! เหตุใดถึงออกไปกันรวดเร็วเช่นนี้ แล้วที่เดิมมันคือที่ไหนกัน!”
เหอหว่านชิงยังคงนั่งนิ่งอยู่กับที่ แม้สีหน้าจะดูสงบ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความสับสนไม่ต่างกัน
ลู่ชิงถานซึ่งจงใจรออยู่เหลือบมองทั้งสอง ก่อนยกมุมปากอย่างเหนือกว่า
“หึ อ่อนแอนะเจ้าคะ”
“เจ้าว่าใครอ่อนแอ!”
เฟิงซูหลานยังไม่ทันโวยวายจบ ลู่ชิงถานก็คว้าแขนของนางกับเหอหว่านชิงเอาไว้คนละข้าง
พรึ่บ!
ทั้งสามหายวับไป เหลือเพียงอ๋องหมิงที่ยังนั่งถือจอกเปล่าอยู่เพียงลำพัง เขากวาดตามองห้องอันว่างเปล่า ก่อนหันไปหาเซี่ยหลานอิง
“พวกนั้นไปทำอะไรกัน?”
“ท่านอาตามมาเฉย ๆ เถอะน่า”
เซี่ยหลานอิงคว้าไหล่เขาเอาไว้
“เดี๋ยว หลานรัก อย่างน้อยบอกอาก่อนว่า—”
พรึ่บ!
ทุกคนมาปรากฏตัวขึ้น ณ พื้นที่โล่งห่างไกลจากนครหลวงเทียนอู่ สถานที่แห่งนี้คือจุดเดิมซึ่งโม่ชิงเฟิง หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ มู่เสวี่ยหนิง และเซียวซินเยวี่ยเคยใช้เปลี่ยนวิถี
พรึ่บ!
ลู่ชิงถานปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับเฟิงซูหลานและเหอหว่านชิง ทันทีที่เท้าแตะพื้น ผู้อาวุโสทั้งสองก็เซถลาไปข้างหน้าพร้อมกัน
“แหวะ! แหวะ!”
เฟิงซูหลานกุมท้อง สีหน้าซีดเผือด
“นี่มันวิชาอะไรกัน เหตุใดโลกถึงหมุนเช่นนี้...แหวะ!”
เหอหว่านชิงพยายามยืนตัวตรงเพื่อรักษาภาพลักษณ์ ทว่ายังไม่ทันกล่าวจบประโยคก็ต้องรีบหันหน้าไปอีกทาง
“นั่นสิ การเคลื่อนย้ายเช่นนี้มัน...แหวะ!”
ลู่ชิงถานยืนกอดอกมองทั้งสองด้วยรอยยิ้มเยาะ
“เพียงครั้งเดียวก็หมดสภาพแล้วหรือเจ้าคะ ยัยป้าทั้งสอง?”
พรึ่บ!
เซี่ยหลานอิงพาอ๋องหมิงตามมาถึงเป็นกลุ่มสุดท้าย
อ๋องหมิงยืนแข็งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนใบหน้าจะเปลี่ยนเป็นเขียวคล้ำ
“หลานรัก วิชานี้มัน...แหวะ!”
เซี่ยหลานอิงรีบปล่อยมือแล้วถอยออกไปสองก้าว ปล่อยให้ท่านอาของตนก้มหน้าสำรอกตามลำพัง
ยูรันมองคนทั้งสามที่กำลังหมดสภาพ ก่อนส่ายหน้าพลางเดาะลิ้น
“จิ๊ ๆๆ กระจอกจริง ๆ”
เขาหันไปมองหลิงเยวี่ยซึ่งยืนสงบนิ่ง สีหน้าไม่เปลี่ยนแม้แต่น้อย
“ดูอาจารย์เป็นตัวอย่างสิ ไม่เคยอาเจียนเลยสักครั้ง ใช้ไม่ได้จริง ๆ พวกท่านนี่”
โม่ชิงเฟิงมองคนทั้งสามอย่างเห็นอกเห็นใจ ก่อนยกมือลูบอกตนเองราวกับความทรงจำเก่าเริ่มย้อนกลับมา
“ข้าเข้าใจความรู้สึกนั้นดี ข้าเองก็อาเจียนอยู่บ่อยครั้ง เจอวิชานี้ไปตั้งหลายรอบแล้วก็ยังไม่ชินสักที”
มู่เสวี่ยหนิงพยักหน้าเห็นด้วย ก่อนเหลือบมองมู่หรงฉินซึ่งยืนอยู่ข้างกายด้วยสีหน้าปกติ
“จริงเจ้าค่ะ แต่แปลกนะเจ้าคะ เหตุใดพี่หญิงถึงไม่เห็นจะอาเจียนเลย?”
ทุกสายตาหันไปทางมู่หรงฉินพร้อมกัน
มู่หรงฉินกะพริบตาปริบ ๆ แล้วถามกลับด้วยความสงสัย
“เอ่อ...มันต้องอาเจียนด้วยหรือ?”
รอยยิ้มบนใบหน้าของโม่ชิงเฟิงแข็งค้างทันที
หลัวจินหยางมองมู่หรงฉินสลับกับพี่ใหญ่ ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“ดูเหมือนจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งนะ”
หลัวจินเยว่กล่าวเสริมอย่างจริงจัง
“น่าจะขึ้นอยู่กับตัวบุคคลมากกว่า”
เซี่ยเยว่หลีเหลือบมองโม่ชิงเฟิง
“กล่าวให้เข้าใจง่ายก็คือ พี่ใหญ่กระจอกเอง”
โม่ชิงเฟิงเส้นเลือดปูดขึ้นบนหน้าผาก
“พวกเจ้าอย่าเพิ่งได้ใจไป รอพี่สาวชินกับวิชานี้ก่อนเถอะ!”
ยูรันส่ายหน้าเบา ๆ
“อืม ฟังประโยคนี้มาหลายรอบแล้ว ไม่เห็นจะชินสักที”
โม่ชิงเฟิงมองคนทั้งสามอย่างเห็นอกเห็นใจ
“ข้าเข้าใจ ข้าเองก็อาเจียนอยู่บ่อยครั้ง เจอวิชานี้มาตั้งหลายรอบแล้วก็ยังไม่ชินสักที”
หลัวจินหยางพยักหน้าแรง ๆ
“ข้าเห็นด้วย ไม่ว่าจะโดนกี่ครั้งก็ไม่มีทางชินจริง ๆ”
หลัวจินเยว่ยกมือเช็ดมุมปากราวกับเพียงนึกถึงก็เริ่มรู้สึกคลื่นไส้
“จริงเจ้าค่ะ พวกเราอาเจียนกันทุกครั้งเลย”
มู่เสวี่ยหนิงหันไปมองมู่หรงฉินซึ่งยืนอยู่ข้างกาย ก่อนเอียงคอด้วยความสงสัย
“แต่น่าแปลกนะเจ้าคะ เหตุใดพี่หญิงจึงไม่เห็นอาเจียนเลย? ปกติผู้ที่ถูกคนอื่นพาเดินทางด้วยวิชานี้จะต้องอาเจียนไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
ทุกคนหันไปมองมู่หรงฉินพร้อมกัน
มู่หรงฉินกะพริบตาปริบ ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความงุนงง
“เอ่อ...มันต้องอาเจียนด้วยหรือ?”
หลานชิงอวี้รีบแย้งขึ้นทันที
“มันต้องอาเจียนสิเจ้าคะ! ครั้งแรกที่ถูกผู้อื่นพาเดินทางด้วยวิชานี้ ทุกคนล้วนอาเจียนกันหมด!”
ยูรันเลิกคิ้ว ก่อนกวาดตามองคนทั้งหมด
“แต่อาจารย์ไม่เห็นเป็นอะไร หลานอิงก็ไม่เป็น อวี้เอ๋อร์ก็ไม่ หลิงเอ๋อร์ก็ไม่ ท่านแม่ทั้งสองกับชิงถานก็ไม่เป็นเหมือนกัน”
เขาหยุดเล็กน้อย แล้วกล่าวสรุปอย่างตรงไปตรงมา
“พวกเจ้ากระจอกกันเองหรือเปล่า?”
ฉึก!
ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก! ฉึก!
คำพูดนั้นราวกับลูกศรนับสิบดอกพุ่งปักกลางอกของเหล่าผู้เคยอาเจียนพร้อมกัน
โม่ชิงเฟิง หลัวจินหยาง หลัวจินเยว่ และมู่เสวี่ยหนิงยกมือกุมหน้าอก สีหน้าเจ็บปวดราวกับถูกโจมตีอย่างรุนแรง
เฟิงซูหลานเงยหน้าขึ้นจากพุ่มไม้
“เหตุใดพี่สาวเพิ่งมาถึงก็ถูกเหมารวมเป็นพวกกระจอกแล้ว!”
เหอหว่านชิงเช็ดมุมปากอย่างเงียบงัน
“เรื่องนี้...ข้าเถียงไม่ออก”
ส่วนอ๋องหมิงยังคงก้มหน้าอยู่กับพื้น ได้แต่ยกมือขึ้นชี้ยูรันด้วยนิ้วอันสั่นเทา
“เจ้าเด็กนี่...ปากร้ายเกินไปแล้ว...”
ยูรันโบกมือ ตัดสินใจเลิกสนใจเหล่าคนที่ยังนั่งหมดสภาพอยู่บนพื้น
“ช่างเถอะ มาเข้าเรื่องกันดีกว่า อวี้เอ๋อร์ เปิดดาราจักรแล้วเอาครรภ์แห่งดวงดาวออกมาให้ข้าดูหน่อย”
หนานอวี้พยักหน้ารับ ก่อนหลับตาลงและกระตุ้นพลังภายใน
ห้วงดาราจักรของนางค่อย ๆ เปิดออกกลางอากาศ ภาพหมู่ดาวอันกว้างใหญ่ปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคน จากนั้นนางจึงเลื่อนภาพผ่านดวงดาวต่าง ๆ ไปยังบริเวณซึ่งครรภ์แห่งดวงดาวลอยอยู่
ยูรันเพ่งมองครู่หนึ่ง ก่อนพยักหน้าเบา ๆ
“อืม ยังว่างเปล่าอยู่ ภายในยังไม่มีสิ่งใดถือกำเนิดขึ้นมา”
ยูรันมองครรภ์แห่งดวงดาวภายในดาราจักรของหนานอวี้ ก่อนอธิบายแผนการของตน
“เราจะมอบพลังงานให้แก่ครรภ์แห่งดวงดาวด้วยเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญา และใช้ผลึกธารเหมันต์แห่งการชำระล้างชำระสายเลือดของกายาอัคคีให้บริสุทธิ์ จากนั้นจึงค่อยนำมันเข้าไปหล่อเลี้ยงภายในครรภ์”
เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“ส่วนพิธีกรรม ข้าจะทำเหมือนครั้งก่อน”
ไป๋จิ้งเหวินพลันขมวดคิ้ว ความหวาดหวั่นปรากฏขึ้นในดวงตาทันที
“รันเอ๋อร์ แม่ว่ามันไม่ค่อยดีเท่าไร ต่อให้เจ้าบอกว่าจะไม่เป็นอะไรเลยก็เถอะ แต่แม่ยังรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ดี”
ลู่เหยียนหนิงพยักหน้าเห็นด้วย สีหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวลไม่แพ้กัน
“นั่นสิ แม่เองก็ไม่ค่อยเห็นด้วย เจ้าต้องรับพิธีกรรมทั้งสองอย่างพร้อมกันมิใช่หรือ?”
บรรยากาศรอบข้างเงียบลงทันที ผู้ที่เคยเห็นภาพจากพิธีกรรมครั้งก่อนต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ยูรันกลับโบกมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ไม่เป็นไร มันใช้เวลาเพียงแวบเดียวเท่านั้นเอง”
เขาหยุดครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริมราวกับเพิ่งนึกขึ้นได้
“แค่ภาพที่พวกท่านเห็นอาจจะสยองขึ้นมานิดหน่อย แต่ไม่เป็นไรหรอก”
ไป๋จิ้งเหวินรู้ดีว่าไม่อาจเปลี่ยนใจยูรันได้ สุดท้ายจึงได้แต่ถอนหายใจและยอมรับการตัดสินใจของเขา
นางหันไปมองผู้คนรอบข้าง ก่อนกล่าวเตือนด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“คราวก่อนพวกเจ้าส่วนใหญ่ยังไม่เคยเห็นพิธีกรรมนี้ มีเพียงข้า เหยียนหนิง หลิงเอ๋อร์ อวี้เอ๋อร์ และชิงถาน พวกเราห้าคนเท่านั้นที่เคยเห็น”
สายตาหลายคู่พลันหันมารวมอยู่ที่นาง
“แม้ภาพซึ่งเห็นอาจดูน่าหวาดกลัว แต่รันเอ๋อร์จะไม่เป็นอันตราย พวกเจ้าอย่าได้ตื่นตระหนกจนลงมือขัดขวางพิธีเด็ดขาด”
ลู่เหยียนหนิงกล่าวเสริมด้วยสีหน้าจริงจังไม่แพ้กัน
“แล้วก็เตรียมใจกันเอาไว้ให้ดี อย่าอาเจียนออกมาเสียก่อนเล่า”
ทุกคนชะงักไปเล็กน้อย
“แม่เสียดายสุรา”
โม่ชิงเฟิงรีบยกมือปิดปากตนเองทันที
หลัวจินหยางกับหลัวจินเยว่มองหน้ากัน ก่อนกลืนน้ำลายลงคอพร้อมกัน
เฟิงซูหลานอดถามไม่ได้
“เดี๋ยวก่อน มันสยองถึงขั้นที่ต้องเตือนเรื่องอาเจียนเลยหรือ?”
เหอหว่านชิงสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วถอยไปยืนห่างกว่าเดิมอย่างเงียบเชียบ
อ๋องหมิงซึ่งเพิ่งหยุดอาเจียนได้ไม่นานถึงกับหน้าซีด
“สุราเมื่อครู่ยังอยู่ในท้องข้าไม่ครบครึ่งเค่อเลยนะ...”
ลู่ชิงถานยกมือกอดอก ก่อนแค่นเสียงอย่างผู้มีประสบการณ์
“หึ มันรุนแรงถึงเพียงนั้นแหละเจ้าค่ะ พวกท่านระวังอย่าอาเจียนสุราเมื่อครู่ออกมาก็แล้วกัน”
ซี๊ดดดดดดดดดด!
หลายคนสูดลมหายใจเย็นเข้าปอดพร้อมกัน สีหน้าเริ่มตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม
หลิงเยวี่ยมองยูรันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกล่าวขึ้นอย่างจริงจัง
“ข้ากับชิงอวี้เคยสัมผัสเปลวเพลิงแห่งภูมิปัญญามาแล้ว จึงพอรู้ถึงความทรมานของมันอยู่บ้าง”
หลานชิงอวี้พยักหน้ารัว ๆ ใบหน้าเริ่มซีดลงเมื่อนึกถึงความรู้สึกในตอนนั้น
หลิงเยวี่ยกล่าวต่อ
“แต่พวกเรายังไม่เคยเห็นพิธีกรรมจริง รู้เพียงแค่บางส่วนเท่านั้น”
สายตาของผู้คนรอบข้างจึงหันกลับไปมองยูรันอีกครั้ง ทว่าเจ้าตัวยังคงยืนอยู่ด้วยท่าทางสบาย ๆ ราวกับสิ่งที่กำลังจะทำไม่ใช่เรื่องใหญ่แม้แต่น้อย